โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

[รีวิว] The Wandering Earth: อาร์มาเกดดอนของ ไมเคิล เบย์ ต้องอายม้วน

BT Beartai

อัพเดต 02 พ.ค. 2562 เวลา 04.06 น. • เผยแพร่ 01 พ.ค. 2562 เวลา 15.23 น.
[รีวิว] The Wandering Earth: อาร์มาเกดดอนของ ไมเคิล เบย์ ต้องอายม้วน

เรื่องย่อ

ในอนาคตเมื่อดวงอาทิตย์เข้าสู่สภาวะหมดอายุ ชาวโลกจึงร่วมมือกันเพื่อผลักดันโปรเจกต์หาบ้านหลังใหม่ที่ห่างออกไป 4.2 ล้านปีแสง ในชื่อที่ว่า Wandering Earth ซึ่งหมายถึง ดาวเคราะห์พเนจร เรื่องราวเล่าผ่านครอบครัวของนักบินอวกาศชาวจีนที่ต้องออกไปปฏิบัติภารกิจนำทางให้ดาวเคราะห์โลก โดยทิ้งลูกชายไว้กับปู่ หลังจากผ่านไป 17 ปีที่เขาจะได้เจอลูก กลับกลายเป็นว่าภารกิจกลับติดปัญหาเมื่อโลกกำลังจะพุ่งชนดาวพฤหัสบดี นี่จึงกลายเป็นภารกิจกู้โลกของพ่อบนอวกาศและลูกชายที่อยู่บนโลก

นี่คือหนังไซไฟของจีนระดับบล็อกบัสเตอร์เรื่องแรก ซึ่งสร้างปรากฏการณ์เป็นหนังยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลในประเทศจีนขึ้นอันดับ 2 เป็นที่เรียบร้อยด้วยรายได้ประมาณ 700 ล้านเหรียญสหรัฐภายใน 2 สัปดาห์ที่เข้าฉายช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา (และ Endgame น่าจะเข้ามาเบียดในไม่ช้า) เรียกว่ากระแสดีจนเน็ตฟลิกซ์ต้องซื้อสิทธิ์มาฉายบนระบบของตัวเอง และก็เป็นโอกาสดีที่ชาวไทยเราจะได้ชมหนังสุดยิ่งใหญ่เรื่องนี้ในแบบทั้งเสียงภาษาจีน ภาษอังกฤษ และภาษาไทย คือมาให้ครบสุดแต่จะชอบเลย

หนังดัดแปลงจากนิยายของนักเขียนชาวจีนนามว่าหลิวฉือซิน  ที่เขียนนิยายแนววิทยาศาสตร์มาแล้วมากมาย ทั้งยังเป็นเจ้าของรางวัลระดับโลกอย่าง Hugo Awards ที่มอบให้กับนิยายแนวไซไฟยอดเยี่ยมจากหนังสือไตรภาคชุด The Remembrance of Earth’s Past ซึ่งมีฉบับแปลไทยในชื่อ ดาวซานถี่ อุบัติการณ์สงครามล้างโลก ด้วย ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันระดับหนึ่งว่าเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ในหนังที่ดัดแปลงจากเรื่องสั้นปี 2000 ชื่อ The Wandering Earth (流浪地球) นี้ ย่่อมมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับด้วยแน่นอน

หลิวฉือซิน นักเขียนเอเชียคนแรกที่ได้รางวัล Hugo

แต่กระนั้นพอพี่จีนทำอะไรแล้ว มันย่อมไม่ใช่ธรรมดาอย่างแน่นอน จากแนวคิดตั้งต้นของหลิวฉือซินที่ว่า ดาวฤกษ์นั้นมีอายุไข และดวงอาทิตย์เองก็เช่นกัน หากเมื่อถึงช่วงเวลานั้นจริง โลกเราจะอยู่รอดอย่างไร นำมาสู่พลอตสุดทะเยอทะยานที่ฟากฝั่งตะวันตกคงไม่เคยคิดมาก่อน นั่นคือการเปลี่ยนโลกให้เป็นยานอวกาศยักษ์ ขับเคลื่อนด้วยพลังไอพ่นจากการเผาหินขนาดยักษ์ เพื่อออกจากวงโคจรของระบบสุริยะไปหาดวงอาทิตย์ดวงใหม่ที่ไกลออกไป 4.2 ล้านปีแสง ด้วยโปรเจกต์ ดาวเคราะห์โลกพเนจร ที่ต้องดำเนินการกันยาวนานหลายช่วงอายุคนทีเดียว

หนังได้ผู้กำกับหน้าใหม่แต่อายุไม่น้อยอย่าง กวูเฟิง มากำกับ โดยมีดาราดังจากจีนมาแสดงนำทั้ง อู๋จิง, อู๋ม่งต๊ะ และดาราหน้าใหม่ดาวรุ่งอีกหลายคน โดยเฉพาะ ชวีฉูเชียว ที่รับบทนำแทบแบกหนังทั้งเรื่องทีเดียว

