โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เราเปลี่ยนแปลง ในวันที่ข้างในแตกสลาย - เพจบันทึกนึกขึ้นได้

TOP PICK TODAY

เผยแพร่ 04 ก.ย 2563 เวลา 00.25 น. • เพจบันทึกนึกขึ้นได้

ผมยังจำความรู้สึกวันที่รับโทรศัพท์ตอนสี่ทุ่มในคืนวันวาเลนไทน์

ปลายสายเป็นเสียงของพี่สาว ที่ฟังออกว่าพยายามอย่างสุดฝีมือที่จะไม่ร้องไห้ออกมา

พร้อมบอกกับผมว่า ให้รีบขับรถมาที่โรงพยาบาล เพราะพ่อหัวใจหยุดเต้นแล้ว กำลังปั้ม

 

ผมจำความรู้สึกนั้นได้ 

ความรู้สึกที่ข้างในมันว่างเปล่า ในหัวมันโล่งจนไม่รู้ว่าจะคิดอะไรต่อไปดี 

ในขณะที่ขับรถไปพร้อมกับน้องสาวที่ก็หันมาหาเราอยู่ตลอดว่า 

พ่อจะรอเราใช่มั้ย ผมได้แต่หันไปบอกเธอว่า 

พ่อรอเราอยู่แล้ว เมื่อเย็นยังโทรคุยกันอยู่เลย 

 

เป็นเวลาตีสองที่ผมไปโรงพยาบาลที่พี่สาวผมทำงานอยู่ 

ร่างของพอก็นอนนิ่งอยู่ในห้อง 

เสียงสะอื้นของน้องสาวผมดังก้อง

ผมได้แต่ยืนนิ่ง ๆ ในขณะที่ข้างใน 

ไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไป

 

ผมจำความรู้สึกในวันที่ผมโทรตามง้อแฟนเก่าผมคนหนึ่ง

คนที่ผมมักจะเล่าทุกเรื่องในชีวิตให้เค้าฟัง 

คนที่เราคิดว่า เออ คนนี้แหละ มันโอเคที่สุดในช่วงเวลานี้ละ

แต่ปลายสายก็ไม่ได้กดรับ โทรนับร้อยสาย 

น่าจะเป็นการกระทำที่สร้างความรำคาญให้กับคนปลายสายมากที่สุด

 

ผมกำลังจะไปเคาะที่ประตูห้อง 

ก่อนที่จะเคาะ ก็มีเสียงของคนที่กำลังมอบความรักกันอย่างดุเดือดอยู่ที่หลังประตูบานนั้น

ความรู้สึกทั้งหมดตกลงมาอยู่ที่ตาตุ่ม

จะยืนอยู่ตรงนี้ต่อไป หรือจะเดินกลับจากที่นั่นไปเลยดี 

 

ผมจำเสียงหัวใจเต้นที่หน้าประตูวันนั้นได้

แล้วผมก็จำได้ว่า วันนั้น ข้างในของผม มันเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน

 

ในชีวิตคนเรานั้น เราสามารถนับเรื่องที่ทำให้เรามีความสุขได้นะ

แต่ถ้าจะให้นับเรื่องที่เข้ามาให้เรารู้สึกเศร้า หรือเป็นทุกข์ 

ผมว่าเราไม่สามารถนับมันออกมาได้หมด 

 

ในทุก ๆ ช่วงวัย มันจะมีเรื่องเศร้าจนแทบหัวใจสลายเกิดขึ้นในชีวิตอย่างน้อยหนึ่งถึงสองครั้งเสมอ

นับว่าเป็นเรื่องพีค ๆ เรื่องทุกข์เล็ก ๆ น้อย ๆ 

ไม่นานเราก็ลืมมันไป ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้เราเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่

 

แต่สำหรับบางเรื่อง ต่อให้ผ่านมาแล้วกี่ปี

พอนึกย้อยกลับมัน มันก็ยังมีความรู้สึกแปล้บ ๆ ข้างในอยู่เสมอ

 

ผมถามตัวเองตอนที่กำลังแต่งตัวอยู่หน้ากระจก

ระหว่างที่มองเงาสะท้อนของตัวเองในนั้น

ก็มีคำถามขึ้นมาว่า 

 

