(END) เกิดใหม่เป็นลูกชาวสวนในยุคจีนโบราณ
ข้อมูลเบื้องต้น
เลี่ยงเฟิ่งนักธุรกิจหนุ่มชื่อดังเขาเป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยแต่แล้วก็มีเหตุไม่คาดฝันทำให้ต้องจบชีวิตลงแต่วิญญาณเขานั้นกลับไม่ได้ไปยังปรโลกอย่างความเชื่อของผู้คนแต่กลับไปอยู่ในร่างของเด็กชายเกอผู้หนึ่งในยุคที่เขาเองก็ไม่สามารถเดาได้ว่าคือยุคใด และสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากคนที่นี้นั้นคือการมี "พลังแห่งขุนเขา"
เขาจะพลิกฐานะครอบครัวจากชาวนาธรรมดาให้กลายเถ้าแก่เนี้ยร้านน้ำชาและย้ายถิ่นฐานไปอาศัยอยู่ในเมืองหลวงกลายเป็นคนเมืองให้ได้!
สกุลเงิน
1 อิแปะ = 1 เหรียญทองแดง
100 อิแปะ = 1 ตำลึงเงิน
10 ตำลึงเงิน = 1 ตำลึงทอง
มาตรการวัด
1 จิน เท่ากับ 500 กรัม
1 ชั่ง เท่ากับ 1 กิโลกรัม
1 ชุน เท่ากับ 1 นิ้ว
1 หลี่ เท่ากับ 500 เมตร
การบอกเวลา
1 เค่อ = 15 นาที
1 ก้านธูป = 15 นาที
1 ชั่วยาม = 2 ชั่วโมง
ช่วงเวลา
ยามจื่อ คือ 23.00 – 24.59 น.
ยามโฉ่ว คือ 01.00 – 02.59 น.
ยามอิ๋น คือ 03.00 – 04.59 น.
ยามเหม่า คือ 05.00 – 06.59 น.
ยามเฉิน คือ 07.00 – 08.59 น.
ยามซื่อ คือ 09.00 – 10.59 น.
ยามอู่ คือ 11.00 – 12.59 น.
ยามเว่ย คือ 13.00 – 14.59 น.
ยามเซิน คือ 15.00 – 16.59 น.
ยามโหย่ว คือ 17.00 – 18.59 น.
ยามซวี คือ 19.00 – 20.59 น.
ยามห้าย คือ 21.00 – 22.59 น
Talk:
สวัสดีค่ะผู้อ่านทุกท่านขอแนะนำตัวเองหน่อยนะคะ เรานักเขียนมือใหม่ นามปากกา Serial print () ชื่อนี้มีที่มาจากโค้ดรายวิชาหนึ่งที่เราเรียนมีความหมายว่าการแสดงผลทางหน้าจอ เราตั้งขึ้นมาเพื่อจะแสดงผลงานของเราผ่านหน้าจอค่ะ
ฝากติดตามผลงานนิยายเรื่องแรกของเราด้วยนะคะ
ทุกความคิดสามารถติชมกันได้ค่ะเราน้อมรับแต่อาจจะไม่ได้ตอบกลับแต่อ่านเสมอนะคะ ทุกคำแนะนำเราจะนำมาปรับปรุงแก้ไขตอนรีไรท์ค่ะ
บทนำ
บนเครื่องบินโดยสารที่นั่งชั้นธุรกิจเลี่ยงเฟิ่งนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงกำลังเดินทางกลับจากการไปดูงานเพื่อขยายสาขาธุรกิจเครื่องดื่มประเภทชานมแบรนด์ตนเองไปยังแดนมังกรจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ในขณะที่เครื่องบินได้เดินทางมาถึงน่านฟ้าของประเทศเพื่อนบ้านได้เกิดพายุลูกใหญ่ฝนตกหนักอย่างแรง ไม่สามารถขับต่อไปได้ จึงต้องลงจอดฉุกเฉินในสนามบินที่ใกล้ที่สุด สนามบินที่ลงจอดมีชื่อว่าสนามบินเมิ่งปันประเทศนามา
ซึ่งภายในประเทศขณะนี้ ได้เกิดกลุ่มก่อการร้ายยึดครองเมืองเอาไว้ ทันทีที่เครื่องบินลงจอดได้ถูกกลุ่มก่อการร้ายเข้ายึดลำของเครื่องบิน ผู้โดยสารที่นั่งมากับเครื่องบินลำนี้ ผู้หญิงถูกนำตัวไปเป็นตัวประกัน ส่วนผู้ชายถูกฆ่าทิ้งทั้งหมด ในจำนวนนั้นมีเลี่ยงเฟิ่งอยู่ด้วย สิ้นชื่อของนักธุรกิจหนุ่มดาวรุ่งไฟแรง เขาโดนยิงเสียชีวิตคาที่ภายในห้องโดยสารของเครื่องบิน
เขาไม่เคยคิดเลยว่าตนเองจะจบชีวิตลงด้วยการถูกฆาตกรรม เลี่ยงเฟิ่งหนุ่มลูกครึ่งไทย จีน อายุ 28 ปี เจ้าของธุรกิจชานมที่มีแฟรนไชส์อยู่ทั่วประเทศ เลี่ยงเฟิ่งเป็นลูกคนที่สามของครอบครัว เขามีพี่ชายพี่สาวที่ไม่ค่อยจะสนิทกัน เป็นความสัมพันธ์แบบครอบครัวในสมัยปัจจุบันที่ต่างคนต่างอยู่ แต่จะกลับมารวมในวันเทศกาลสำคัญเท่านั้น เขาออกมาสร้างธุรกิจของตัวเองตอนอายุ 21 ปี ตั้งแต่หลังเรียนจบล้มลุกคลุกคลานมาไม่นาน ถึงกลายเป็นนักธุรกิจคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย หลายคนบอกว่าเขานั้นโชคดีแต่คนเหล่านั้นไม่รู้ว่าเขาต้องเจอกับอะไรมาบ้างแค่มองเห็นด้านที่ประสบความสำเร็จแล้วเท่านั้น
