โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“คลองรังสิต” เมกะโปรเจกต์สมัยรัชกาลที่ 5 เปลี่ยน “ป่า” เป็น “นา” นับล้านไร่

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 03 ต.ค. 2566 เวลา 02.24 น. • เผยแพร่ 01 ต.ค. 2566 เวลา 01.44 น.
ชาวนาในทุ่งรังสิต (ภาพจาก

“คลองรังสิต” เป็น “เมกะโปรเจกต์” ที่เกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อขยายพื้นที่ปลูกข้าว เปลี่ยน “ป่า” เป็น “นา” นับล้านไร่ มีภาคเอกชนคือ บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินงาน สอดคล้องกับความต้องการของรัฐที่ต้องการให้มีการผลิตข้าวเพิ่มขึ้น

การขุด “คลองรังสิต” ของ “บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม” [1] ทั้งที่ใช้เครื่องจักรและแรงงานคนนั้นพบว่า ตั้งแต่ พ.ศ. 2433-2439 บริษัทขุดคลองได้น้อยและไม่สม่ำเสมอ จนถึง พ.ศ. 2440 การขุดคลองเริ่มเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยระหว่าง พ.ศ. 2440-2443 ขุดได้ประมาณปีละ 1,000 เส้น ระหว่างปี 2444-2447 สามารถขุดคลองได้มากเพิ่มขึ้นอีกเป็นเฉลี่ยปีละ 3,000 เส้น จากนั้นปริมาณการขุดคลองก็ลดลง

การที่บริษัทขุดคลองเป็นจำนวนมาก มีผลให้บริษัทได้รับที่ดินสองฝั่งตามสัญญาจำนวนมหาศาล หนังสือประวัติพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ กล่าวว่า มีเนื้อที่นาสองฝั่งคลองที่ขุดทั้งหมด 1,337,225 ไร่ ต่อมาปี 2440 บริษัทเริ่มมีการขายที่ดินอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

ค่าใช้จ่ายและรายได้ในการดำเนินการขุด “คลองรังสิต” สมัยรัชกาลที่ 5

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมีทั้งค่าแรงงานกุลี ค่าเครื่องจักรขุดคลอง ค่าพนักงานสำรวจ วิศวกร ค่าจ้างเสมียนพนักงาน ตลอดจนค่าวัสดุสำหรับก่อสร้างสะพานประตู ฯลฯ ฉะนั้นเมื่อมีการขุดทุกครั้ง ฝ่ายรัฐบาล และ บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม ต่างก็พยายามที่จะกลับงบประมาณค่าใช้จ่ายในการปกครองและผลกำไรขาดทุนออกมา ซึ่งประมาณการของทั้งสองฝ่ายมากไม่ตรงกันอยู่เสมอ ฝ่ายรัฐบาลคาดว่าบริษัทร่วมทุนน้อยแต่ได้กำไรมาก ขณะที่บริษัทเห็นว่าต้องลงทุนมาก แต่จะขาดทุนหรือกำไรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ดังเช่นใน พ.ศ. 2435 บริษัทได้ประมาณรายรับรายจ่ายจากการขุดคลองรังสิตคลองเดียวดังต่อไปนี้ รายจ่ายจากการขุดคลอง 1,400 เส้น 333,000 บาท, ค่าปลูกบ้านสำหรับกุลี 6,000 บาท, ค่าสำรวจที่ดิน 5,800 บาท, ค่าเช่าเรือและค้าจ้างคน 6,400 บาท, ค่าประตูน้ำ 2 คู่ 24,000 บาท, ค่าดอกเบี้ยเงินต้น 2 ปี 13,464 บาท, และค่าลูกจ้างเสมียน 9,000 บาท รวม 400,664 บาท

ขณะที่มีรายได้จากการขายที่ดิน 369,000 บาท บริษัทจะยังคงขาดทุนอยู่ 31,064 บาท จะได้กำไรก็ต่อเมื่อเริ่มคุ้มครองซอยซึ่งค่าใช้จ่ายถูกกว่า ในครั้งนั้นปรากฏว่า พระยาสุรศักดิ์มนตรี เสนาบดีกระทรวงเกษตรฯ ได้แย้งว่าค่าขุดคลองนั้นแพงมาก เพราะรัฐบาลได้ลองคิดหักค่าใช้จ่ายแล้ว เห็นว่ามีกำไรไม่ต่ำกว่า 1,200,000 บาท จึงเห็นว่าบริษัทควรลดราคาที่ดินที่จำหน่ายลง