เรื่องราวก็อยู่กับสูตรสำเร็จแนวดราม่าครอบครัวของนักบินอวกาศชาวจีนที่ต้องรับภารกิจออกไปนำทางการโคจรล่วงหน้าให้กับโลก เพื่อแลกสิทธิ์ที่จะให้พ่อกับลูกชายของตนเองได้เข้าอยุ่ในเมืองใต้ดินที่ปลอดภัย โดยไม่ต้องรอสุ่ม ซึ่งประชากรที่ไม่ได้รับสิทธิ์ก็อยู่บนผิวโลกต่อไป และแน่นอนว่าต้องตายในไม่ช้าด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปหลังจากไม่มีดวงอาทิตย์

เขาให้สัญญากับลูกชายไว้ว่า เมื่อลูกชายมองเห็นดาวพฤหัสบดีด้วยตาเปล่า เมื่อนั้นพ่อจะกลับมาหา ซึ่งนั่นก็คือเวลาราว 17 ปีที่โลกจะเดินทางไปถึงดาวพฤหัสบดีเพื่อใช้แรงโน้มถ่วงเหวี่ยงโลกให้เดินทางได้ไกลออกไปด้วย (แนวคิดแบบกระสวยที่ใช้แรงโน้มถ่วงโลกเหวี่ยงเพื่อเดินทางไปดวงจันทร์) และก็ตามสูตรลูกชายโตมากลายเป็นเด็กมีปม ดื้อและต่อต้านพ่อที่ทิ้งเขาไป และก็ตามสูตรต่อมาว่าลูกชายจับพลัดจับผลูติดห้อยไปกับภารกิจของหน่วยกู้ภัยของจีนที่ต้องไปซ่อมฐานแรงขับด้วยอุปกรณ์แกนเบา ด้วยว่าฐานแรงขับเกิดเสียหายเมื่อเจอแรงโน้มถ่วงมหาศาลของดาวพฤหัสบดี อันจะทำให้โลกไม่มีแรงหนีพอที่จะเหวี่ยงตัวและจะกลายเป็นพุ่งชนดาวพฤหัสบดีแทน

ส่วนคนพ่อที่อยู่บนสถานอวกาศก็ทำได้แต่เพียงรับรู้เฝ้าดู เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็จะถูกเอไอที่ควบคุมยานขัดขวางด้วยตรรกะความสมเหตุสมผลไปทั้งหมด (อารมณ์เอไอนี่เหมือนญาติห่าง ๆ จากเจ้า HAL เอไอในเรื่อง 2001: A Space Odyssey) และก็ตามสูตรอีกนั่นล่ะว่าหนังต้องรวมพลังมนุษยชาติเพื่อแก้วิกฤตโดยมีคนจีนเป็นหัวเรือใหญ่สำคัญ แต่ก็ยังดีที่ไม่ได้บอกว่าเป็นรัฐบาลจีนเลยแบบที่หนังฝั่งฮอลลีวู้ดชอบอวยประธานาธิบดี จริง ๆ ก็นึกภาพแบบท่านสีจิ้นผิงมาพูดโน้มน้าวชาวโลกไม่ออกเหมือนกันนะ ก็นับว่าหนังสร้างความแตกต่างได้อยู่เหมือนกันโดยเฉพาะที่ฉากสำคัญย้ายมาเกิดที่อินโดนีเซียด้วย

ในแง่ความสนุุกนั้นก็มีจุดที่รู้สึกแปลก ๆ อยู่บ้าง ด้วยหนังสเกลใหญ่มากก็ต้องมีหลุดบ้างเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะซีจีบางจุดที่ดูยังเคลื่อนไหวไม่เนียนตา หรือบทบังเอิญที่มีอยู่นิดหน่อย แต่ที่เอ๊ะมาก ๆ ก็คงเป็นชื่อเรื่องที่แปลว่าโลกเดินทางไปอย่างไร้จุดมุ่งหมาย ซึ่งไม่จริงเพราะหนังบอกอยู่แล้วว่าโลกจะไปหาบ้านใหม่ที่ไหน และอีกเรื่องก็คือแนวคิดเรื่องการดันโลกพุ่งออกไปนี่ล่ะ ที่คิดว่าการที่โลกหยุดหมุนรอบตัวเองมันต้องทำให้เกิดผลที่ผิดหลักการทางวิทยาศาสตร์อะไรสักอย่างแน่ ๆ แต่ก็ได้แต่เอ๊ะไปกับมันเรื่อย ๆ เพราะถ้าไม่ยอมรับจุดนี้ก็เหมือนจะกลายเป็นดูหนังไม่ได้ทั้งเรื่องนั่นล่ะ เอาเป็นว่าหนังก็ตั้งคำถามชวนให้ถกเถียงในแง่วิทยาศาสตร์กันสนุกดีนะ

ใครอยากเปลี่ยนรสชาติดูไซไฟอลังการ จินตนาการแบบสมจริงสไตล์จีนลองชมได้ที่นี่เลยครับ https://www.netflix.com/watch/81067760

แชร์โพสนี้

[รีวิว] The Wandering Earth: อาร์มาเกดดอนของ ไมเคิล เบย์ ต้องอายม้วน
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...