โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปราสาทเมืองสิงห์ จริงหรือปลอม

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 23 มิ.ย. 2568 เวลา 03.41 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 00.00 น.
ปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี (ภาพจาก ศูนย์ข้อมูลมติชน)

เมืองสิงห์และปราสาทเมืองสิงห์จริงหรือปลอม

หลายเดือนมานี้มีเหตุที่ทำให้ผมต้องไปปราสาทเมืองสิงห์บ่อย ไปเห็นปราสาทเมืองสิงห์ครั้งใดก็ทำให้ผมต้องถามตัวเอง ว่าปราสาทเมืองสิงห์ที่ผมยืนดูอยู่นั้นเป็นองค์จริงหรือปลอม

เมืองสิงห์และปราสาทเมืองสิงห์ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อย เขตตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี

เมืองสิงห์เป็นชื่อเมืองที่ปรากฏในเอกสารทางประวัติศาสตร์ไทยเป็นครั้งแรก ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

แต่แท้จริงชื่อเมืองสิงห์ได้ปรากฏขึ้นในศิลาจารึกที่ปราสาทพระขรรค์ ซึ่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 18 (พ.ศ. 1700-1800) แล้ว

ในศิลาจารึกหลักนั้นได้กล่าวถึงชื่อเมืองต่างๆ ว่าเป็นที่ประดิษฐานพระชัยพุทธมหานาถ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์พระเจ้าชัยวรมันที่ 7

บรรดาชื่อเมืองต่างๆ ที่กล่าวถึงนั้น มีชื่อเมืองอยู่ 6 เมืองที่นักวิชาการเชื่อกันว่าอยู่ในภาคกลางของประเทศไทย ได้แก่

ละโว้ทยะปุระ คือเมืองละโว้ หรือลพบุรี พบโบราณสถานศิลปะขอมแบบบายน เช่น พระปรางค์สามยอด พระปรางค์วัดมหาธาตุ เป็นต้น

สุวรรณปุระ คือเมืองสุพรรณบุรี พบซากโบราณสถานที่อำเภอสามชุก

ศัมพูกะปัฎฏนะ ยังไม่พบหลักฐานว่าอยู่ที่ใด

ชัยราชบุรี คือเมืองราชบุรี มีพระปรางค์วัดมหาธาตุราชบุรี

ศรีชัยสิงห์บุรี คือเมืองสิงห์ อันเป็นที่ตั้งของปราสาทเมืองสิงห์ที่กำลังพูดถึงอยู่นี้

ชัยวัชรบุรี คือเมืองเพชรบุรี มีปราสาทวัดกำแพงแลง

เรื่องราวเกี่ยวกับปราสาทเมืองสิงห์ มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ว่าปราสาทเมืองสิงห์เป็นปราสาทที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ดังปรากฏในหนังสือและบทความหลายแห่ง โดยเฉพาะบทความของ ม.ร.ว.สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ในวารสารเมืองโบราณ ปีที่ 9 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2526

ในบทความนี้มีเหตุผลหลายประการที่สนับสนุนให้เห็นว่าปราสาทเมืองสิงห์ได้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โดยเฉพาะหลักฐานทางด้านสถาปัตยกรรมและประติมากรรมที่ปรากฏและพบที่ปราสาทเมืองสิงห์ ซึ่งก็ตรงกับความคิดเห็นของผมที่เชื่อว่าปราสาทเมืองสิงห์สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โดยส่งหัวหน้าช่างและประติมากรรมบางชิ้นพร้อมทั้งวัตถุดิบ เช่น หินทรายมาจากเขมร หรือเมืองอื่นที่เป็นศูนย์อำนาจของเขมรในเวลานั้น ซึ่งอาจจะเป็นลพบุรีก็ได้ ส่วนลูกมือช่างก็เป็นคนในท้องถิ่น ดังจะเห็นได้จากประติมากรรมบางชิ้นที่มีลักษณะพื้นเมือง หรือลักษณะท้องถิ่นเข้ามาปะปนอยู่ด้วย

ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ที่ปราสาทเมืองสิงห์ จะมีโบราณวัตถุหลายชิ้นที่พบในปราสาทเมืองสิงห์ตั้งแต่เริ่มมีการบูรณะเมื่อปี พ.ศ. 2517

แต่มีโบราณวัตถุ 2 ชิ้นที่ผมเห็นและสะดุดตาเป็นอย่างยิ่งก็คือ

ชิ้นแรก เป็นส่วนด้านบนของใบหูข้างขวาที่มีปูนขาวพอกติดอยู่เล็กน้อย

ชิ้นที่สอง เป็นส่วนของปลายจมูกต่อถึงขอบตาล่างข้างซ้าย

โบราณวัตถุทั้ง 2 ชิ้นเป็นหินทราย มีขนาดประมาณ 25 x 50 เซนติเมตร อยู่ใกล้ภาพร่างเศียรพระพุทธรูปที่เขียนคำบรรยายไว้ว่า “ภาพสันนิษฐานรอยต่อชิ้นส่วนพระพุทธรูป”

จากคำบรรยายและโบราณวัตถุ 2 ชิ้นดังกล่าวดูจะไปด้วยกันไม่ได้เอาเสียเลย

ทีนี้ลองมาพิจารณาถึงขนาดของโบราณวัตถุ 2 ชิ้น และหลักฐานทางสถาปัตยกรรมของปราสาทเมืองสิงห์ดูบ้าง