รายได้บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม

รายได้จากการขายที่ดิน ถือว่าเป็นรายได้หลักอย่างหนึ่งของบริษัท ด้วยบริษัทมีทุนเป็นของตนเองน้อย บริษัทได้ขายที่ดินก่อนขุดคลอง ซึ่งตามข้อบังคับในสัญญาพระบรมราชานุญาต บริษัทไม่มีสิทธิ์ขายจนกว่าการขุดคลองสายนั้นจะแล้วเสร็จ แต่เมื่อบริษัทต้องการเงิน จึงเลี่ยงโดยการให้ผู้ซื้อจ่ายเงินเป็นค่ามัดจำในที่ดินส่วนหนึ่งให้แก่บริษัท

บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม จะออกหนังสือสำคัญของบริษัทให้เรียกว่า “ใบตรอก” ซึ่งถือเป็นความตกลงระหว่างบริษัทกับผู้ซื้อ โดยรัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้อง จำนวนเงินมัดจำนี้มีตั้งแต่ 1/3 หรือ 1/2 หรือทั้งหมดของราคาที่ดิน แต่นั่นคือยังไม่ได้เป็นการจำหน่ายเด็ดขาด การซื้อขายจะเป็นอันสมบูรณ์เมื่อบริษัทขุดคลองนั้นเสร็จแล้ว ผู้ตรอกจะนำเงินส่วนที่เหลือมาชำระ แล้วรับตราจองซึ่งเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินทางของทางการไว้เป็นหลักฐาน หากพบว่าราษฎร “ขอตรอกที่ดิน” จากบริษัทไม่มาเท่าใด นอกจากนี้การตรอกที่ดินในระยะแรกประสบปัญหา เนื่องจากมีผู้เข้าไปแย่งจับจองที่ดิน

การขายที่ดินเริ่มดีขึ้นประมาณ พ.ศ. 2440 เนื่องจากบริษัทสามารถขายที่ดินในเขตคลองรังสิตและคลอง 6 วาสายล่าง ให้แก่ผู้ขอตรอกตั้งแต่ พ.ศ. 2435-2439 ได้เป็นการเด็ดขาด ทำให้ผู้ซื้อที่นารู้สึกว่าบริษัทมีหลักฐานที่เชื่อถือได้ ประกอบกับรัฐบาลได้ยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ปัญหาวิวาทที่นา ที่สำคัญก็คือบริษัทใช้วิธีชักชวนคนให้เข้ามาซื้อที่นา โดยการออกอากาศและแจ้งความต่างๆ ซึ่งได้ผลมาก ดังที่ กรมหลวงราชบุรี ทรงกล่าวว่า “บริษัทได้พยายามหาคนมาตรอกให้มาก เพื่อเก็บเงินใช้วิธีแอดเวอร์ไตส์สมกับเมืองไทยจนชื่อทุ่งรังสิตเปรื่องพระนคร กระทำให้กรมสรรพากรคิดว่าเป็นนาวิเศษตั้งค่านาเป็นนาเอก”

การขายที่ดินยิ่งแพร่หลายมากขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2441-2447 เมื่อมีผู้ซื้อที่ดินขนาดใหญ่เพื่อให้ชาวนาเช่า ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่เจ้านาย ข้าราชการ บาทหลวงในคริสต์ศาสนา และพ่อค้าชาวจีนในกรุงเทพฯ ซึ่งการขายที่ดินแปลงใหญ่นี้ทำให้ฐานะการเงินเพิ่มความมั่นคงยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในระยะ พ.ศ. 2441-2442 ตัวอย่างเช่น

1. พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ ทรงซื้อที่นาของบริษัท บริเวณคลองซอยที่ 6, 8 และ 10 เหนือคลองรังสิตรวมเนื้อที่ 17,945 ไร่

2. พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงซื้อที่นาคลอง 7 ฝั่งใต้คลองรังสิตจำนวน 7,000 ไร่

3. พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นสรรพศาสตร์ศุภกิจ ทรงซื้อที่นาคลอง 10 และ 11 จำนวน 7,000 ไร่

4. บริษัทลำไทร ซึ่งประกอบด้วยหุ้นส่วนคือ บาทหลวงเดซาล นายห้างเคียงฮัวเฮง นายห้างกวางยี่ฮั้ว คีเชียง เคียมฮั้วเส็ง บ้วนฮั่วเส็ง และพรรคพวก ซื้อที่นาคลอง 10- 12 จำนวน 9,000 ไร่

อย่างไรก็ตาม ในการขายที่ดิน รัฐบาลก็ได้พยายามเข้ามาควบคุมการตั้งราคาของบริษัทด้วย ใน พ.ศ. 2435 พระยาสุรศักดิ์มนตรีได้ทำสัญญาเพิ่มเติม ข้อที่ 1 ระบบถึงการที่รัฐบาลจะเข้าไปควบคุมราคาที่นาไม่ให้สูงเกินไป เพราะก่อนหน้านั้น บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม ได้ตั้งราคาไว้สูงมาก คือคลอง 8 วา ไร่ละ 6 บาท, คลอง 6 วา ไร่ละ 5 บาท, คลอง 4 วา ไร่ละ 3 บาท และที่มุมคลองเพิ่มอีกไร่ละ 2 บาท ซึ่งรัฐบาลขอให้ลดลงไร่ละ 1 บาทสำหรับของทุกขนาด สัญญานี้ตกลงกันในปีพ.ศ. 2436 โดยบริษัทมีข้อแม้ว่ายอมให้รัฐบาลตั้งราคาได้แต่ราคานั้นต้องขอเป็นคราวๆ ไป

การที่รัฐบาลเข้ามากำหนดราคานั้น บริษัทไม่พอใจอยู่มากเพราะทำให้เสียประโยชน์ ดังที่ พระปฏิบัติราชประสงค์ [2] กล่าวว่า การทำเช่นนี้จะเป็นประโยชน์แก่กลุ่มบุคคลหนึ่ง ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับบริษัท ได้ซื้อที่ดินราคาถูก และนำไปขายราคาแพง เนื่องจากส่วนผู้ที่รับซื้อจากบริษัทขายในราคาเท่าใด รัฐบาลมิได้พยายามควบคุม ซึ่งก็มีความจริงอยู่บ้าง เพราะรัฐบาลสามารถควบคุมได้เพียงราคาที่บริษัทขายเท่านั้น

นอกจากรายได้จากการขายที่ดินในเขตสัมปทาน ซึ่งถือเป็นรายได้หลักของบริษัทแล้ว บริษัทยังมีรายได้จากทางอื่นอีกหลายทางดังนี้

1. ค่าธรรมเนียมประตูน้ำ ที่รัฐบาลอนุญาตให้เรียกเก็บจากเรือที่ผ่านไปมา ประตูน้ำของบริษัทที่สำคัญมี 3 ประตูคือประตูน้ำจุฬาลงกรณ์, ประตูน้ำเสาวภาปิดกั้นคลองรังสิตทั้งสองด้าน และประตูบริษัทสมบูรณ์กั้นคลอง 6 วาสายล่าง เฉพาะที่ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ประตูเดียว พระยามหาโยธา ข้าหลวงพิเศษสำรวจนามณฑลกรุงเทพได้รายงานว่า บริษัทเก็บได้ปีหนึ่งประมาณ 40,000 บาท

2. ค่าเช่านา ในที่นาซึ่งบริษัทยังไม่ได้ขาย หรือเป็นที่วิวาทยังไม่ได้ตัดสินตกลงเป็นของฝ่ายใด ซึ่งมีจำนวนไม่น้อย ใน พ.ศ. 2433 พบว่ามีอยู่ประมาณ 20,000 ไร่ ซึ่งที่ดินเหล่านี้บริษัทยอมให้คนเข้าไปทำงานได้โดยเรียกค่าเช่าได้ละ 2 บาท หรือเรียกเก็บเป็นข้าวไร่ละ 2 ถัง ตามรายงานของพระมหาโยธากล่าวว่าเงินในส่วนนี้ของบริษัทเก็บได้ประมาณปีละ 40,000 บาท