โลกหลังความตายเขาไม่เคยจินตนาการมาก่อนด้วยซ้ำ เขาคิดแค่ว่าการตายคือการที่เราหลับไปแล้วไม่ตื่นมาอีกเลย ไม่มีโลกแห่งความตายไม่มีสวรรค์หรือนรกอะไรอย่างที่คนรุ่นปู่ รุ่นย่า เชื่อกันหรอก เขาเชื่อแบบนั้นมาตลอดจนตอนที่เขาได้มาอยู่ในสถานที่แปลกประหลาด เพราะรอบตัวของเขาตอนนี้ไม่มีอะไรเลย มองเห็นแค่แสงสีขาวจ้าเท่านั้น หรือนี่คือโลกหลังความตายเลี่ยงเฟิ่งคิดในใจ
ภาพตรงหน้าเริ่มปรากฏแน่ชัดมากขึ้นเป็นภาพที่ทำให้เขาอดกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เขาได้กลับไปยังโลกเดิมอีกครั้ง ร่างของเขาไม่ได้รับการกลับคืนสู่แผ่นดินเกิด ยังคงนอนแน่นิ่งหมดลมหายใจเลือดโทรมกายบนเครื่องบินลำนั้น จากนั้นเขาก็มาปรากฏตัวขึ้นที่บ้านของเขา ครอบครัวรับรู้เรื่องข่าวคราวของเขาและได้จัดงานไว้อาลัยตามพิธีโดยไร้ร่างของเลี่ยงเฟิ่ง เพราะไม่สามารถนำร่างของเขากลับมาประกอบพิธีได้
เหตุใดเขาถึงได้โชคร้ายขนาดนี้ ตายตกไปแล้วขนาดร่างยังไม่ได้ฝัง เขาคิดว่าถ้าหากมีชีวิตอีกครั้งก็คงดีไม่น้อยชีวิตนี้เขาพึ่งใช้ไปไม่เท่าไหร่เอง การตายช่างง่ายดายนัก วาดฝันให้มีชีวิตยืนยาวใช้ชีวิตในยามแก่เถ้า หาเงินให้ได้เยอะๆ ไว้ซื้อความสุขให้ตนเอง หึ ทั้งที่เขาทำได้แล้วแท้ๆ แต่กลับไม่มีโอกาสได้ใช้มันช่างน่าสมเพชเสียจริง จิตของเขาค่อยๆ หายไปและได้ปรากฏขึ้นใหม่ในสถานที่แห่งหนึ่ง ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ต้นไม้น้อยใหญ่รายล้อมรอบตัวพาให้รู้สึกสดชื่นโลกหลังความตายก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดเท่าใดนัก
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อซึมซับเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไป เลี่ยงเฟิ่งเดินไปตามทางเดินเล็กๆ สำรวจธรรมชาติไปพลาง เดินไปอีกเล็กน้อยเหมือนจะได้ยินเสียงดังแว่วมาจากด้านหน้า มีคนอยู่ด้วยงั้นหรือ?
“มีใครอยู่ไหมครับ”
เลี่ยงเฟิ่งส่งเสียงถามออกไป แต่โลกนี้เป็นโลกหลังความตายเสียงที่ได้ยินนี้ ไม่น่าจะเป็นเสียงคนได้หรอกนะ เดินไปอีกไม่นานเขาก็พบกับเด็กคนหนึ่งกำลังนั่งร้องไห้โยเยสะอึกสะอื้น นั่งกอดเข่าซุกหน้าร้องไห้ใต้ต้นไม้ต้นใหญ่ ภายในป่าเงียบสนิท เขาจึงได้ยินเสียงร้องไห้ดังชัดเจน เลี่ยงเฟิ่งเดินเข้าไปหาเจ้าของเสียงนั้นทันทีที่หาเจ้าตัวพบ
อ่า เขาปลอบคนไม่เป็นซะด้วยสิ แต่เขาคิดว่าสามารถอยู่เป็นเพื่อนได้ คนเราเวลามีความสุขหรือความทุกข์ก็มักจะต้องการคนที่อยู่เคียงข้างคอยผ่านทุกผ่านสุขด้วยกันเสมอ คิดได้ดังนั้นเลี่ยงเฟิ่งจึงนั่งพิงต้นไม้ต้นเดียวกันอยู่ข้างๆ เด็กชาย นานนับหลายนาทีเด็กคนนั้นจึงหยุดร้องแล้วหันมาทางเขาพร้อมเอ่ยถาม
“เหตุใดมิไปเล่า ประตูนั่นน่ะแค่เข้าไปเจ้าก็ไปเกิดใหม่ได้แล้ว”
เด็กชายกล่าวกับเลี่ยงเฟิ่งพลางพยักพเยิดหน้าไปทางด้านหนึ่ง แต่ไม่วายกลับไปร้องไห้อีกรอบจนได้ เลี่ยงเฟิ่งมองตามการแนะนำของเด็กชายก็เจอเข้ากับประตูบานหนึ่งที่ส่องแสงสีขาวส้มออกมา ให้ความรู้สึกที่อบอุ่นเหมือนกับว่าเป็นการบอกกล่าวว่าจะได้เกิดใหม่อย่างอบอุ่นตามแสงที่ส่องออกมาจากภายในประตูอย่างไรอย่างนั้น
“แล้วนายทำไมไม่เข้าไปล่ะ มานั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้ทำไม”
เลี่ยงเฟิ่งถามกลับเช่นกัน ประตูนั่นแค่เข้าไปก็เกิดใหม่ได้งั้นหรือ เขามองไปทางประตูนั้นในหัวคิดอะไรไปต่างๆ นานา เขายังปล่อยวางไม่ได้เร็วขนาดนั้นชีวิตเขากำลังไปได้ดีแท้ๆ แต่กลับต้องมาตายกับเรื่องแบบนี้ ช่างน่าน้อยใจในโชคชะตาเสียจริง
