ชี้ Q2 ค่าเงินบาทอ่อนสุด 32.50 ร่วงช่วงสั้นผู้ส่งออกถือดอลล์จ้องฟันกำไร
เทรนด์ค่าเงินบาทช่วงไตรมาส 2 อ่อนยวบสุดในรอบปี หลังเงินบาทร่วง 32.20 บาท/ดอลล์ รับผลดอลลาร์แข็ง-ยีลด์บอนด์สหรัฐทะลุ 3% “กสิกรฯ” ชี้บาทอ่อนช่วงสั้น ฟันธง Q3 กลับมาแข็งค่า เตือนปีนี้ค่าบาทผันผวนหนักกว่าปีก่อน CIMBT เผยปัจจัยในสหรัฐลากบาทป่วน ทั้งเลือกตั้งกลางสมัย-เฟดขึ้นดอกเบี้ยเร็วและถี่ ส่วนไทยขึ้นดอกเบี้ยปีหน้า 2 ครั้ง อยู่ที่ 2%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (7-10 พ.ค.) ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่าทะลุระดับ 32.00 บาท ซึ่งอ่อนค่าสุดในรอบปี โดยตั้งแต่ต้นสัปดาห์ (8 พ.ค.) ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ 31.95/97 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลจากค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง โดยคงมีปัจจัยหนุนจากอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล (ยีลด์บอนด์) อายุ 10 ปีของสหรัฐ ที่ยังปรับตัวขึ้นทะลุ 3% และเงินเฟ้อที่ยังมีทิศทางเพิ่มขึ้น เป็นต้น อาจส่งผลให้ธนาคารกลางของสหรัฐ (เฟด) พิจารณาปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นเร็วกว่าคาดการณ์ ส่งผลให้กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา (9 พ.ค.) ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ 32.02/04 บาท/ดอลลาร์ และเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงไปบริเวณ 32.20/23 บาท/ดอลลาร์ ก่อนจะมาปิดตลาดในต่อมา (10 พ.ค.) อยู่ที่ระดับ 32.06/08 บาท/ดอลลาร์
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ช่วงนี้เงินบาทอ่อนค่า 32.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าเร็วกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ ซึ่งเดิมคาดการณ์ว่า ไตรมาส 2 ค่าเงินบาทจะอยู่ที่ 31.20 บาท/ดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม รอบนี้เงินบาทน่าจะอ่อนค่าชั่วคราว เพราะแนวโน้มดอลลาร์ยังแข็งค่าต่อเนื่อง หลังตัวเลขทางเศรษฐกิจสหรัฐปรับตัวดีขึ้น เช่น อัตราว่างงานต่ำลง อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5% ทำให้ตลาดมองว่า เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 3 ครั้งและบางส่วนคาดปรับขึ้น 4 ครั้งในปีนี้
“แต่ไตรมาส 3 นี้ ก็มีปัจจัยที่ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าได้ เช่น การเมืองในสหรัฐ ประเด็นการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ เหตุการณ์ตะวันออกกลางด้วย หากเกิดปัญหาหรือสงคราม นักลงทุนส่วนใหญ่ก็จะถอนสินทรัพย์ในสกุลดอลลาร์ออกไปหาสกุลเงินอื่น เช่น ฟรังก์สวิส ยูโร เยน รวมถึงบาท เราจึงคาดไตรมาส 3 นี้ เงินบาทจะแข็งค่าที่ 31.60 บาท/ดอลลาร์ และกลับไปอ่อนค่าอีกครั้งปลายปีนี้ จึงยังคงเป้าหมายค่าบาทสิ้นปีนี้ที่ 32.00 บาท/ดอลลาร์ ปีนี้จะเห็นค่าเงินบาทผันผวนมากขึ้นกว่าปีที่แล้ว เพราะมีปัจจัยซ้อนหลาย ๆ ด้าน เช่น ข้อพิพาททางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ การที่สหรัฐถอนตัวจากข้อตกลงเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่าน ฯลฯ ดังนั้นภาคธุรกิจจะบริหารอัตราแลกเปลี่ยนยากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ส่งออกที่ส่วนใหญ่เลือกถือเงินบาท เพื่อรอลุ้นค่าเงินบาทจะอ่อนค่าได้มากกว่านี้ โดยไม่ทำเฮดจิ้ง (ป้องกันความเสี่ยง)” นายเชาว์กล่าว
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) กล่าวว่า ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งขึ้น เนื่องจากตลาดมีมุมมองที่ดีต่อตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ และเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง จึงคาดว่าไตรมาส 2 นี้ จะเป็นช่วงที่ค่าเงินบาทอ่อนค่ามากที่สุดในรอบปีอยู่ที่ระดับ 32.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
“โดยอาจจะเห็นค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นในช่วงกลางเดือน มิ.ย. 2561 ที่เฟดจะพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ค่าเงินดอลลาร์ยังแข็งค่าในวงจำกัด เพราะ 1.มีปัญหาเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ทำให้คนยังกังวลในการถือเงินดอลลาร์สหรัฐ 2.การขาดดุลการค้าสหรัฐ ทำให้สหรัฐต้องการให้สกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่าเพื่อแก้ไขปัญหาภายในนี้”
ส่วนในไตรมาส 3 นี้มีโอกาสที่ค่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้น ซึ่งคาดอยู่ที่ระดับ 31.50 บาท/ดอลลาร์ เนื่องจากกระแสเงินทุนไหลกลับเข้ามาลงทุนในกลุ่มประเทศเกิดใหม่รวมถึงไทยที่ยังมีความน่าสนใจ แต่ในไตรมาส 4 นี้ ก็มีปัจจัยที่เงินดอลลาร์สหรัฐพลิกแข็งค่าได้ คือ 1.ความชัดเจนการเลือกตั้งกลางสมัย (midterm elections) 2.เฟดขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งที่ 4 ของปี จะสนับสนุนให้ตลาดสนใจกลับไปลงทุนในสหรัฐมากขึ้น ดังนั้นค่าเงินบาทจึงมีโอกาสอ่อนค่าอยู่ที่ 32 บาท/ดอลลาร์ ในสิ้นปีนี้ พร้อมกันนี้ ได้คาดการณ์การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของไทยว่าจะเกิดขึ้นในปี 2562 ราว 2 ครั้ง จาก 1.5% มาอยู่ 2% และปีถัดไปที่จะขึ้นอีก 2 ครั้ง