3. เงินค่าคลอง ที่บริษัทเรียกเก็บจากเจ้าของที่นาที่มีที่นาเป็นของตนเองอยู่แล้ว เมื่อบริษัทได้ขุดคลองผ่าน โดยถือว่าเจ้าของที่นาได้ประโยชน์

ผลประโยชน์ “คลองรังสิต” ที่ต้องตอบแทนให้แก่รัฐบาล

การที่ บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม ได้รับการอนุญาตให้ขุด “คลองรังสิต” ตามโครงการรังสิตนั้น สัญญา พ.ศ. 2431 ข้อ 8 ได้ระบุถึงการที่บริษัทจะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่รัฐบาล โดยคิดจากส่วนกำไรที่บริษัทได้รับร้อยละ 20 และไขข้อสัญญา พ.ศ. 2436 ข้อ 4 กำหนดว่าเงินซึ่งเรียกว่า “ค่าภาคหลวง” ให้บริษัทจ่ายให้รัฐบาลทุกปีจนกว่าคลองจะเสร็จ

แต่ปรากฏว่า นับตั้งแต่เริ่มขุดคลองและขายที่ไปแล้วเป็นจำนวนมากจนถึง พ.ศ. 2442 บริษัทนี้ไม่แบ่งส่วนกำไรให้แก่รัฐบาลเลย ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงยกเลิกสัญญาขั้นต้น เปลี่ยนมาเป็นเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตราจอง เมื่อมีการออกโฉนดตราจองที่ให้แก่บริษัท โดยเรียกเก็บไร่ละ 1 สลึง ดังปรากฏในประกาศของบริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม พ.ศ. 2442 ข้อ 7 ทั้งนี้โดยรัฐบาลอ้างว่าสามารถจัดทำได้ง่ายและสะดวกกว่าการเรียกเก็บค่าภาคหลวง ด้วยเหตุนี้มีผลประโยชน์โดยตรงที่รัฐบาลได้รับจากบริษัทในการอนุญาตให้บริษัทขุดคลองครั้งนี้ จึงมาจากทางเดียว คือค่าธรรมเนียมประจำซึ่งจะเริ่มเก็บใน พ.ศ. 2443 เมื่อรัฐบาลส่งพระยามหาโยธาเป็นข้าหลวงออกไปจัดการที่นาและการออกตราจอง

จากหลักฐานการขายที่ของบริษัทให้แก่ผู้ซื้อเรียกว่า “ตราจองที่ดิน” ซึ่งเป็นหลักฐานที่บริษัทส่งให้กระทรวงเกษตราธิการหลังจากสัญญาหมดอายุ พบว่าบริษัทขายที่ดินในเขตคลองต่างๆ ในโครงการรังสิตจำนวน 798,692 ไร่ (ซึ่งในจำนวน ไม่ได้คิดรวมเนื้อที่ที่ยังไม่ได้ให้ผู้ใดตรอกหรือเหลือจากการขาย) ที่ดินจำนวนนี้คิดค่าธรรมเนียมการจองเป็นเงิน 199,673 บาท

บริษัทได้ชำระค่าธรรมเนียมตราจองไป ในระหว่าง พ.ศ. 2442-2449 รวมประมาณ 113,000 บาท แต่หลังจาก พ.ศ. 2499 เป็นต้นมา บริษัทเริ่มไม่เต็มใจที่จะรับตราจองอีก มีหลักฐานว่าบริษัทค้างชำระค่าธรรมเนียมตราจองโดยไม่ได้มารับตราจองเพิ่ม ตามที่กระทรวงเกษตราธิการได้เตือนให้บริษัทมารับดังนี้

1 กันยายน พ.ศ. 2499 พระยาวิเศษโภชนาเจ้าพนักงานกระทรวงเกษตรฯ แจ้งแก่บริษัทว่า ที่ดินคลองซอยที่ 1-3 ท้องที่อำเภอคลองหลวง แขวงธัญบุรี ทำโฉนดเสร็จแล้ว ค่าธรรมเนียมเป็นเงิน 21,662 บาท 36 อัฐ ขอให้บริษัทมารับโฉนดและเสียค่าโฉนด