“ข้าไม่อยากไปจากท่านพ่อท่านแม่ พวกเขาต้องเสียใจมากแน่ๆ ฮือๆ”
เด็กตรงหน้าร้องไห้หนักขึ้นกว่าเดิมทั้งที่หยุดร้องไปแล้ว เมื่อครู่นี้แค่หยุดพักสินะ
“แล้วนายกลับไปได้หรือ ถ้าได้ฉันก็อยากกลับไปเหมือนกัน”
พอพูดจบเด็กน้อยก็หยุดร้องไห้ทันทีเงยหน้ามองเขา มองอยู่นานมาก
“ท่านชื่ออะไร” เด็กน้อยถาม
“เลี่ยงเฟิ่ง” เขาตอบเด็กตรงหน้า
“เป็นท่านนี่เอง” เด็กตรงหน้ามองเขาด้วยสายตาอ่านยาก
เลี่ยงเฟิ่งกำลังจะถามชื่อเด็กน้อยกลับ แต่ไม่ทันไรต้นไม้ต้นหญ้าโดยรอบก็เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง ลมพัดโหมกระหน่ำพัดพาให้ต้นไม้โอนเอียง เขามองกลับไปยังเด็กตรงหน้าแต่ไม่พบ เด็กคนนี้หายไปแล้ว เมื่อหันไปมองทางประตูได้มีแสงสว่างเจิดจ้าออกมา เข้าไปแล้วหรือ เลี่ยงเฟิ่งคิดว่าเขาก็ควรไปเหมือนกัน
เขาลุกขึ้นยืนเดินไปที่ประตูแต่ไม่ทัน ประตูหายไปแล้ว นี่เขายังไม่ได้เข้าไปเลยทำไมหายไปแล้วล่ะ แล้วเขาจะทำยังไงต่อ ลมยังคงพัดแรงไม่หยุดต้นไม้เหมือนเคลื่อนเข้ามาใกล้เขาเรื่อยๆ นี่มันไม่ปกติแล้วเขาควรหนีหรือเปล่า แต่เขาตายไปแล้วจะต้องตายอีกรอบหรือ คิดได้ดังนั้นเลี่ยงเฟิ่งจึงไม่ขยับวิ่ง เขายืนอยู่ที่เดิมตรงที่ประตูนั้นเคยปรากฏเมื่อต้นไม้เข้ามาใกล้เหลือระยะเพียงสองเมตรก็ได้หยุดลงจากนั้นก็โค้งลำต้นลงเหมือนกำลังทำความเคารพเขา
เขามองออกไปไกลสุดลูกหูลูกตาต้นไม้กำลังโค้งให้เขา ทั้งป่านี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แสงสีเขียวลอยมาจากสถานที่ห่างไกลมาหยุดอยู่ตรงหน้าเลี่ยงเฟิ่งแทรกซึมเข้าไปในจิตวิญญาณ
“พวกข้าจงรักภักดีต่อนายท่าน”
เสียงหนึ่งดังขึ้นมาให้ได้ยินจากนั้นทุกอย่างก็หายไป เลี่ยงเฟื่งรู้สึกเหมือนฝันเพียงตื่นหนึ่งเท่านั้น
เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
หมู่บ้านอิ๋นจิ่ง อำเภอซย่า เมืองรุ่ยลี่ แคว้นต้าโจว เป็นเมืองที่มีอาณาเขตติดกับชายแดนทางทิศใต้ของแคว้น เด็กชายตัวน้อยกำลังนอนหนาวตัวสั่นจากการจมน้ำในขณะที่อากาศหนาวเย็น เสียงของลมหายใจเริ่มรวยรินและหมดลมหายใจไปอย่างช้าๆ และกลับมามีลมหายใจอีกครั้งในชั่วอึดใจ เสียงฝีเท้าที่ดูเร่งรีบข้างนอกดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้วหยุดนิ่งลง
“เฟิ่งเอ๋อร์ท่านหมอมาแล้วลูก ฮึก”
เสียงพูดที่เจื้อไปด้วยเสียงสะอื้นไห้ของผู้หญิงที่ดูไม่แก่นัก น่าจะอายุมากกว่าเลี่ยงเฟิ่งไม่กี่ปีกระมัง เลี่ยงเฟิ่งค่อยๆ ลืมเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้น ภาพตรงหน้าปรากฏขึ้นมาอย่างเลือนลาง เป็นชายชราผมขาวครึ่งศีรษะใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นของวัย หน้าตาสะอาดสะอ้านกำลังจับที่ข้อมือของเลี่ยงเฟิ่งแล้วกดเบาๆ เพื่อตรวจจับชีพจร
“ร่างกายมีไอเย็นมากเกินไปข้าจะจัดเทียบยาให้สามเทียบเจ้าไปต้มให้เขากินก็จะดีขึ้น”
หมอชรากล่าวขึ้นแล้วหันไปเขียนเทียบยาให้ผู้ช่วยจัดยาตามอาการ
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะท่านหมอ”
หญิงผู้นั้นตอบ นางรับยามาจากผู้ช่วยแลัวรีบวิ่งออกไปทันที ภายในห้องเหลือแค่เลี่ยงเฟิ่งอีกครั้ง เมื่อครู่เขาไม่ได้พูดอะไรออกไปถึงอยากพูดแต่คอเขาแห้งมากแทบไม่สามารถกล่าวอะไรออกมาให้ได้ยินได้เลย เขาจึงปิดเปลือกตาอันหนักอึ้งลงอีกครั้ง จากนั้นจมดิ่งสู่ห้วงนิทรา
