โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มาสายแล้วจะทำไม ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 ม.ค. 2563 เวลา 09.33 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2561 เวลา 04.51 น.

คอลัมน์ เอชอาร์ คอร์เนอร์ โดย ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ http://tamrongsakk.blogspot.com

มาทำงานสาย คำสั้น ๆ แต่เป็นปัญหาที่ทุกองค์กรมักพบเจออยู่บ่อย ๆ ซึ่งบริษัทจำนวนไม่น้อยมักจะแก้ปัญหาการมาสายของพนักงานด้วยการ “ลงโทษ” เสียเป็นหลัก และเป็นวิธีเก่าแก่แบบเดิม ๆ

ไม่ว่าจะเป็นการตัดเงินเดือนพนักงานที่มาสาย ซึ่งในบางกรณีก็หักเงินเดือนพนักงานแบบผิดกฎหมายแรงงานอีกต่างหาก แต่บริษัทเคยติดตามผลบ้างไหมครับว่า เมื่อตัดค่ามาสายแล้ว พนักงานยังมาสายอยู่เหมือนเดิมหรือไม่

ประเด็นที่ผมจะนำมาชวนให้คิดในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของการหาข้อสรุปว่า ตกลงบริษัทจะหักเงินพนักงานมาสายดี หรือจะใช้วิธีตัดเงินเดือนพนักงานเมื่อมาสาย ตามระเบียบดีนะครับ

แต่อยากจะให้ข้อคิดบางประการว่า…บริษัทได้หาสาเหตุของการมาสายของพนักงานเจอแล้วหรือยัง ?

เพราะการมุ่งไปที่การลงโทษเป็นหลัก ไม่น่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ตัวต้นเหตุ แต่กำลังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเสียมากกว่า แถมไม่แน่ว่าจะแก้ปัญหาการมาสายได้จริงเสมอไป เพราะพนักงานที่ถูกตัดเงินเดือนจะบอกว่า “บริษัทตัดเงินเดือนลงโทษฉันไปแล้วจะมาเอาอะไรกันอีกล่ะ”

เรามาดูกันไหมครับว่า สาเหตุของพนักงานที่มาสายเกิดจากอะไรกันบ้าง ?

1. เกิดจากพฤติกรรมของพนักงานคนนั้น ๆ โดยตรง เช่น เป็นคนนอนดึกมาก, ชอบเที่ยวเตร่กินเหล้าสังสรรค์ดึก ๆ ดื่น ๆ กับเพื่อนร่วมแก๊งทุกคืน, มีอาชีพเสริมตอนกลางคืน ฯลฯ ก็เลยทำให้ตื่นเช้าไม่ได้ ทำให้ต้องมาทำงานสาย

2. ลูกน้องที่มาสายเป็นคนไม่รับผิดชอบงาน ทำงานปัจจุบันให้เหมือนเป็นงานอดิเรกอยู่ศาลาพักร้อนไปวัน ๆ  เพื่อรองานใหม่ ไม่สนใจงานปัจจุบันก็เลยมาสาย

3. บ้านอยู่ไกลจากบริษัทมาก รถติด ทำให้ฝ่าการจราจรมาไม่ทันเวลางาน ซึ่งเหตุเรื่องรถติดนี่ มักจะนำมาอ้างกันบ่อยมากกว่าสาเหตุอื่น

4. พนักงานมีข้ออ้างสารพัด เช่น ต้องไปส่งลูกที่โรงเรียนตอนเช้า, ต้องดูแลบุพการีที่เจ็บป่วย, ตัวพนักงานเองสุขภาพไม่ดี ฯลฯ

5. เกิดจากตัวหัวหน้างานที่มาสายเสียเอง ให้ลูกน้องเห็นอยู่บ่อย ๆ เป็นประจำ ทำให้ลูกน้องเอาเป็นแบบอย่างบ้างน่ะสิครับ เพราะทีหัวหน้ายังมาสายได้ แล้วทำไมฉันจะมาสายบ้างไม่ได้ล่ะ

6. หัวหน้าเป็นคนขี้เกรงใจลูกน้อง ไม่กล้าว่ากล่าวตักเตือนลูกน้อง กลัวว่าถ้าไปตำหนิว่ากล่าวแล้ว เดี๋ยวลูกน้องจะเคือง ลูกน้องจะไม่รัก ก็เลยทำให้ลูกน้องคนอื่น ๆ เห็นว่าทีเพื่อนเรามาสายไม่เห็นหัวหน้าว่าไง เราก็ me too (แปลว่า กูด้วย) บ้างสิ ผลก็เลยทำให้พนักงานในหน่วยงานนั้นมาสายกันแทบทั้งแผนก