20 มีนาคม พ.ศ. 2450 พระยาศรีสุนทรโวหารปลัดทูลฉลองกระทรวงเกษตรฯ แจ้งต่อกรมหลวงดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยว่า บริษัทค้างเงินค่าธรรมเนียมตราจองในทุ่งรังสิตไม่ต่ำกว่า 202,000 บาท

1 พฤษภาคม พ.ศ. 2451 หม่อมราชวงศ์สุวพรรณธ์ สนิทวงศ์ ผู้อำนวยการของบริษัทมีหนังสือถึงพระยาศรีสุนทรโวหารปลัดรุ่นฉลองกระทรวงเกษตราธิการ ชี้แจ้งเรื่องบริษัทค้างชำระค่าโฉนดเป็นเงิน 244,771 บาท

22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2453 กระทรวงเกษตรมีหนังสือเตือนบริษัท ให้นำค่าธรรมเนียมมาชำระเป็นเงิน 219,053 บาท 98 สตางค์

ขาลง ซื้อขายที่ดิน “คลองรังสิต” ?

เงินที่ค้างชำระดังกล่าวนี้ บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม ไม่ได้ชำระให้รัฐบาลแต่อย่างใด หากพิจารณาเหตุผลของบริษัทที่ไม่ยอมรับตราจองและค้างค่าธรรมเนียม พบว่ามีเหตุผลประการสำคัญคือ

1. ความนิยมในการซื้อที่ดินเริ่มเสื่อมลง การซื้อขายที่ดินในเขตรังสิตในช่วง พ.ศ. 2440-2447 ระยะที่คนแตกตื่นกันเข้ามาซื้อที่ดินเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ซึ่งมีทั้งคุณนาง ข้าราชการที่เรียกว่า “ผู้มีบรรดาศักดิ์” และสามัญชนซึ่งเป็น “ผู้มีทรัพย์” ซื้อที่ดินเป็นแปลงขนาดใหญ่โดยมุ่งหมายจะเอาไว้ให้ราษฎรเช่าหาผลประโยชน์ หรือเก็บเอาไว้ขายต่อเมื่อราคาสูงขึ้น แต่เมื่อถึง พ.ศ. 2449-2453 เกิดปัญหาสภาพอากาศไม่ปกติ มีน้ำมากไป ทำให้นาเสียของ คลองตื้นเขิน ดินเปรี้ยว เกิดศัตรูพืช ซ้ำอากรค่านาที่เก็บในพื้นที่ก็สูงขึ้น ทำให้ราษฎรผู้เช่านาพากันอพยพจากถิ่นเดิม ส่งผลราคาที่ดินตกต่ำ

2. บริษัทนำเงินซึ่งเป็นผลกำไรจากทุ่งรังสิตไปลงทุนขุดคลองในโครงการทุ่งนครนายก ซึ่งเริ่มขุดตามสัญญาเดือนมกราคม พ.ศ. 2447 แต่บริษัทประสบปัญหาการขาดทุน เพราะเมื่อขุดไปแล้วไม่มีคนซื้อที่ดิน เนื่องจากเป็นช่วงที่ราคาที่ดินตกต่ำ บรรดาผู้มีศักดิ์และมีทรัพย์ที่ในระยะเริ่มขุดได้ขอตรอกที่ดินไว้กับบริษัท ก็ไม่ยอมออกเงินช่วย ขณะที่ราษฎรทำนาอยากได้ที่ดิน แต่ไม่มีสามารถซื้อเป็นเงินสดจากบริษัท เพราะเป็นระยะที่การทำนาไม่ได้ผล

3. นอกจากนั้นยังมีสาเหตุอื่นเข้ามาประกอบด้วย เช่น การที่ทางรถไฟสายกรุงเทพนครราชสีมาสร้างเสร็จทำให้คนลาวไม่ลงมาเป็นลูกจ้างทำงานเขตรังสิต เพราะรถไฟได้เปิดป่าให้เป็นนาใหม่ๆ

แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดที่บริษัทไม่ยอมชำระค่าธรรมเนียมตราจอง ก็คือการขายที่ดินของบริษัทได้มาถึงจุดอิ่มตัว ไม่มีการซื้อที่ดินขนาดใหญ่ๆ จากบริษัทอีกต่อไป บริษัทจึงเสนอให้รัฐบาลเอาที่ดินซึ่งราคาตกไปแทนค่าธรรมเนียมตราจองเมื่อรัฐบาลพยายามบีบบังคับบริษัท ดังนี้

1 พฤษภาคม พ.ศ. 2451 ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เสนอความเห็นให้ส่งกรมอัยการฟ้องบริษัทเรื่องเงินค้าง จำนวน 244,771 บาท บริษัทได้ใช้เป็นที่ดินแทนจำนวน 70,000 ไร่ ราคาไร่ละ 4 บาท

18 มีนาคม พ.ศ. 2453 รัฐบาลมีการจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาว่า จะให้บริษัทคืนสัญญาให้รัฐบาล เนื่องจากไม่ชำระเงินค่าตราจองจำนวน 219,053 บาท บริษัทได้เสนอจะใช้ที่ดิน 280,000 ไร่ กับเรือ, รถขุดคลอง,โรงงาน กับทรัพย์สินอื่นๆ รวมราคา 120,000 บาทให้แก่รัฐบาล

2 มีนาคม พ.ศ. 2454 รัฐบาลขู่จะยึดทรัพย์คืนอีกครั้งบริษัทเสนอให้หักที่ดินในทุ่งรังสิตที่บริษัทยังไม่ได้ขายรวมราคา 300,000 บาท (ที่ดินราคาไร่ละ 4 บาท) กับให้รัฐบาลรับซื้อเครื่องจักร โรงกลึง และโรงงาน เพื่อนำไปใช้บำรุงการเพาะปลูก

สิ่งที่น่าสังเกตข้อหนึ่งคือ รัฐบาลมิได้มีการดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับบริษัท ทั้งที่เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมที่รัฐบาลจะทำได้ จนในที่สุด พ.ศ. 2457 เมื่อบริษัทหมดอายุสัมปทาน บริษัทได้ตั้งนาย อี. บรันด์ (E.Brande) เป็นผู้ชำระบัญชีและลงประกาศในหนังสือพิมพ์ Bangkok Times ให้ผู้ที่เป็นลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ของบริษัทมาติดต่อกับผู้ชำระบัญชีเพื่อตกลงกัน ก็ไม่ปรากฏว่ารัฐบาลได้จัดการเรื่องค่าจองค้างแต่อย่างใด ซ้ำผู้ถือใบตรอกของบริษัท เมื่อถึงปีนี้กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ซึ่งเป็นเสนาธิบดี ได้ออกตราจองให้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม เพราะถือว่าตามสัญญาบริษัทต้องเป็นผู้จ่าย

เรื่องตราจองค้างของบริษัทเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีการพูดถึงอีก จน พ.ศ. 2463 เมื่อกรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์ กระทรวงการคลัง ได้ชำระบัญชีบริษัทโดยมีนายบรุกซ์เป็นผู้ชำระ พบว่ามีเงินเหลือพอจะแจกจ่ายให้หุ้นส่วนได้ จึงมีการกลับมาพิจารณาที่จะเรียกเงินค้างค่าตราจองของบริษัท โดยให้นายอาร์. ดี.เครก (R.D.Craig ) เจ้ากรมทะเบียนที่ดินเสนอความเห็น

นายเครกเสนอว่าไม่ควรจะเรียกเงินจากบริษัท เพราะถ้าดูตามข้อเท็จจริงที่ผ่านมา ถ้ารัฐบาลฟ้องร้อง บริษัทก็สามารถจะแก้ฟ้องได้ และที่สำคัญถ้ารัฐบาลฟ้อง จะเป็นการฟ้องการตัดสินเกี่ยวกับฐานะอาชญากรสงครามของพระปฏิบัติราชประสงค์[3] ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นเรื่องน่าละอายมากและไม่สะดวก แม้ว่ารัฐบาลอาจจะได้เงินกลับมาบ้างก็ตาม