เลี่ยงเฟิ่งตื่นขึ้นมาเนื่องจากเสียงเรียกปลุกของหญิงวัยกลางคน เขาโดนป้อนยาที่ขมปี๋เข้าปากผ่านมาทางลำคอทำให้เขาเริ่มมีสติมากขึ้น เขามองไปรอบๆ อย่างช้าๆ และสังเกตหญิงตรงหน้าไปด้วย ที่นี่คือที่ไหนเขามาอยู่นี่ได้อย่างไร หรือว่าเขาจะเกิดใหม่แล้วแต่เขายังไม่ได้เข้าประตูนั่นเลยนะ
“ลูกดื่มยาแล้วพักผ่อนเสีย แม่จะไปทำข้าวต้มมาให้เจ้า”
ว่าจบหญิงคนนั้นก็เดินจากไปทันทีเหลือเพียงเลี่ยงเฟิ่งที่กำลังจับต้นชนปลายไม่ถูก เขามองดูตัวเองกลับพบว่าเป็นร่างของเด็กคนหนึ่งเท่านั้น คนเมื่อครู่คงจะเป็นมารดาของเขา
เขาเข้ามาอยู่ในร่างของคนอื่นอย่างนั้นหรือ เพียงเพราะเขาไม่ได้เข้าประตูนั่น เลยทำให้ไม่ได้ไปเกิดใหม่แต่กลับเข้ามาอยู่ในร่างของผู้อื่นแทนแล้วร่างนี้เป็นของใครกันแล้วเจ้าของร่างเดิมอยู่ไหนล่ะ
เลี่ยงเฟิ่งครุ่นคิดจนปวดหัวไปหมดอยากลุกไปส่องกระจกเสียเหลือเกินว่าตนเองเข้ามาอยู่ในร่างของใคร ลักษณะหน้าตาเป็นอย่างไร แต่พอมองหากระจกรอบห้องกลับไม่พบ
“ไม่มีกระจก”
เขาพูดพึมพำออกมาเพราะห้องนี้มีขนาดไม่ใหญ่มาก มองไปรอบห้องมีเพียงกล่องขนาดกลางที่คิดว่าเอาไว้ใส่เสื้อผ้า และเตียงหลังนี้ที่เขานอนอยู่นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรเลย เลี่ยงเฟิ่งได้เข้ามาอยู่ในร่างเด็กน้อยคนหนึ่งมีมารดาเป็นหญิงคนนั้นตอนนี้เขารู้เพียงเท่านี้เกี่ยวกับร่างนี้ความทรงจำของร่างนี้เขาไม่ทราบอะไรเกี่ยวกับมันเลย
มารดาของร่างนี้กลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมข้าวต้มหนึ่งชาม ในชามมีแค่โจ๊กและไข่หนึ่งฟองเท่านั้นไม่ใส่อย่างอื่น เมื่อนำเข้าปากก็จืดสนิทนี้ไม่ใส่เครื่องปรุงเลย เมื่อทานโจ๊กเสร็จเขาก็เงยหน้าขึ้นมองมารดาร่างนี้จากนั้นเอ่ยเรียกเบาๆ อย่างไม่มั่นใจนัก
“ม แม่..”
พอเสียงนี้เอ่ยออกไปมารดาเขาก็ยิ้มกว้างจากนั้นเอ่ยขึ้นด้วยนำเสียงอ่อนโยน
“เฟิ่งเอ๋อร์ไม่เป็นไรแล้วนะลูกแม่อยู่นี่อยู่กับเจ้า”
พอได้ยินคำนี้พูดขึ้นขอบตาเลี่ยงเฟิ่งร้อนผ่าวขึ้นมา แม้แต่แม่แท้ๆของเขายังไม่พูดอ่อนโยนขนาดนี้และคำปลอบใจคำนี้ไม่มีทางออกจากปากแม่ของเขา มารดาเจ้าของร่างโอบกอดเด็กน้อยตรงหน้าไว้อย่างอ่อนโยนเหมือนกลัวว่าเขาหายไปอย่างไรอย่างนั้น
เลี่ยงเฟิ่งรู้สึกสับสนแม่ของเจ้าของร่างคงรักลูกมาก ถ้ารู้ว่าลูกที่ตนรักตายไปแล้วจะรู้สึกอย่างไรเขาควรบอกไปหรือไม่ แต่หากบอกไปก็คงไม่เชื่อแน่ งั้นเขาจะทำหน้าที่ลูกให้เจ้าของร่างนี้เองแล้วกัน
การที่เขามาอยู่ที่นี่มันก็เป็นวาสนาของเราที่ได้มาพบกัน เขามองผู้หญิงตรงหน้าที่ต่อไปนี้จะมาเป็นแม่ของเขา แม่ส่งรอยยิ้มอ่อนโยนกลับมาให้ความรู้สึกเหมือนปลอบประโลมเขาทำให้หวนนึกถึงเรื่องราวของชาติก่อน
แม่จะร้องไห้ไหมนะถ้ารู้ว่าเขาตายจากไปแล้ว ความสัมพันธ์ของเขากับครอบครัวนั้นอธิบายได้ยากนัก เขาเดาความคิดของแม่ไม่ออกเลย แม่ที่คอยสอนเขาทำทุกอย่างให้เก่งแต่ก็ไม่เคยเอ่ยชม เหมือนแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้น
เลี่ยงเฟิ่งตื่นขึ้นมาในร่างนี้ได้ 3 วันแล้ว ข้อมูลที่เขาได้ทราบเกี่ยวกับร่างนี้คือ เจ้าของร่างชื่อเลี่ยงเฟิ่งเหมือนกับเขาอาศัยอยู่กับครอบครัวแซ่หลี่ ชาวบ้านเรียกเขาว่าหลี่เลี่ยงเฟิ่งเป็นเด็กอายุ 12 ปี
ทุกอย่างดูปกติดีจนกระทั่งเขาได้ทราบว่าร่างนี้เป็นเพศเกอหรือเข้าใจง่ายๆก็คือผู้ชายท้องได้นั่นเอง รูปร่างหน้าตาของหลี่เลี่ยงเฟิ่งนั้นเป็นใบหน้ารูปไข่ดวงตาดอกท้อสีผิวขาวเนียน ร่างเล็กบอบบาง
ครอบครัวหลี่เป็นครอบครัวเล็กๆ ที่มีพ่อ แม่ พี่สาว พี่ชาย และเขาเป็นน้องคนสุดท้อง ครอบครัวดูแลเขาอย่างดีงานหนักไม่ให้ทำ มักให้ทำแค่งานบ้านงานเรือนเท่านั้น