ว่าด้วยขนาดของโบราณวัตถุ 2 ชิ้นนั้น ถ้ามีส่วนประกอบที่สมบูรณ์จะมีขนาดพระพักตร์ (หน้า) กว้างประมาณ 1 เมตร ใหญ่กว่าพระพักตร์ของพระมงคลบพิตร หรือพระพักตร์ของหลวงพ่อวัดพนัญเชิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเสียอีก ก็ในเมื่อพระพักตร์มีขนาดใหญ่อย่างนั้นตัวองค์จะใหญ่ขนาดไหน และถ้าเป็นพระพุทธรูปประทับนั่ง หน้าตักจะกว้างเท่าไหร่ จะประดิษฐานไว้ที่ส่วนใดของปราสาท เพราะตัวปราสาทเมืองสิงห์ (ไม่รวมกำแพง) มีขนาดกว้างประมาณ 50 เมตร ยาวประมาณ 60 เมตรเท่านั้น

ว่าด้วยหลักฐานทางรูปแบบสถาปัตยกรรมของปราสาทเมืองสิงห์ที่มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบบายนในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งก่อด้วยศิลาแลง ส่วนหลังคาและส่วนยอดของปรางค์ก่อด้วยหินทรายโดยมีร่องรอยการใช้ปูนปั้นหุ้มประกอบ อันเป็นลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมแบบบายน และลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งก็คือ บนยอดปรางค์ประธานมักจะทำเป็นรูปหน้าคน หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าพรหมพักตร์ ไว้ทั้ง 4 ทิศ นัยว่าเป็นพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

เกี่ยวกับรูปหน้าคนหรือพรหมพักตร์นี้ ผมได้เคยเห็นว่ามีจริงบนยอดปรางค์ของปราสาทเมืองสิงห์ (เขียนไว้ในบทความเรื่อง ขุดอดีตที่บ้านเก่าเมืองกาญจนบุรี วารสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 22 ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2544) ซึ่งก็ตรงกับลักษณะของโบราณวัตถุ 2 ชิ้นที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ของปราสาทเมืองสิงห์

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า โบราณวัตถุ 2 ชิ้นนั้นเป็นชิ้นส่วนของรูปหน้าคน ไม่ใช่พระพุทธรูปอย่างที่เขียนไว้แน่นอน

ก็แล้วทำไมเมื่อบูรณะปราสาทเมืองสิงห์เสร็จแล้วรูปหน้าคนจึงหายไป หายไปไหน?

ในเรื่องนี้ผมมีข้อสันนิษฐานอยู่ 2 ประการ คือ

1. หน้าคนถูกขโมยไป ในช่วงที่ผมเคยเห็นเมื่อปี พ.ศ. 2505 ถึงปีที่เริ่มมีการบูรณะ พ.ศ. 2517 เป็นเวลาห่างกัน 12 ปี ในช่วงเวลานั้นเริ่มมีการก่อสร้างถนนสายกาญจนบุรีไปทองผาภูมิ เพื่อขนส่งวัสดุอุปกรณ์เกี่ยวกับการสร้างเขื่อนเขาแหลม (เขื่อนวชิราลงกรณ์) ซึ่งถนนสายนี้ก็ไม่ห่างจากปราสาทเมืองสิงห์มากนัก ผู้ประสงค์ร้ายอาจจะใช้รถขนาดใหญ่เข้าไปขนออกมาก็ได้ เพราะตั้งแต่ก่อนหน้า พ.ศ. 2505 ก็มีขโมยเข้าไปลักขุดที่ปราสาทเมืองสิงห์แล้ว อาจจะทำให้องค์ปรางค์พังทลายลงมาง่ายต่อการขนย้าย และในขณะเดียวกันการส่งโบราณวัตถุไปต่างประเทศก็ไม่ได้เข้มงวด จึงอาจเป็นไปได้ว่าหน้าคนไปประทับอยู่ต่างประเทศแล้ว

2. หน้าคนอยู่ในปราสาทเมืองสิงห์นั่นแหละ ไม่ได้หายไปไหน ที่ผมพูดอย่างนี้หลายคนคงสงสัยว่ามันเป็นอย่างไร ในความน่าจะเป็นก็คือ ในขณะที่มีการบูรณะปราสาทเมืองสิงห์อย่างเร่งรีบอยู่นั้น ช่างผู้รับเหมาบูรณะไม่มีความรู้ในเรื่องรูปแบบสถาปัตย์และโบราณคดี พอยกก้อนหินขึ้นมาเพื่อจะเอาไปใส่ที่หมาย แต่เห็นว่าหินก้อนนั้นไม่เรียบ มีส่วนโค้งส่วนเว้าเข้าที่หมายไม่ได้ ก็เลยเอาขวานถากให้เรียบเพื่อให้ใส่ในที่หมายได้ ด้วยประการฉะนี้หน้าคนจึงหายไป

สำหรับโบราณวัตถุ 2 ชิ้นที่ได้กล่าวถึงไปแล้วนั้น เกิดรอดหูรอดตาเหลือเป็นหลักฐานให้ขบคิดกันต่อมา และถ้าโบราณวัตถุ 2 ชิ้นนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปราสาทเมืองสิงห์แล้วจะเข้ามาอยู่ในปราสาทได้อย่างไร ใครเอาเข้ามา เอามาจากไหน เอามาทำอะไร

เอ้า ช่วยกันคิดหน่อยเถอะ!

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 14 มีนาคม 2560

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปราสาทเมืองสิงห์ จริงหรือปลอม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...