เราเป็นคนแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่

ในความหมายที่ไม่ได้หมายถึงหน้า 

ไม่ได้หมายถึงหนวดเคราที่ยาวเฟิ้ม 

 

แต่หมายถึง 

ทัศนคติที่เรามีต่อชีวิต 

ความคิดที่เรามีต่อคนอื่น 

ลักษณะนิสัย และการใช้ชีวิตของเรา

มันเปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบนี้ได้ยังไง 

 

แน่นอน เราเปลี่ยนแปลงไปทุกวินาที 

แต่การเปลี่ยนแปลงแต่ละวินาทีนั้น 

อาจดูยากถ้าจะบอกว่ามันต่างกันยังไง 

 

แต่มันมีหลายวินาทีชีวิตใช่มั้ยที่เราพบ 

แล้ววินาทีนั้น มันเปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาล

จนกลายเป็นคนคนนี้แบบที่กำลังส่องกระจกตอนนี้ 

 

ผมพูดได้เต็มปากเลยว่า ชีวิตผมส่วนใหญ่ใช้ความทุกข์เป็นตัวขับเคลื่อน

ฟังดูเหมือนหม่น ๆ เทา ๆ ยังไงก็ไม่รู้ 

 

แต่ไม่รู้สิครับ 

ความทุกข์ทำให้ผมอยากมีชีวิตอยู่ต่อ

อยากอยู่ดูต่อไปว่า แล้วสุดท้ายมันจะเป็นยังไง 

เราจะทำให้มันดีขึ้นกว่านี้ได้มั้ย

หรือนี่ก็สุดกำลังของเราแล้วจริง ๆ

 

งานศพพ่อตอนนั้น 

ผมได้เรียนรู้ว่า สุดท้ายแล้ว คนที่เรารักที่สุดจะค่อยๆ ทยอยเดินทางจากไป

วันหนึ่งจะเป็นคิวของแม่ ของพี่สาว ของน้องสาว หรือแม้กระทั่งของผมเอง 

อยู่ที่ว่าใครจับได้ไม้สั้นไม้ยาว อันนี้ไม่มีใครรู้ 

 

แต่ที่ผมรู้ คือหลังจากนั้นผมให้ความสำคัญกับคนในครอบครัวมากขึ้น 

จากเด็กที่มองแต่เรื่องของตัวเอง มองแต่การเติบโตของตัวเอง

เราเริ่มสังเกตการเปลี่ยนแปลงของแม่ ของคนรอบ ๆ ตัว 

 

แล้วให้ความสำคัญกับช่วงเวลาที่ได้อยู่กับใครสักคนแบบจริงจังมากขึ้น

เพราะผมไม่มีวันรู้เลย ว่าวันที่ผมขับรถออกไปทำงาน 

ผมจะได้กลับมามั้ย หรือกลับมาแล้วจะมีใครรอผมอยู่รึเปล่า

 

ในขณะที่ผมยืนอยู่หน้าประตูวันนั้น

วันที่การโทรศัพท์ไปง้อไม่มีผล เพราะปลายสายไม่ได้มีความรู้สึกอะไรกับผมแล้ว

การยืนฟังเสียงที่ไม่ได้อยากได้ยิน 

การได้รับรู้ว่าความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นมาจากคนเดียวกับที่เราเล่าเรื่องความเจ็บปวดให้เค้าฟัง

มันเจ็บกว่าเดิมหลายเท่าเลยนะ

 

ด้วยช่วงวัยตอนนั้น

เรารู้สึกว่าข้างในเราแตกสลาย 

 

สำหรับการเป็นคนแล้ว

ผมว่าไม่มีอะไรเจ็บปวดไปกว่าความไม่รักแล้วนะ

 

ไม่ว่าจะเป็นความรักแบบไหนก็ตาม

 

หลังจากนั้นยังมีเหตุการณ์ยืดเยื้อยาวนาน

เอาเข้าจริงถ้ามันไม่ได้จบไม่ดีแบบที่เกิดขึ้น

บางทีผมอาจไม่ได้เรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดของตัวเองเลยก็ได้ 

 

 