เนื่องจากเกอในสมัยนี้มีสถานะเทียบเท่าผู้หญิง คือมีหน้าที่แต่งงานออกไปบ้านสามีเท่านั้น บางครอบครัวมักให้ความสำคัญกับบุตรชายมากกว่าบุตรสาวและบุตรเกอ
ครอบครัวของหลี่เลี่ยงเฟิ่งนั้นค่อนข้างแตกต่างเพราะทุกคนต่างก็รักหลี่เลี่ยงเฟิ่งมากที่สุดเรียกได้ว่าเป็นที่รักของครอบครัวเลยล่ะ
อาจเป็นเพราะว่าเขาเป็นลูกคนสุดท้องและเป็นเกอ พี่สาว พี่ชายก็เอ็นดูเขาไม่ได้อิจฉาแต่อย่างใด หลี่เลี่ยงเฟิ่งเป็นเด็กน่ารักอ่อนโยนเป็นแม่บ้านแม่เรือน เชื่อฟัง พ่อ แม่และพี่ๆ มาก
นิสัยแบบเจ้าของร่างนั้นเป็นผลให้โดนรังแกได้ง่ายเพราะไม่ตอบโต้มีแต่ยิ้มรับ เรื่องจมน้ำนี้ก็เหมือนกับเป็นการแกล้งกันแบบเด็กโดยแท้ แต่ทำให้จบชีวิตลงจนเขาได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้แทน เนื่องจากอาการป่วยของเขาดีขึ้นมากแล้วจึงได้เดินสำรวจบ้านไปแล้วหนึ่งรอบและได้พบกระจกขุ่นหนึ่งบานในห้องนอนของมารดา เขาจึงเข้าไปส่องใบหน้าที่ปรากฏบนกระจก ทำให้เขาตกใจและแปลกใจเป็นอย่างมาก นี่ไม่ใช่หน้าตาของเด็กน้อยคนนั้นที่เขาพบในฝันหรือ เลี่ยงเฟิ่งคิดถึงเด็กน้อยที่นั่งร้องไห้คนนั้นในเมื่อไม่อยากตายไป แล้วทำไมไม่กลับมาแต่กลายเป็นเขาที่ได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้แทน
อย่างไรก็ตามไม่ว่าเหตุผลคืออะไรแต่ตอนนี้ร่างนี้เป็นของของเขา ต่อไปนี้ หลี่คือแซ่ของเขา เขาคือหลี่เลี่ยงเฟิ่ง คิดได้ดังนั้นเลี่ยงเฟิ่งจึงยิ้มบางๆ ให้กับตนเองในกระจกเป็นจังหวะเดียวกับที่หลี่เนี่ยนเจิน บิดาของเจ้าของร่างเข้ามาพอดี
“ลูกหายดีแล้วหรือ เหตุใดลุกขึ้นมาเดินเล่า”
หลี่เนี่ยนเจิน กล่าวถามบุตรรักของตน ตอนเขาทราบข่าวว่าบุตรจมน้ำเขาตกใจแทบแย่ เมื่อรู้ว่ามีคนผลักลูกเขาลงไปเขาก็ตามไปเอาเรื่องกับพ่อแม่อีกฝ่ายทันที แม้ว่าจะโดนฝ่ายนั้นปฏิเสธการรับผิดชอบจนเกือบมีเรื่องชกต่อยกัน
“ลูกไม่เป็นอะไรแล้วขอรับท่านพ่อ”
เลี่ยงเฟิ่งตอบแล้วยิ้มให้บิดาตน เมื่อหลี่เนี่ยนเจิน ได้เห็นรอยยิ้มบุตรก็รู้สึกปวดใจขึ้นมา ลูกเขาดีถึงเพียงนี้เหตุใดจึงมีแต่ผู้คนมากลั่นแกล้ง
“เป็นพ่อที่ดูแลเจ้าไม่ดีปล่อยให้เด็กนั่นมาคอยแต่แกล้งเจ้า พ่อจะไปเอาเรื่องมัน”
หลี่เนี่ยนเจิน ว่าพลางก็จะเดินออกไปอีกรอบทั้งที่พึ่งเดินเข้ามา เลี่ยงเฟิ่งรู้ตั้งแต่วันแรกที่ตื่นขึ้นแล้วว่าพ่อไปเอาเรื่องกับเด็กที่ว่านั่น แต่พอกลับมาก็หน้างอคอตกเอาเรื่องเขาไม่ได้จึงคับแค้นใจเป็นอย่างมาก ถือว่าเป็นพ่อที่รักลูกอย่างแท้จริงคนหนึ่ง เลี่ยงเฟิ่งรู้สึกขอบตาร้อนผ่าว
“ท่านพ่อไม่เป็นไรหรอกขอรับ ลูกไม่เอาความกับเขา ท่านไม่ต้องไปแล้ว”
ถึงจะพูดไปแบบนั้นแต่การไม่เอาคืนเลยมันก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ เขาจะไปเอาคืนเองไม่ต้องให้ถึงมือพ่อหรอก
พอได้ยินคำพูดของเขาท่านพ่อก็คอตกทันที หลี่เนี่ยนเจินคงรู้สึกผิดเรื่องที่ลูกตนมักโดนกลั่นแกล้ง แต่ตนเอาผิดฝ่ายนั้นไม่ได้เลยสักครั้งกระมัง
“ท่านพ่อไม่ต้องรู้สึกผิดกับลูกหรอกขอรับ ลูกสัญญาว่าจะไม่ทำให้ตนเองถูกกลั่นแกล้งอีก”
เลี่ยงเฟิ่งคิดว่าเรื่องที่เคยเกิดกับเจ้าของร่างมันไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นกับเขาแน่ ถ้ามีใครมารังแกเขาจริงเขาคงไม่อยู่เฉยให้โดยรังแกอยู่ฝ่ายเดียว เขาเป็นคนมีมือมีเท้าเหมือนกัน และที่สำคัญเขาแสดงเก่งเสียด้วยสิ เลี่ยงเฟิ่งคิดและยิ้มออกมา หลี่เนี่ยนเจินเห็นลูกพูดแบบนั้นทำไมในใจเขายิ่งรู้สึกไม่สบายใจขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
