เราเปลี่ยนแปลง ในวันที่ข้างในแตกสลาย - เพจบันทึกนึกขึ้นได้
ผมยังจำความรู้สึกวันที่รับโทรศัพท์ตอนสี่ทุ่มในคืนวันวาเลนไทน์
ปลายสายเป็นเสียงของพี่สาว ที่ฟังออกว่าพยายามอย่างสุดฝีมือที่จะไม่ร้องไห้ออกมา
พร้อมบอกกับผมว่า ให้รีบขับรถมาที่โรงพยาบาล เพราะพ่อหัวใจหยุดเต้นแล้ว กำลังปั้ม
ผมจำความรู้สึกนั้นได้
ความรู้สึกที่ข้างในมันว่างเปล่า ในหัวมันโล่งจนไม่รู้ว่าจะคิดอะไรต่อไปดี
ในขณะที่ขับรถไปพร้อมกับน้องสาวที่ก็หันมาหาเราอยู่ตลอดว่า
พ่อจะรอเราใช่มั้ย ผมได้แต่หันไปบอกเธอว่า
พ่อรอเราอยู่แล้ว เมื่อเย็นยังโทรคุยกันอยู่เลย
เป็นเวลาตีสองที่ผมไปโรงพยาบาลที่พี่สาวผมทำงานอยู่
ร่างของพอก็นอนนิ่งอยู่ในห้อง
เสียงสะอื้นของน้องสาวผมดังก้อง
ผมได้แต่ยืนนิ่ง ๆ ในขณะที่ข้างใน
ไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไป
ผมจำความรู้สึกในวันที่ผมโทรตามง้อแฟนเก่าผมคนหนึ่ง
คนที่ผมมักจะเล่าทุกเรื่องในชีวิตให้เค้าฟัง
คนที่เราคิดว่า เออ คนนี้แหละ มันโอเคที่สุดในช่วงเวลานี้ละ
แต่ปลายสายก็ไม่ได้กดรับ โทรนับร้อยสาย
น่าจะเป็นการกระทำที่สร้างความรำคาญให้กับคนปลายสายมากที่สุด
ผมกำลังจะไปเคาะที่ประตูห้อง
ก่อนที่จะเคาะ ก็มีเสียงของคนที่กำลังมอบความรักกันอย่างดุเดือดอยู่ที่หลังประตูบานนั้น
ความรู้สึกทั้งหมดตกลงมาอยู่ที่ตาตุ่ม
จะยืนอยู่ตรงนี้ต่อไป หรือจะเดินกลับจากที่นั่นไปเลยดี
ผมจำเสียงหัวใจเต้นที่หน้าประตูวันนั้นได้
แล้วผมก็จำได้ว่า วันนั้น ข้างในของผม มันเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน
ในชีวิตคนเรานั้น เราสามารถนับเรื่องที่ทำให้เรามีความสุขได้นะ
แต่ถ้าจะให้นับเรื่องที่เข้ามาให้เรารู้สึกเศร้า หรือเป็นทุกข์
ผมว่าเราไม่สามารถนับมันออกมาได้หมด
ในทุก ๆ ช่วงวัย มันจะมีเรื่องเศร้าจนแทบหัวใจสลายเกิดขึ้นในชีวิตอย่างน้อยหนึ่งถึงสองครั้งเสมอ
นับว่าเป็นเรื่องพีค ๆ เรื่องทุกข์เล็ก ๆ น้อย ๆ
ไม่นานเราก็ลืมมันไป ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้เราเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่
แต่สำหรับบางเรื่อง ต่อให้ผ่านมาแล้วกี่ปี
พอนึกย้อยกลับมัน มันก็ยังมีความรู้สึกแปล้บ ๆ ข้างในอยู่เสมอ
ผมถามตัวเองตอนที่กำลังแต่งตัวอยู่หน้ากระจก
ระหว่างที่มองเงาสะท้อนของตัวเองในนั้น
ก็มีคำถามขึ้นมาว่า
เราเป็นคนแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่
ในความหมายที่ไม่ได้หมายถึงหน้า
