โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่า ขณะเฟดขึ้นดอกเบี้ยตามคาด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 03 พ.ย. 2565 เวลา 13.34 น. • เผยแพร่ 03 พ.ย. 2565 เวลา 13.30 น.
ภาพ : pixabay

ดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่า ขณะที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยตามคาด เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี ให้ลงมาอยู่ที่ 2% รองนายกฯสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ เชื่อผลกระทบต่อไทยมีไม่มาก จับตากนง.จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบเดือนพ.ย.นี้หรือไม่

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงาน สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศิจกายน 2565 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (03/11) ที่ระดับ 37.79/81 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (02/11) ที่ระดับ 37.57/59 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก

โดยดัชนีดอลลาร์ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 110.55 ภายหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.75% ตามคาด สู่ระดับ 3.75-4.00% เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ตามที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดแถลงว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้ภาวะเงินเฟ้อที่แตะระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี ให้ลงมาต่ำกว่า 2%

การขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นไปตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้ ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 6 ในปีนี้ และเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% เป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกัน หลังจากปรับขึ้น 0.75% ในเดือนมิถุนายน, กรกฎาคม และกันยายน พร้อมส่งสัญญาณว่าจะชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม

ล่าสุดเครื่องมือ Fed Watch Tool บ่งชี้ว่านักลงทุนได้ปรับคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟดในการประชุมเดือนธันวาคม โดยให้น้ำหนักที่ 56.8% ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ร้อยละ 0.50 และที่ 43.2% ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ร้อยละ 0.75 อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงจับตาดูตัวเลขผู้ขอสวัสดิการการว่างงานที่จะประกาศในคืนนี้ (03/11) และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่จะประกาศในวันศุกร์ (04/11) เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบายทางการเงินของเฟดต่อไป

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน เชื่อว่า ผลกระทบต่อประเทศไทย จากกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอีก 0.75% นับจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี จะมีไม่มากนัก ขณะที่ต้องติดตามว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมหรือไม่ ในการประชุมรอบปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งรัฐบาลจะไม่ได้เข้าไปแทรกแซง

ทั้งนี้ เชื่อว่า กนง.จะพิจารณาอย่างรอบคอบ จากทั้งสภาพคล่องภายในประเทศ เงินทุนสำรองในประเทศ รวมไปถึงอัตราแลกเปลี่ยนให้เหมาะสม เพื่อให้ประเทศไทยขณะนี้ซึ่งอยู่ในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น โดยเฉพาะดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจ มีแนวโน้มที่ดีขึ้นมาตลอด การอุปโภคบริโภค และการลงทุนของภาคเอกชน รวมไปถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาเกินกว่าเป้าหมาย ซึ่งอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 37.78-38.02 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 38.00/02 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (03/11) ที่ระดับ 0.9834/36 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (02/11) ที่ระดับ 0.9899/01 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรอ่อนค่าจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ เอสแอนด์พี โกลบอลเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของยูโรโซน ปรับตัวลงสู่ระดับ 46.4 ในเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 29 เดือน จากระดับ 48.4 ในเดือน ก.ย.

ดัชนี PMI ยังคงปรับตัวต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า ภาคการผลิตของยูโรโซนยังคงหดตัว โดยหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 ทั้งนี้ดัชนี PMI ได้รับผลกระทบจากการดิ่งลงของคำสั่งซื้อใหม่และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา

ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 0.9750-0.9839 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 0.9754/56 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร นอกจากนี้นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ในวันนี้ โดยมีการคาดการณ์ว่า BoE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมครั้งนี้

ซึ่งหากเป็นไปตามคาด ก็จะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดของ BoE ในรอบ 33 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2532 และจะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 8 นับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2564 หลังจากเงินเฟ้อพุ่งทะลุ 10% ในเดือน ก.ย. และระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (03/11) ที่ระดับ 147.17/19 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นที่ระดับใกล้เคียงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (02/11) ที่ระดับ 147.13/15 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทำเงินเยนแข็งค่าตามการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 147.15-148.32 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 146.39/40 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการบริการขั้นสุดท้ายเดือนตุลาคมจากเอสแอนด์พี โกลบอล, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) และอัตราการว่างงาน ประจำเดือนตุลาคม

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.5/-8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -13.4/11.7 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...