เลี่ยงเฟิ่งกลับมายังห้องของตนเองเพื่อพักผ่อน ร่างกายนี้อ่อนแอนัก แค่เดินรอบบ้านยังเหนื่อยหอบเพียงนี้แล้ว นอนพักได้ไม่นานก็มีเสียงเปิดประตูเข้ามาอีกครั้งเป็นแม่ของเขาที่นำอาหารและยาเข้ามา
“ท่านแม่ลูกดีขึ้นมากแล้ว ท่านอย่าเศร้านักเลยขอรับ”
เลี่ยงเฟิ่งบอกกับหลี่จางฮวา มารดาของร่างนี้และตอนนี้ก็คือมารดาของเขา ที่มักทำหน้าเศร้าเหมือนพ่อไม่มีผิด ทุกคนในครอบครัวมักทำหน้าเศร้าเมื่อพบหน้าเขา คงต้องปลอบสักหน่อย
“แม่ไม่เศร้าแล้วๆ ลูกกินข้าวกินยาแล้วนอนพักเถิด”
หลี่จางฮวา บอกกับเลี่ยงเฟิ่งแล้วยิ้มให้บางๆ จากนั้นก็คอยป้อนข้าวป้อนยาให้เลี่ยงเฟิ่ง เมื่อเห็นว่าเขาหลับแล้วจึงออกไปอย่างเงียบเชียบ
เมื่อแม่ออกไปแล้วเลี่ยงเฟิ่งจึงลืมตาขึ้นมองเพดานห้อง เขาพึ่งมาที่นี่ได้ไม่กี่วันยังไงก็ไม่ชินอยู่ดี ทุกคนล้วนคือคนแปลกหน้าสำหรับเขา ทุกอย่างมันแปลกไปหมดทั้งยุคสมัยทั้งผู้คน ทั้งความสัมพันธ์ที่รักใคร่กลมเกลียวของครอบครัวนี้ก็เป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับเขา
เขาไม่เคยได้รับการประคบประหงมขนาดนี้ เลยทำให้เขาเป็นคนที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง ทุกอุปสรรคเขาต้องผ่านมันไปด้วยตัวคนเดียว เรียกได้ว่าคือความรู้สึกที่โดดเดี่ยวแต่เขาก็ไม่คิดว่ามันหนักหนาอะไร หรือเขาจะอยู่คนเดียวจนชินไปแล้ว คิดอะไรได้ไม่นานเลี่ยงเฟิ่งก็ผล็อยหลับไป
พลังแห่งขุนเขา
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็วในที่สุดเลี่ยงเฟิ่ง ก็หายจากอาการป่วยเสียที ระหว่างที่ป่วยความคิดเขาสับสนมึนเบลอไปหมด พอดีขึ้นจึงได้เริ่มคิดทบทวนชีวิตครั้งก่อนของตนเอง เขาพบว่าตนเองถือเป็นคนที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งได้เลย
พอเขามายังโลกนี้ มันกลับกันคือเขาเป็นเพียงเด็กธรรมดาของครอบครัวหนึ่งซึ่งฐานะไม่ดีนัก แม้ว่าในหมู่บ้านแห่งนี้ครอบครัวเขาถือว่าไม่ได้แย่ทีเดียว เนื่องจากยังมีที่ดินที่บรรพบุรุษได้ทิ้งไว้ให้พอเลี้ยงปากท้องและมีพืชที่ปลูกขายหารายได้อยู่บ้าง แต่สำหรับเขานั้นถ้าหากจะต้องใช้ชีวิตในฐานะเด็กคนนี้ เขาคิดว่าตนเองคงต้องช่วยทำให้ฐานะครอบครัวดีขึ้นสักหน่อยแต่ที่ว่าจะทำอะไรนั้นเขายังคิดไม่ออก
วันนี้เลี่ยงเฟิ่งตั้งใจว่าจะไปเดินสำรวจหมู่บ้านสักรอบเพื่อทำความคุ้นชินกับสถานที่ ชีวิตประจำวันของผู้คนในยุคนี้ช่างเรียบง่ายยิ่งนัก จากที่เขาสังเกตจากแม่ของตนเอง ตื่นเช้ามาหลี่จางฮวามักทำกับข้าวให้คนในครอบครัวได้ทานโดยมีพี่สาวของเขาคอยเป็นลูกมือ ส่วนพ่อและพี่ชายของเขามักออกไปที่นาซึ่งไปทำอะไรนั้นเขาก็ไม่ทราบ แต่พ่อมักกลับมาพร้อมผักป่าอยู่เสมอ
ส่วนหลี่เลี่ยงเฟิ่งนั้นว่างงานเขาแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย จะเข้าไปช่วยงานแม่กับพี่สาวในครัวก็มักโดนไล่ออกมาเพราะแม่มักบอกว่ามีกลิ่นควันไฟอาจทำให้เขาแสบจมูกได้ แต่พอเขาจะไปที่นากับพ่อและพี่ชายก็โดนปฏิเสธ หลี่เนี่ยนเจินบอกว่าร่างกายเขายังไม่แข็งแรงอาจเจ็บป่วยขึ้นมาอีกได้ เขาเลยต้องมานั่งชมนกชมไม้ที่หน้าบ้านแทน
ในหมู่บ้านแห่งนี้บ้านเขาค่อนข้างตั้งอยู่ห่างไกลจากตัวหมู่บ้าน ครอบครัวเขาอาศัยอยู่ติดตีนเขา ด้านหลังเป็นภูเขาที่หลี่เนี่ยนเจินมักขึ้นไปดักสัตว์เล็กเป็นประจำ ถัดไปไม่ใกล้ไม่ไกลเป็นบ้านของท่านตาของเขาซึ่งตั้งแต่ที่เขาเข้ามาในร่างนี้ยังไม่เคยเจอครอบครัวท่านตาเลย ท่านแม่บอกว่าบ้านท่านตาไปเยี่ยมบ้านเก่าของท่านยายซึ่งอยู่ห่างไกล ต้องใช้เวลาเดินทางเกือบหนึ่งเดือนเดิมทีหลี่จางฮวาจะตามไปด้วยแต่เขาดันมาจมน้ำซะก่อนเลยต้องอยู่ดูแลเขา