ไม่ได้หมายถึงหนวดเคราที่ยาวเฟิ้ม
แต่หมายถึง
ทัศนคติที่เรามีต่อชีวิต
ความคิดที่เรามีต่อคนอื่น
ลักษณะนิสัย และการใช้ชีวิตของเรา
มันเปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบนี้ได้ยังไง
แน่นอน เราเปลี่ยนแปลงไปทุกวินาที
แต่การเปลี่ยนแปลงแต่ละวินาทีนั้น
อาจดูยากถ้าจะบอกว่ามันต่างกันยังไง
แต่มันมีหลายวินาทีชีวิตใช่มั้ยที่เราพบ
แล้ววินาทีนั้น มันเปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาล
จนกลายเป็นคนคนนี้แบบที่กำลังส่องกระจกตอนนี้
ผมพูดได้เต็มปากเลยว่า ชีวิตผมส่วนใหญ่ใช้ความทุกข์เป็นตัวขับเคลื่อน
ฟังดูเหมือนหม่น ๆ เทา ๆ ยังไงก็ไม่รู้
แต่ไม่รู้สิครับ
ความทุกข์ทำให้ผมอยากมีชีวิตอยู่ต่อ
อยากอยู่ดูต่อไปว่า แล้วสุดท้ายมันจะเป็นยังไง
เราจะทำให้มันดีขึ้นกว่านี้ได้มั้ย
หรือนี่ก็สุดกำลังของเราแล้วจริง ๆ
งานศพพ่อตอนนั้น
ผมได้เรียนรู้ว่า สุดท้ายแล้ว คนที่เรารักที่สุดจะค่อยๆ ทยอยเดินทางจากไป
วันหนึ่งจะเป็นคิวของแม่ ของพี่สาว ของน้องสาว หรือแม้กระทั่งของผมเอง
อยู่ที่ว่าใครจับได้ไม้สั้นไม้ยาว อันนี้ไม่มีใครรู้
แต่ที่ผมรู้ คือหลังจากนั้นผมให้ความสำคัญกับคนในครอบครัวมากขึ้น
จากเด็กที่มองแต่เรื่องของตัวเอง มองแต่การเติบโตของตัวเอง
เราเริ่มสังเกตการเปลี่ยนแปลงของแม่ ของคนรอบ ๆ ตัว
แล้วให้ความสำคัญกับช่วงเวลาที่ได้อยู่กับใครสักคนแบบจริงจังมากขึ้น
เพราะผมไม่มีวันรู้เลย ว่าวันที่ผมขับรถออกไปทำงาน
ผมจะได้กลับมามั้ย หรือกลับมาแล้วจะมีใครรอผมอยู่รึเปล่า
ในขณะที่ผมยืนอยู่หน้าประตูวันนั้น
วันที่การโทรศัพท์ไปง้อไม่มีผล เพราะปลายสายไม่ได้มีความรู้สึกอะไรกับผมแล้ว
การยืนฟังเสียงที่ไม่ได้อยากได้ยิน
การได้รับรู้ว่าความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นมาจากคนเดียวกับที่เราเล่าเรื่องความเจ็บปวดให้เค้าฟัง
มันเจ็บกว่าเดิมหลายเท่าเลยนะ
ด้วยช่วงวัยตอนนั้น
เรารู้สึกว่าข้างในเราแตกสลาย
สำหรับการเป็นคนแล้ว
ผมว่าไม่มีอะไรเจ็บปวดไปกว่าความไม่รักแล้วนะ
ไม่ว่าจะเป็นความรักแบบไหนก็ตาม
หลังจากนั้นยังมีเหตุการณ์ยืดเยื้อยาวนาน
เอาเข้าจริงถ้ามันไม่ได้จบไม่ดีแบบที่เกิดขึ้น
บางทีผมอาจไม่ได้เรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดของตัวเองเลยก็ได้
ผมเชื่อนะว่า คุณที่กำลังอ่านอยู่
ก็มีบางเรื่องที่ทำให้ข้างในคุณมันพังยับ ไม่เหลือชิ้นดี
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก ครอบครัว ความผิดหวังจากหน้าที่การงาน