ผมเชื่อนะว่า คุณที่กำลังอ่านอยู่

ก็มีบางเรื่องที่ทำให้ข้างในคุณมันพังยับ ไม่เหลือชิ้นดี

 

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก ครอบครัว ความผิดหวังจากหน้าที่การงาน

ถูกเพื่อนหักหลัง 

 

เราต่างมีช่วงเวลานี้กันทั้งนั้น 

 

แต่ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับผม 

ผมจะบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า

ผมต้องยอมรับความจริงความจริงว่าพ่อตายจากไปแล้ว

ความจริงที่ว่าเค้าคนนั้นไม่ได้รักกันแล้ว 

ความจริงที่ว่า งานที่ต้องการได้หลุดลอยไปแล้ว

ส่วนตัวมองว่ามันเป็นอย่างแรกเลยที่เราต้องรู้สึกตัวให้ได้ก่อน ว่ามันเกิดขึ้นจริง

และต้องยอมรับมัน แทนที่จะร้องไห้โวยวาย

บอกกับเองว่าทำไม ทำไม ทำไมมันต้องเกิดขึ้นกับเรา

ลองนั่งนิ่งๆ หายใจเข้าลึกๆ แล้วบอกกับตัวเองว่า มึง…..ใจเย็นก่อน 

ผมมักจะบอกตัวเองอยู่เสมอความสามารถหนึ่งที่สำคัญที่เรามีในชีวิตนี้

คือความสามารถในการเลือก 

เราเลือกได้ว่าเราจะแสดงออกกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราตอนนี้อย่างไร

เราเลือกได้ว่าเราจะทนอยู่กับสภาพที่เราเจอแบบวันนี้มั้ย

เราเลือกที่จะจมอยู่กับความคิดเศร้า ๆ จมอยู่กับอดีต ที่โอเค ครั้งหนึ่งมันเคยทำให้เรามีความสุข

แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้นแล้วรึเปล่า 

             

เรามีความสามารถนั้นอยู่นะ เราเลือกได้จริง ๆ

แต่อย่างที่ผมเคยเล่าไปตอนก่อน ๆ ว่า ไม่ใช่เราเลือกไม่ได้

แต่ส่วนใหญ่เราไม่กล้าเลือก เรากลัว เรากลัวสิ่งที่เรายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร

เรากลัวความเปลี่ยนแปลงที่ชีวิตมันจะไม่เหมือนกับสิ่งที่เราชินกับมันอยู่ 

 

เราเลือกได้ แต่เมื่อไหร่ที่เราเลือก ก็ต้องวนกลับไปที่ข้อ 1

นั่นก็คือ เราต้องยอมรับความจริงกับสิ่งที่เราเลือกไปแล้วเหมือนกัน

 

ผมมักจะขอความช่วยเหลือถ้าผมรู้สึกว่าการแตกสลายจากข้างในของผมมันเกินกว่าที่ตัวเองจะเยียวยา

ผมมีช่วงที่ผมอดทนเก็บมันไว้คนเดียว ไม่เล่าให้ใครฟัง เพราะคิดว่า

เห้ยยย มันต้องจัดการได้ดิ เราโตแล้ว เราจะร้องไห้ทำไม เดี๋ยวก็ดีขึ้น

แต่ทุก ๆ วัน เราเอาเหตุการณ์แย่ ๆ ที่เราเจอมาฉายซ้ำ มันก็เหมือนกับระเบิดเวลา

เหมือนเราไม่ได้ยอมรับความรู้สึกที่แท้จริง

เราเอาอีโก้ของความว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วนะมาใช้กับตัวเอง

ซึ่งจริง ๆ แล้วเราไม่ได้เป็นผู้ใหญ่ แต่เราเป็นคน เราเป็นคนที่มีความรู้สึก

มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่อายุสามสิบแล้วยังร้องไห้อยู่เมื่อเราเสียใจ