พอทุกคนทำหน้าที่ตนเองเสร็จก็จะมารวมกันทานอาหารเช้า หลายวันมานี้เขาได้กินโจ๊กใส่ไข่ที่รสชาติจืดทุกวัน อาหารบนโต๊ะที่ครอบครัวทานก็ไม่ต่างจากเขามากนัก มีแป้งย่างคนละสองแผ่นและไข่ไก่คนละฟอง มีผักดองและผักสดที่พ่อและพี่ชายไปเก็บมาเมื่อเช้า ไข่ไก่ก็มาจากไก่ที่เลี้ยงไว้หลังบ้าน เขาคิดว่าช่างเป็นครอบครัวที่ยากจนยิ่งนักเนื่องจากในชีวิตก่อนของเขา ถึงแม้จะทำงานหนักจนไม่มีเวลากินข้าวแต่อาหารบนโต๊ะเขาอย่างน้อยต้องสามอย่าง ส่วนมากเขามักจะไปกินข้าวนอกบ้านเพราะไม่ชอบทำเอง อาหารของครอบครัวหลี่ทำให้เขาคิดว่าต้องรีบหาเงินให้ได้โดยไว แต่เลี่ยงเฟิ่งไม่รู้เลยว่าในยุคสมัยนี้แม้แต่ไข่ไก่ก็มีแต่ครอบครัวที่พอมีกินเท่านั้นที่กินได้ทุกวัน บางบ้านไม่มีแม้แต่ข้าวกรอกหม้อด้วยซ้ำ
ทานข้าวเสร็จเลี่ยงเฟิ่งก็ออกจากบ้านทันที โดยเขาบอกกับทุกคนไว้แล้วในตอนกินข้าวว่าจะออกไปเดินเล่น แถมยังโดนกำชับว่าให้ดูแลตนเองดีๆ อย่าให้ใครมารังแก ถ้ามีให้รีบวิ่งหนี เขาถึงกับพูดไม่ออกทีเดียวผู้คนสมัยนี้เขาว่างกันหรือถึงได้มาหาเรื่องรังแกคนอื่นได้ทุกวัน
การออกจากบ้านครั้งแรกของเลี่ยงเฟิ่งตั้งแต่เขามาอยู่ที่นี่ บ้านหลังแรกที่เดินผ่านเป็นบ้านท่านตาของเขาในบ้านเงียบสนิทเพราะไม่มีคนอยู่ เขาเดินสำรวจบ้านในหมู่บ้านไปเรื่อยลักษณะบ้านแต่ละหลังไม่ค่อยต่างกันมากนัก เนื่องจากภูมิประเทศแถบนี้เป็นหุบเขา มีอากาศอบอุ่นในฤดูร้อนและมีอากาศหนาวแต่ไม่มีหิมะตกในฤดูหนาว มีลักษณะอากาศคล้ายภาคเหนือประเทศไทยแต่จะหนาวกว่ามาก บ้านที่นิยมสร้างกันจึงเป็นบ้านดินผสมไม้ ครอบครัวที่มีฐานะดีหน่อยจะสร้างบ้านอิฐ บ้านที่เขาอยู่มีทั้งส่วนที่เป็นดินและอิฐผสมกัน ดูท่าครอบครัวเขาก็คงมีฐานะระดับกลางในหมู่บ้านแห่งนี้เลี่ยงเฟิ่งคิดในใจ
“อุ้ยตาย นึกว่าตายไปเสียแล้วเห็นพ่อเจ้ามาหาเรื่องบ้านข้าเสียใหญ่โต ก็เห็นยังอยู่ดีนี่น่า”
เหมือนว่าวันนี้เขาจะก้าวขาผิดข้างออกจากบ้านพึ่งคิดไปหยกๆ ว่าคงไม่มีใครว่างมาหาเรื่องเขาได้ตลอด นี่เดินยังไม่ทันทั่วหมู่บ้านเลยก็เจอซะแล้ว คนนี้ใครล่ะหรือจะเป็นคู่อริของร่างนี้
เลี่ยงเฟิ่งคิดว่าจะตอบโต้อย่างไรดีหรือแกล้งเมินเฉยทำเป็นไม่ได้ยิน หรือจะตอบโต้อย่างเดือดดาด เขาเลือกอย่างแรกเพราะไม่อยากพูดคุยกับคนประเภทนี้ ว่าแล้วเลี่ยงเฟิ่งก็เดินต่อไปไม่สนใจคำทักท้วงของเด็กตรงหน้าดูท่าเด็กคนนี้น่าจะเป็นเกอเหมือนกับเขา เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเขายังไม่ได้ชำระความเลย เอาไว้ครั้งหน้าก็แล้วกันวันนี้เขายังไม่สะดวกจะรับมือ แต่เดินไปได้ไม่ทันไรเด็กคนนั้นก็กล่าวขึ้นมาอีกครั้งทำให้เขาต้องหยุดคุยด้วยสักหน่อย
หม่าอ้ายเหม่ยเป็นเด็กเกอที่อายุเท่ากับหลี่เลี่ยงเฟิ่ง ในหมู่บ้านนี้มีเด็กที่เกิดเป็นเกอเพียงสองคนเท่านั้นคือเขาและเด็กนี่ ที่หม่าอ้ายเหม่ยมักแกล้งหลี่เลี่ยงเฟิ่ง คงเพราะเหตุนี้เนื่องจากเพศเกอนั้นเป็นเพศที่เกิดขึ้นได้ยาก หากครอบครัวใดมีลูกที่เป็นเกอจะถือว่าเป็นครอบครัวที่มีบุญวาสนา หม่าอ้ายเหม่ยรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมากที่ตนเกิดเป็นเกอและมีหน้าตาที่งดงามกว่าผู้หญิงจึงมักยกตนเหนือกว่าผู้อื่นอยู่เสมอ ต่างจากหลี่เลี่ยงเฟิ่งที่เป็นคนนอบน้อมอ่อนโยน ผู้คนจึงชื่นชอบหลี่เลี่ยงเฟิ่งมากกว่าจึงทำให้หม่าอ้ายเหม่ยไม่พอใจ จึงคอยแกล้งหลี่เลี่ยงเฟิ่งถึงขั้นมีความคิดที่ว่าอยากเป็นเกอ เพียงคนเดียวในหมู่บ้านด้วยซ้ำแน่นอนว่าเรื่องนี้เลี่ยงเฟิ่งไม่รู้ถึงรู้ เขาก็คงคิดว่าเด็กคนนี้ไม่มีสมองถึงได้คิดเรื่องแบบนี้ออกมาได้