7. หัวหน้างานไปมีข้อยกเว้นให้กับลูกน้อง ที่ทำงานดีที่หัวหน้าปลื้มชื่นชม พอลูกน้องคนนี้มาสายก็ไม่ว่ากล่าวตักเตือนอะไร เพราะไปให้เครดิตเรื่องงานเป็นหลัก ก็เลยทำให้ลูกน้องคนนี้กลายเป็นอภิสิทธิ์ชนในหน่วยงานไป

8. ไม่ประเมินการทำงานในระหว่างทดลองงานให้ดี เห็นพฤติกรรมการมาสายตั้งแต่ตอนทดลองงานแล้ว ยังดันทุรังบรรจุให้เป็นพนักงานประจำ เพราะอ้างว่าไม่มีคนทำงาน ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำยิ่งลายออก มาสายหนักกว่าเดิมเสียอีก

อันที่จริงแล้ว สาเหตุการมาสายน่ะมีมากกว่านี้อีกนะครับ

แต่ทั้งหลายทั้งปวง ท่านจะเห็นได้ว่าคนที่ควรจะต้องคิดหาสาเหตุ หรือป้องกันปัญหาเรื่องพนักงานมาสายที่ดีที่สุด คือ “หัวหน้า” ของพนักงานที่มาสายนั่นแหละครับ

ถ้าหัวหน้ายังปล่อยปละละเลย เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่กล้าว่ากล่าวตักเตือนลูกน้องที่มาสาย คิดได้อย่างเดียว คือถ้าใครมาสายก็ตัดเงินเดือนตามระเบียบ นี่ปัญหาการมาสายก็จะยังคงอยู่อย่างงี้แหละครับ

หัวหน้าจึงควรหันกลับมาดูสาเหตุการมาสายของลูกน้องตัวเอง แล้วแก้ไขพฤติกรรมเป็นรายบุคคล (case by case) เพราะแต่ละคนจะมีปัญหาที่แตกต่างกันไป

ถ้าพยายามแก้ไขทุกอย่างแล้วจนถึงการว่ากล่าวตักเตือนแล้วก็ยังไม่ฟัง ให้ทำอย่างนี้สิครับ

1. แจ้งให้ทราบโดยทั่วกันเลยว่า ประวัติการมาทำงานของพนักงานจะมีผลกับการขึ้นเงินเดือนประจำปี และการจ่ายโบนัสให้น้อยลง จนถึงไม่ให้เลย รวมถึงการงดพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง ถ้าพนักงานคนไหนยังมิได้นำพาและมาสายเกินกว่าที่กำหนดไว้ ก็เตรียมทำใจในเรื่องเหล่านี้เอาไว้ได้เลย

2. ดำเนินการตามวินัย เช่น ตักเตือนด้วยวาจา, ตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร จนถึงการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นครั้งสุดท้ายว่าห้ามสายอีกนะ ถ้ามาสายอย่างนี้อีก บริษัทจะเลิกจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย และค่าบอกกล่าวล่วงหน้าใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อไม่ให้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับพนักงานคนอื่น ๆ แล้วถ้าพนักงานคนไหนยังผิดซ้ำคำเตือนก็เลิกจ้าง ซึ่งจะเป็นการส่งสัญญาณให้พนักงานในบริษัทได้รับรู้ว่าบริษัทจะไม่ยอมรับการมาสายซ้ำซากแบบนี้ได้อีกต่อไป

ทั้งหมดที่ผมบอกมานี้จะเห็นได้ว่า ไม่จำเป็นต้องไปตัดเงินเดือนพนักงานที่มาสาย แต่ใช้วิธีการแก้ปัญหาที่ตัวสาเหตุ (ซึ่งต้องหาสาเหตุให้เจอเสียก่อน) เป็นรายบุคคล แล้วว่ากันไปตามระเบียบวินัย

แต่ที่สำคัญ คือ หัวหน้าแต่ละคนมีความพร้อม และกล้าพอที่จะแก้ปัญหาการมาสายของลูกน้องอย่างจริงจังหรือไม่

ที่สำคัญ คือ…วันนี้หัวหน้าได้เป็นตัวอย่างที่ดีในการมาทำงานตรงเวลาให้ลูกน้องเห็นแล้วหรือยัง ?

เพราะถ้าแม้แต่หัวหน้าเองก็ยังมาสาย แล้วอย่างนี้จะไปตักเตือนว่ากล่าวให้ลูกน้องมาตรงเวลาได้อย่างไร ใครเขาจะไปเชื่อ

คำพังเพยโบราณสอนไว้ว่า “ถ้าหัวส่าย หางก็กระดิก ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” ขนาดแม่ปูยังเดินเบี้ยว จะไปสอนลูกปูให้เดินตรงได้อย่างไรล่ะครับ

บริษัทไหนที่ยังแก้ปัญหาการมาสายที่ปลายเหตุ น่าจะลองนำเรื่องนี้กลับไปคิดทบทวนนโยบายกันดู เริ่มต้นด้วยการจัดการกับหัวหน้าที่มาสายเป็นประจำเสียก่อนดีไหมครับ ?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...