โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"เครดิตเทอม 30-45 วัน" ลดเหลื่อมล้ำ...ช่วย SMEs !!!

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 ส.ค. 2563 เวลา 09.43 น. • เผยแพร่ 22 ส.ค. 2563 เวลา 04.04 น.
ภาพ:pixabay.com/th

คอลัมน์ ร่วมด้วยช่วยกัน โดย รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์, ฐิตา เภกานนท์, ดร.จิตเกษม พรประพันธ์ พลเทพ หอมศรีวรานนท์

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นมรสุมที่ถาโถมเข้าสู่ SMEs ไทย ที่นอกจากจะทำให้ยอดขายลดลง ซึ่งถือเป็นผลกระทบโดยตรงแล้ว ในระยะที่ผ่านมา ผู้ประกอบการ SMEs ยังเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่องที่รุนแรงขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการถูกยืดระยะเวลาการชำระสินเชื่อการค้า (credit term) โดยเฉพาะจากคู่ค้าธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองเหนือกว่า

ภาคธุรกิจของไทยส่วนใหญ่ทำการค้าขายโดยให้สินเชื่อการค้าสอดคล้องกับผลสำรวจทรรศนะของผู้ประกอบการ SMEs โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่พบว่าร้อยละ 96 ของการทำธุรกิจแบบ B2B ให้สินเชื่อแก่คู่ค้าที่ซื้อ-ขายสินค้าและบริการร่วมกัน ดังนั้น“ระยะเวลาการได้รับชำระหนี้จากสินเชื่อการค้า หรือระยะเวลา credit term” จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสภาพคล่องและการบริหารจัดการวงจรเงินสดของภาคธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลา credit term ของภาคธุรกิจในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยปี 2563 ระยะเวลา credit term ที่ SMEs ได้รับจากคู่ค้าเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว มาอยู่ที่ 60 วันโดยเฉลี่ย และบางธุรกิจขยายสูงถึง 120 วัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย-แปซิฟิก เช่น ไต้หวัน 45 วัน อินโดนีเซีย 34 วัน สิงคโปร์ 29 วัน เป็นต้น

นอกจากนี้ SMEs ที่ทำธุรกิจหรือเป็นคู่ค้า (supplier) ให้กับธุรกิจขนาดใหญ่ มีความเสี่ยงสูงจะเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน เนื่องจากมักถูกขยายระยะเวลา credit term ยาวนานขึ้น ผ่านการใช้อำนาจการต่อรองที่เหนือกว่า

จากข้อมูลงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนในปี 2559 พบว่า ระยะเวลา credit term ของบริษัทขนาดใหญ่อยู่ที่ 55 วัน และบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯจะนานถึง 62 วัน ซึ่งสูงกว่าระยะเวลา credit term ของ SMEs ซึ่งอยู่ที่ 30-45 วัน ส่งผลให้ SMEs จำเป็นต้องปรับตัวหาแนวทางให้ลูกหนี้การค้าชำระค่าสินค้าและบริการตามกำหนดการเดิมเพื่อสร้างกระแสเงินสดหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ เช่น ให้แบ่งงวดชำระหรือการให้ส่วนลดเพื่อให้จ่ายตามกำหนดเดิมหรือเร็วขึ้น

การเพิ่มขึ้นของระยะเวลา credit term ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องทางการเงินของภาคธุรกิจนำมาสู่ปัญหาด้านหนี้สิน และความสามารถทางการแข่งขันที่ลดลง หากพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาจากกรณีศึกษาในต่างประเทศพบว่า หลาย ๆ ประเทศได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานระยะเวลา credit term สำหรับภาคธุรกิจ ซึ่งการบังคับใช้และเงื่อนไขแตกต่างกันไป สรุปได้ 2 แนวทางหลัก คือ

1.แนวปฏิบัติสำหรับภาคธุรกิจ (business guidance) เช่น prompt payment code ประเทศอังกฤษ กำหนดให้การซื้อ-ขายระหว่างภาคธุรกิจ (B2B) ต้องชำระหนี้ในสัดส่วน ร้อยละ 95 ของมูลค่าใบแจ้งหนี้ภายใน 60 วัน นอกจากนี้ บริษัทที่เข้าร่วมต้องเปิดเผยและรายงานระยะเวลา credit term ต่อเนื่อง ถือว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นสาธารณะที่ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงและนำไปใช้งานเพื่อกระบวนการตรวจสอบ ติดตามและประมวลผล

2.ข้อกำหนดที่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย (law & regulation) เช่น กฎหมายรัฐสภาฉบับที่ 728 เรื่อง “การคุ้มครองการชำระค่าสินค้าและบริการให้แก่ SMEs” จีนกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน และธุรกิจขนาดใหญ่ ชำระค่าสินค้าและบริการให้แก่ SMEs ภายใน 30-60 วันนับจากส่งมอบ เพื่อบรรเทาปัญหาสภาพคล่องจากผลกระทบการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ให้แก่ SMEs