“นี่!! แกจมน้ำจนหูหนวกไปแล้วหรือถึงไม่ได้ยินที่ข้าพูด”
หม่าอ้ายเหม่ยพูดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเลี่ยงเฟิ่งไม่สนใจตนก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจกล้าดียังไงมาเมินตน
“เจ้าคุยกับข้าหรือ”
เลี่ยงเฟิ่งตอบกลับไปถึงแถวนี้จะไม่มีคนอื่นนอกจากเขา เขาก็แค่ถามไปอย่างนั้นเผื่อเด็กนี่จะรู้ตัวสักทีว่าตนเองพูดจาไม่น่าฟังเพียงใด แต่หม่าอ้ายเหม่ยก็ไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของเขา แถมยังพูดออกมาอีกคำที่ทำเอาเขาเอือมระอากับเด็กคนนี้
“หึ นอกจากจะหูหนวกแล้วหัวเจ้ายังมีปัญหาอีกหรือถึงไม่รู้ว่าข้าพูดกับเจ้าหรือต้องให้ท่านหมอมาตรวจอีกรอบกัน”
หม่าอ้ายเหม่ยพูดแถมยังทำท่าเหมือนสมเพชเขาด้วย เด็กนี่ดูท่าจะไม่ยอมรามือง่ายๆ
“อ่องั้นรึ ข้านึกว่าเจ้าคุยกับต้นหญ้าแถวนี้ซะอีก คนปกติเขาทักทายกันแบบนี้หรือนอกจากว่าเจ้าจะไม่ปกติ”
เลี่ยงเฟิ่งตอบออกไปตามใจนึก
“เจ้าว่าไงนะ!”
หม่าอ้ายเหม่ยคาดไม่ถึงว่าเลี่ยงเฟิ่งจะตอบกลับแบบนี้ ปกติหลี่เลี่ยงเฟิ่งมักจะไม่ตอบโต้หรือเดินหนี บางครั้งหม่าอ้ายเหม่ยเอ่ยถอยคำถากถางก็ยิ้มรับไว้เหมือนคนบ้าที่ไม่มีความรู้สึกโกรธแค้น นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่หม่าอ้ายเหม่ยรู้สึกหงุดหงิดขวางหูขวางตา เป็นแค่คนทึ่มคนหนึ่งแท้ๆ แต่ดันเกิดมาเป็นเกอเหมือนกัน ช่างน่าตายนักหม่าอ้ายเหม่ยคิดในใจ
“เจ้าหูหนวกหรือถึงไม่ได้ยินที่ข้าพูด”
"เจ้า!!"
เลี่ยงเฟิ่งสวนกลับทันควัน หึคิดว่าเขาจะยอมอยู่เฉยๆ เป็นลูกพลับนิ่มหรือไร แต่เขาก็คร้านเป็นจะต่อล้อต่อเถียงกับคนแบบนี้จริงๆ จึงเดินออกมาตัดบทสนทนาโดยไม่สนใจหม่าอ้ายเหม่ยที่ยืนหน้าดำหน้าแดงอยู่ด้านหลัง เลี่ยงเฟิ่งรู้สึกว่าคุยกับคนแบบนี้ช่างเสียเวลาชีวิต ไม่สู้เขาเอาเวลาไปวางแผนธุรกิจดีกว่า
เดินไปจนถึงท้ายหมู่บ้านบริเวณลำธารที่หลี่เลี่ยงเฟิ่งคนเดิมได้จมน้ำและตายไป เขายืนไว้อาลัยพลางคิดว่าคนที่ตายไปก็ถือว่าพ้นทุกข์คนที่อยู่ต่างหากที่จะต้องชดใช้กรรม เลี่ยงเฟิ่งคิดและให้คำสัญญาว่าจะดูแลครอบครัวของเจ้าตัวให้ดีไม่ต้องเป็นกังวลให้ไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดีเถิด เมื่อคิดจบเลี่ยงเฟิ่งก็รู้สึกได้ถึงสายลมที่พัดเบาๆ ชวนให้รู้สึกดี
เลี่ยงเฟิ่งเห็นกอดอกหญ้าอยู่ใกล้ๆ ตนจึงเดินไปเก็บเพื่อทำเป็นช่อดอกหญ้าเล็กๆ ไว้อาลัยให้เจ้าของร่างเดิม อย่างน้อยการตายของหลี่เลี่ยงเฟิ่งก็ทำให้เขาได้มาอยู่ที่นี่ การแสดงความอาลัยถือเป็นเรื่องที่สมควรทำเพื่อให้คนตายได้ทราบว่าตนมีความสำคัญเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ เลี่ยงเฟิ่งจับไปที่ก้านของดอกหญ้าเกิดลมพัดขึ้นมาอีกครั้งให้ความรู้เย็นสบาย เลี่ยงเฟิ่งรู้สึกได้ถึงพลังที่ไหล่จากมือของเขาไปยังดอกหญ้าที่เขาจับอยู่
“นี่มัน…”
อยู่ๆ เลี่ยงเฟิ่งก็คิดไปถึงฝันนั้น พลังที่กำลังไหลจากมือเขาไปยังดอกหญ้า เป็นเรื่องจริงหรือนี่ช่างเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อยิ่งนัก
ดอกหญ้าที่แต่เดิมดอกเล็กกลับใหญ่ขึ้นเหมือนได้รับการรดน้ำใส่ปุ๋ยดูแลอย่างดี ดอกโตเต็มวัยในชั่วเวลาเพียงอึดใจที่เลี่ยงเฟิ่งได้สัมผัสมัน เขารีบปล่อยมือออกจากดอกไม้แล้วยืนครุ่นคิดอยู่นาน จัดการเด็ดดอกไม้มาทั้งกอทำเป็นช่อเสร็จแล้วนำไปวางไว้ริมลำธาร จากนั้นจึงเดินกลับบ้านทันที