ซึ่งถ้าผมไม่ไหวแล้ว ผมจะลากเพื่อนสนิทมานั่งฟังผมระบาย

ผมจะไปนั่งคุยกับแม่ ผมจะหาใครสักคนช่วยมาบรรเทาเอาเศษซากในใจ

คือไม่ต้องเอาออกไปก็ได้ แต่ช่วยเอาไม้กวาดมากวาด

ให้ที่มันกระจัดกระจาย มากองๆ รวมให้รวบเก็บได้ง่ายๆ หน่อย

ผมมักบอกกับตัวเองว่าให้อยู่กับตอนนี้ตรงนี้วินาทีนี้เพราะว่าบางครั้ง

ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน ขณะที่คุณกำลังอ่านอยู่ตอนนี้

บางทีใจคุณก็กำลังคิดเรื่องที่มันเกิดขึ้นขนาดกับเรื่องของผมไปอยู่ก็ได้

พอผมเขียนประโยคว่า กลับมาอยู่ด้วยกันตรงนี้ก่อน สติคุณอาจจะเพิ่งกลับมาเช่นเดียวกัน 

 

หลายครั้งที่เราไม่ได้อยู่ที่นี่ ใจเราพาเราออกไปไหนถึงไหน

ลากไปถึงอดีตเมื่อหลายปีก่อน พาไปอนาคตที่คิดสร้างขึ้นมาเอง

ทำให้เราสามารถไปไหนจริงๆ ได้สักที 

 

ผมแค่บอกกับตัวเองว่าที่จิตเริ่มมาชวนออกไปเที่ยวเล่นว่า 

มึง อยู่กับกูตรงนี้ก่อนได้ไหม 

สักพัก ไอ้เรื่องเก่าๆที่เราจะนำมันกลับมา 

ก็ค่อยๆ หายไป

 

 

เราเปลี่ยนแปลง ในวันที่ข้างในเราแตกสลาย 

 

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น การค่อย ๆ แตกสลายจากข้างในของการมีชีวิตอยู่ทำให้เรามีชีวิตต่อไปได้ดีขึ้น

ใช่ครับ คำพูดนี้ผมคิดขึ้นมาเอง เพราะใครที่อ่านอยู่อาจจะรู้สึกว่า เพ้อเจ้อรึเปล่า

เป็นไปได้ยังไงที่เรื่องแย่ๆ จะทำให้ชีวิตต่อไปมันดี 

 

อย่างที่ผมบอก 

มันขึ้นอยู่กับว่า คุณเลือกที่จะมองมันในแต่ละเรื่องในมุมไหน

คุณเลือกที่จะเล่าเรื่องที่คุณเจอให้ตัวเองฟังในแง่ไหน 

 

เราต่างเป็นเศษซากของการแตกสลายในหลาย ๆ เรื่องด้วยกันทั้งนั้นแหละครับ

 

คนที่คุณเพิ่งคุย คนที่คุณพบเจอทุกวัน 

ทุกคนมีรอยร้าว รอยแตกที่เอาความรู้สึกต่างๆ มายาสมานให้มันประกอบจนมีชีวิตต่อไปได้

 

ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ไม่มีใครที่ไม่เคยตกหล่น 

 

ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิต ทำให้ผมเป็นผมในวันนี้ วินาทีนี้ 

วินาทีที่กำลังเขียนให้คุณอ่านอยู่นี่แหละ

 

เพราะพอเขียนเสร็จเข้านอนแล้ว 

พรุ่งนี้เกิดอะไรขึ้น มันก็อาจทำให้ผมมีทัศนคติใหม่กับชีวิตไปอีกมุมหนึ่งก็ได้ 

 

ความผิดพลาด การพลัดพราก ความผิดหวัง 

ทุกอย่างเกิดขึ้นเพื่อให้เราได้เปลี่ยนแปลง แล้วสร้างตัวตนใหม่ 

 

เป็นคนที่มีรอยร้าว รอยแผล

แต่ยินดีที่จะยืนลูบแผลเป็นและรอยแตกเหล่านั้น 

ยิ้มให้กับมัน 

แล้วออกไปมีชีวิตใหม่ 

แบบที่พร้อมจะแตกสลาย 

แล้วกลับมาเก็บซากประกอบให้มันเป็นรูปร่างใหม่ๆ อีก

ติดตามบทความใหม่ ๆ จาก เพจบันทึกนึกขึ้นได้ ได้บน LINE TODAY ทุกวันศุกร์

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...