สำหรับไทย ภาครัฐยังไม่มีแนวทางแก้ไขปัญหาสภาพคล่องโดยการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานระยะเวลา credit term จึงเสนอให้มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (credit term) สำหรับการซื้อ-ขายระหว่างภาคธุรกิจ โดยให้มีผลบังคับใช้และบทลงโทษทางกฎหมาย รวมถึงมีแรงจูงใจด้านบวกให้ภาคธุรกิจปฏิบัติตามดังนี้

1.กำหนดเกณฑ์มาตรฐานระยะเวลา credit term โดยลูกหนี้การค้าจะต้องชำระหนี้ให้แก่คู่ค้าภายในระยะเวลา 30-45 วัน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละประเภทธุรกิจ ซึ่งเกณฑ์มาตรฐานระยะเวลา credit term นี้ สอดคล้องและมีความยืดหยุ่นเพียงพอกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการในประเทศไทย อย่างไรก็ดี ควรมีการศึกษาการกำหนดข้อยกเว้นสำหรับกลุ่มธุรกิจที่เดิมมีการค้าขายด้วย credit term ที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดขึ้น

ไม่เพียงเท่านี้ ควรมีการพิจารณาช่องทางการแก้ไขปัญหาหากมีกลุ่มธุรกิจที่ไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานระยะเวลา credit term รวมถึงการกำหนดข้อยกเว้นสำหรับธุรกิจที่ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ เนื่องจากเหตุผลอันสมควร เช่น กรณีมีปัญหาทางการเงินอย่างหนัก (financial distress)

2.กำหนดให้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯเปิดเผยข้อมูลระยะเวลา credit term โดยเฉลี่ยในการจัดทำแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) โดยการเปิดเผยระยะเวลา credit term ควรนำมาใช้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขการประเมิน socially responsible in-vesting อาทิ การประเมินให้ตราสัญลักษณ์ของคณะกรรมการบรรษัทภิบาลแห่งชาติ (CGR) เพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน (sustainable supply chain)

3.มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดแนวทางการส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจสำหรับภาคธุรกิจให้มีแนวปฏิบัติที่ดี (best practice) ในการลดระยะเวลา credit term เช่น กรมบัญชีกลาง จัดสรรโควตาสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ,ธปท. และสถาบันการเงินกำหนดสิทธิพิเศษทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อ เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้ภาคธุรกิจได้มีเวลาในกาปรับตัว หน่วยงานผู้รับผิดชอบควรกำหนด “ช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่าน (transitional period)” ให้ภาคธุรกิจเตรียมความพร้อมเพื่อสามารถประยุกต์ใช้เกณฑ์มาตรฐานระยะเวลา credit term

อาทิ ประเทศจีนที่ช่วงเปลี่ยนผ่านมีระยะเวลา 2 เดือน ก่อนที่เกณฑ์มาตรฐานระยะเวลา credit term จะมีผลบังคับใช้ และมีบทลงโทษทางกฎหมาย นอกจากนี้ยังควรพิจารณาสร้างกลไกการตรวจสอบ ติดตาม และเพิ่มช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนจากภาคธุรกิจ ประกอบกับการกำหนดตัวชี้วัดกลาง (KPI) ที่ยึดโยงกับหน่วยงานรับผิดชอบ โดยประเมินจากทั้งตัวแปรเชิงปริมาณและตัวแปรเชิงคุณภาพ เช่น จำนวนบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เปิดเผยข้อมูลระยะเวลา credit term ของธุรกิจขนาดใหญ่เฉลี่ยลดลงเป็น 30-45 วันภายในปี 2564 เป็นต้น

โดยสรุป การกำหนดเกณฑ์มาตรฐานระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (ระยะเวลา credit term) ถือเป็นหนึ่งในกลไกการแก้ไขและบรรเทาปัญหาสภาพคล่องให้แก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs อีกทั้งยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำของอำนาจการต่อรองระหว่าง SMEs และบริษัทขนาดใหญ่ โดยควรดำเนินการควบคู่กับมาตรการเสริมสภาพคล่องในมิติอื่น ๆ

อาทิ การส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อประเภท supply chain financing เพื่อเพิ่มเงินหมุนเวียนให้แก่ธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน การสนับสนุนและพัฒนาระบบ enterprise resource planning (ERP) เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ การเสริมสร้างทักษะในการดำเนินธุรกิจภายใต้บริบทของโลกยุคใหม่ เช่น การพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการขยายตลาดบนโลกออนไลน์และการส่งออก เป็นต้น

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...