โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘กรุงไทย’ แชมป์รีเทิร์นกองหุ้น ผลตอบแทนบวกเด่น สวนทางดัชนีติดลบ 15%

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 05 ก.ค. 2563 เวลา 14.16 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2563 เวลา 00.00 น.

ตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีแรกได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ 'โควิด-19' ทำให้ดัชนีปรับตัวลดลงแรงเกือบหลุด 1,000 จุด แม้จะดัชนีจะรีบาวด์กลับมาได้ แต่ยังติด-15.24% ย่อมส่งผลกระทบต่อผลอตอบแทนกองทุนหุ้นไทย 

จากการมูลมอร์นิ่งสตาร์ ประเทศไทย ณ 30 มิ.ย2563 พบว่ากองทุนหุ้นไทยที่ลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ 10 อันดับแรก ทำผลตอบแทนดีสุดติดลบ-5.17%และผลตอบแทนน้อยสุดติด-9.80% ขณะที่กองทุนหุ้นไทยที่ลงทุนหุ้นขนาดกลางและเล็ก 10 อันดับ มีผลตอบแทนสูงสุดเพิ่มขึ้น 7.75% และต่ำสุดที่-2.70%

สำหรับกองทุนหุ้นไทยขนาดกลางและเล็กมีมีเพียง 2 กองทุนที่สามารถทำผลตอบแทนเป็น “บวก” ซึ่งเป็นกองทุนของบริษัทหลักทรัพย์กองทุน(บลจ.)กรุงไทย จำกัด (KTAM) ทั้ง 2 กองทุน คือ กองทุนเปิดกรุงไทยหุ้น เอ็มเอไอ หรือKT-mai มีผลตอบแทนอยู่ที่ 7.75% และกองทุนเปิดกรุงไทย หุ้น Mid/Small Cap หรือ KTMSEQ มีผลตอบแทนอยู่ที่ 3.29%

ทั้งนี้ กองทุนหุ้นไทย ลงทุนกลุ่มหุ้นขนาดกลางและเล็ก กลับมาโชว์ผลตอบแทนโดดเด่น ส่วนหนึ่งสะท้อนมาจากภาพรวมดัชนีตลาดหุ้น mai และ sSET Indexในช่วง6เดือนแรกของปีนี้ปรับตัวลดลง เพียง-3.8% และ-12.7% ถือเป็นการปรับตัวลงน้อยกว่ามาก เมื่อเทียบกับดัชนีSET 100 , SET 50 ,SET Index ที่ปรับตัวลดลงค่อนข้างมากที่-16.4% ,-17.2% และ-15.2% ตามลำดับส่งผลให้ผลตอบแทนรวม (Total Return Index)ของ sSET Index ปรับตัวลดลงเพียง-8.3% ถือเป็นการปรับตัวลง น้อยกว่ามาก เมื่อเทียบกับผลตอบแทนของ SET 100 และ SET 50 ปรับลดลงค่อนข้างมากที่-14.5% และ-15.4% ตามลำดับ 

อีกส่วนหนึ่งมาจากสไตล์การลงทุนของกองทุนประเภทนี้ เป็นการลงทุนในกลุ่มหุ้นค้าขายในประเทศเป็นหลัก(Domestic Demand) เช่น ธุรกิจไฟแนนซ์ โรงพยาบาล สาธารณูปโภค และอาหาร ซึ่งยังเป็นกลุ่มธุรกิจยังอยู่รอดในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19และเติบโตได้ต่อเนื่องแม้หลังยุคโควิด-19 อีกทั้งกองทุนดังกล่าวมีการลงทุนในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่มีสัดส่วนที่น้อยมาก จึงไม่ได้รับผลกระทบหรือ ได้รับผลกระทบน้อยกว่า

นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมากลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ในSET50 อย่างกลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์ เผชิญแรงกดดันหนี้เสียเพิ่มขึ้น และกลุ่มธุรกิจพลังงาน เผชิญแรงกดดันราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ทำให้กองทุนที่ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ ได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะกองทุนที่ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ จะมีสัดส่วนการลงทุนหุ้นในกลุ่ม SET50มากกว่า70% ซึ่งหุ้นส่วนใหญ่เป็นกลุ่มหุ้นธนาคารพาณิชย์และพลังงาน

นางสาวชญาณี จึงมานนท์ นักวิเคราะห์อาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ซ (ประโทศไทย) กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมานี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์และพลังงาน ได้รับผลกระทบอย่างมากในช่วงแพร่ระบาดของโควิด-19 สะท้อนผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนกลุ่มนี้ปรับตัวลงในไตรมาสแรก และไตรมาสสองยังมีแนวโน้มลดลง  ส่งผลให้ผลตอบแทนกองทุนหุ้นไทยที่ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ปรับตัวลงตามค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับกลุ่มหุ้นขนาดกลางและเล็กที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า 

  แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มหุ้นขนาดกลางและเล็กแม้จะมีผลตอบแทนที่ดีกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงมากกว่าในภาวะผันผวน  ดังนั้นอยากให้นักลงทุนมองภาพการลงทุนในระยะยาว พร้อมกับประเมินการรับความเสี่ยงการลงทุนของตัวเองที่สามารถรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหนก่อนตัดสินใจลงทุน

ขณะที่ นายสมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนและลูกค้าสัมพันธ์ บลจ. กรุงไทย กล่าวว่า การคลายล็อกดาวน์ เป็นปัจจัยสนับสนุนให้กลุ่มหุ้นขนาดกลางและเล็ก ยังมีแนวโน้มที่ได้ประโยชน์และเติบโตต่อได้ทำให้กองทุนหุ้นขนาดกลางและเล็กกลับมาเป็นที่สนใจของผู้ลงทุน  แต่จากปีนี้ที่คาดว่าดัชนีตลาดหุ้นจะยังคงผันผวน จาก การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกสอง  ทำให้ กองทุนประเภทนี้มีความเสี่ยงขาลงมากกว่ากลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ โดยดัชนีตลาดหุ้นปีนี้คาดไซด์เวย์ที่ระดับ1,350-,1450 จุด และคาดว่าปีหน้าดัชนีมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1,530 จุด  ดังนั้นแนะนำว่า ในจังหวะนี้ผู้ลงทุนสามารถกลับมาเริ่มพิจารณาทยอยสะสมลงทุนในกองทุนหุ้นไทยในกลุ่มหุ้นขนาดกลางและเล็กได้ แต่ควรมองเป็นการลงทุนระยะยาว3 ปีขึ้นไป เพื่อได้รับผลตอบแทนที่ดี​

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...