ขณะที่ความเห็นของนายดับบลิว.เอ.เกรแฮม (W.A.Graham) ที่ปรึกษากระทรวงเกษตรฯ ได้เห็นพ้องกับ นายเครกว่า ควรระงับเรื่องนี้ เพราะจากข้อเท็จจริงที่ผ่านมา ซึ่งเขาจำได้จากหนังสือโต้ตอบระหว่างทั้งสองฝ่ายนั้น ถ้านำออกเปิดเผยจะเห็นความแปรปรวนของรัฐบาล และทำให้มหาชนคลายความนับถือรัฐบาล (เช่นปรากฏครั้งหนึ่งว่า รัฐบาลมีคำสั่งเด็ดขาดให้บริษัทชำระค่าจองค้าง บริษัทกลับแย้งตอบเรียกเงินซึ่งมีจำนวนสูงกว่าเงินค่าจองของรัฐบาลนั้นอีก) เขาเสนอว่าไม่สู้จะเป็นการดีกับรัฐบาล ถ้าจะมีการถกเถียงอีกอย่างเปิดเผย และเกรงว่าการที่รัฐบาลบังคับบริษัท แล้วบังคับไม่สำเร็จจะเป็นการเปิดช่องให้บริษัทยกขึ้นมาพูดแย้งเรียกเงินจากรัฐบาล ในที่สุดเรื่องนี้ก็ถูกระงับไป

โดยสรุปการให้สัมปทานแก่บริษัทขุดคลองแลคูนาสยามตามโครงการรังสิต ดูเหมือนว่ารัฐบาลไม่ได้ประโยชน์ทางตรงที่คุ้มเลย ถ้าพิจารณาจากรายได้ของบริษัทที่ได้จากการขายที่ดินจำนวนมาก รวมทั้งยังมีรายได้จากด้านอื่นอีก แต่บริษัทก็เอาเปรียบรัฐบาลมาโดยตลอด เริ่มต้นจากไม่จ่ายค่าภาพรวมเลยเป็นเวลา 10 ปี (พ.ศ.2431-2441) จนในที่สุดต้องหันมาเก็บค่าธรรมเนียมจากตราจองซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ออกให้กับบริษัท เพราะรัฐบาลมั่นใจว่าสามารถเก็บได้แน่ แต่แล้วบริษัทก็ไม่จ่ายค่าตราจองในระยะหลัง ซ้ำร้ายที่รัฐบาลยินยอมให้บริษัทขุดคลองตามโครงการนครนายก

ผู้ขาดทุนก็คือรัฐบาล เพราะนอกจากจะไม่ได้ค่าตราจอง รัฐบาลก็ต้องเข้าไปจัดการแก้ปัญหาที่บริษัทสร้างขึ้นในเขตนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีวิวาทที่นา ปัญหาการชลประทาน และปัญหาการเช่าที่นาของราษฎร ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการที่บริษัททำไว้เป็นเวลานาน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรรถ :

[1] บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม มีผู้ถือหุ้น 4 คน คือ 1.พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ 2.พระนานาพิธภาษี (ชื่น บุนนาค) 3. ม.ร.ว. สุวพรรณธ์ สนิทวงศ์ (บุตรพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ ที่เข้ามาแทนนายโยคิม แกรซี) 4.นายยม (เจ้าสัวยม พิศลยบุตร) หรือ หลวงสาธรราชายุตถ์

[2] พระปฏิบัติราชประสงค์ (Erwin Müller) เป็นชาวเยอรมัน(ออสเตรียน) หุ้นส่วนของบริษัทขุดคลองแลคูนาสยามที่เพิ่มเข้มาภายหลัง

[3] ในระยะ พ.ศ. 2460 เปมื่อประเทศไทยประกาศสงครามกับฝ่ายชนชาติศัตรูในสงครามโลกครั้งที่ 1 ชาวเยอรมันที่อยู่ในประเทศไทยได้ถูกฟ้องในฐานะอาญชากรสงคราม

ข้อมูลจาก :

สุนทรี อาสะไวย์. ประวัติคลองรังสิต การพัฒนาที่ดินและผลกระทบต่อสังคม พ.ศ. 2431-2457, โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2530

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 7 มีนาคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...