ถูกเพื่อนหักหลัง
เราต่างมีช่วงเวลานี้กันทั้งนั้น
แต่ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับผม
ผมจะบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า
ผมต้องยอมรับความจริงความจริงว่าพ่อตายจากไปแล้ว
ความจริงที่ว่าเค้าคนนั้นไม่ได้รักกันแล้ว
ความจริงที่ว่า งานที่ต้องการได้หลุดลอยไปแล้ว
ส่วนตัวมองว่ามันเป็นอย่างแรกเลยที่เราต้องรู้สึกตัวให้ได้ก่อน ว่ามันเกิดขึ้นจริง
และต้องยอมรับมัน แทนที่จะร้องไห้โวยวาย
บอกกับเองว่าทำไม ทำไม ทำไมมันต้องเกิดขึ้นกับเรา
ลองนั่งนิ่งๆ หายใจเข้าลึกๆ แล้วบอกกับตัวเองว่า มึง…..ใจเย็นก่อน
ผมมักจะบอกตัวเองอยู่เสมอความสามารถหนึ่งที่สำคัญที่เรามีในชีวิตนี้
คือความสามารถในการเลือก
เราเลือกได้ว่าเราจะแสดงออกกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราตอนนี้อย่างไร
เราเลือกได้ว่าเราจะทนอยู่กับสภาพที่เราเจอแบบวันนี้มั้ย
เราเลือกที่จะจมอยู่กับความคิดเศร้า ๆ จมอยู่กับอดีต ที่โอเค ครั้งหนึ่งมันเคยทำให้เรามีความสุข
แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้นแล้วรึเปล่า
เรามีความสามารถนั้นอยู่นะ เราเลือกได้จริง ๆ
แต่อย่างที่ผมเคยเล่าไปตอนก่อน ๆ ว่า ไม่ใช่เราเลือกไม่ได้
แต่ส่วนใหญ่เราไม่กล้าเลือก เรากลัว เรากลัวสิ่งที่เรายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร
เรากลัวความเปลี่ยนแปลงที่ชีวิตมันจะไม่เหมือนกับสิ่งที่เราชินกับมันอยู่
เราเลือกได้ แต่เมื่อไหร่ที่เราเลือก ก็ต้องวนกลับไปที่ข้อ 1
นั่นก็คือ เราต้องยอมรับความจริงกับสิ่งที่เราเลือกไปแล้วเหมือนกัน
ผมมักจะขอความช่วยเหลือถ้าผมรู้สึกว่าการแตกสลายจากข้างในของผมมันเกินกว่าที่ตัวเองจะเยียวยา
ผมมีช่วงที่ผมอดทนเก็บมันไว้คนเดียว ไม่เล่าให้ใครฟัง เพราะคิดว่า
เห้ยยย มันต้องจัดการได้ดิ เราโตแล้ว เราจะร้องไห้ทำไม เดี๋ยวก็ดีขึ้น
แต่ทุก ๆ วัน เราเอาเหตุการณ์แย่ ๆ ที่เราเจอมาฉายซ้ำ มันก็เหมือนกับระเบิดเวลา
เหมือนเราไม่ได้ยอมรับความรู้สึกที่แท้จริง
เราเอาอีโก้ของความว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วนะมาใช้กับตัวเอง
ซึ่งจริง ๆ แล้วเราไม่ได้เป็นผู้ใหญ่ แต่เราเป็นคน เราเป็นคนที่มีความรู้สึก
มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่อายุสามสิบแล้วยังร้องไห้อยู่เมื่อเราเสียใจ
ซึ่งถ้าผมไม่ไหวแล้ว ผมจะลากเพื่อนสนิทมานั่งฟังผมระบาย
ผมจะไปนั่งคุยกับแม่ ผมจะหาใครสักคนช่วยมาบรรเทาเอาเศษซากในใจ
คือไม่ต้องเอาออกไปก็ได้ แต่ช่วยเอาไม้กวาดมากวาด
ให้ที่มันกระจัดกระจาย มากองๆ รวมให้รวบเก็บได้ง่ายๆ หน่อย
ผมมักบอกกับตัวเองว่าให้อยู่กับตอนนี้ตรงนี้วินาทีนี้เพราะว่าบางครั้ง
ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน ขณะที่คุณกำลังอ่านอยู่ตอนนี้
บางทีใจคุณก็กำลังคิดเรื่องที่มันเกิดขึ้นขนาดกับเรื่องของผมไปอยู่ก็ได้
พอผมเขียนประโยคว่า กลับมาอยู่ด้วยกันตรงนี้ก่อน สติคุณอาจจะเพิ่งกลับมาเช่นเดียวกัน
หลายครั้งที่เราไม่ได้อยู่ที่นี่ ใจเราพาเราออกไปไหนถึงไหน
ลากไปถึงอดีตเมื่อหลายปีก่อน พาไปอนาคตที่คิดสร้างขึ้นมาเอง
ทำให้เราสามารถไปไหนจริงๆ ได้สักที
ผมแค่บอกกับตัวเองว่าที่จิตเริ่มมาชวนออกไปเที่ยวเล่นว่า
มึง อยู่กับกูตรงนี้ก่อนได้ไหม
สักพัก ไอ้เรื่องเก่าๆที่เราจะนำมันกลับมา
ก็ค่อยๆ หายไป
เราเปลี่ยนแปลง ในวันที่ข้างในเราแตกสลาย
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น การค่อย ๆ แตกสลายจากข้างในของการมีชีวิตอยู่ทำให้เรามีชีวิตต่อไปได้ดีขึ้น
ใช่ครับ คำพูดนี้ผมคิดขึ้นมาเอง เพราะใครที่อ่านอยู่อาจจะรู้สึกว่า เพ้อเจ้อรึเปล่า
เป็นไปได้ยังไงที่เรื่องแย่ๆ จะทำให้ชีวิตต่อไปมันดี
อย่างที่ผมบอก
มันขึ้นอยู่กับว่า คุณเลือกที่จะมองมันในแต่ละเรื่องในมุมไหน
คุณเลือกที่จะเล่าเรื่องที่คุณเจอให้ตัวเองฟังในแง่ไหน
เราต่างเป็นเศษซากของการแตกสลายในหลาย ๆ เรื่องด้วยกันทั้งนั้นแหละครับ
คนที่คุณเพิ่งคุย คนที่คุณพบเจอทุกวัน
ทุกคนมีรอยร้าว รอยแตกที่เอาความรู้สึกต่างๆ มายาสมานให้มันประกอบจนมีชีวิตต่อไปได้
ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ไม่มีใครที่ไม่เคยตกหล่น
ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิต ทำให้ผมเป็นผมในวันนี้ วินาทีนี้
วินาทีที่กำลังเขียนให้คุณอ่านอยู่นี่แหละ
เพราะพอเขียนเสร็จเข้านอนแล้ว
พรุ่งนี้เกิดอะไรขึ้น มันก็อาจทำให้ผมมีทัศนคติใหม่กับชีวิตไปอีกมุมหนึ่งก็ได้
ความผิดพลาด การพลัดพราก ความผิดหวัง
ทุกอย่างเกิดขึ้นเพื่อให้เราได้เปลี่ยนแปลง แล้วสร้างตัวตนใหม่
เป็นคนที่มีรอยร้าว รอยแผล
แต่ยินดีที่จะยืนลูบแผลเป็นและรอยแตกเหล่านั้น
ยิ้มให้กับมัน
แล้วออกไปมีชีวิตใหม่
แบบที่พร้อมจะแตกสลาย
แล้วกลับมาเก็บซากประกอบให้มันเป็นรูปร่างใหม่ๆ อีก
ติดตามบทความใหม่ ๆ จาก เพจบันทึกนึกขึ้นได้ ได้บน LINE TODAY ทุกวันศุกร์