โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

The Localist เพิ่มพื้นที่แบรนด์ท้องถิ่น สร้างชุมชนคนรักงานคราฟต์

TODAY

อัพเดต 04 พ.ย. 2562 เวลา 14.27 น. • เผยแพร่ 04 พ.ย. 2562 เวลา 13.15 น. • Workpoint News

ตุ๋ย - พัชรดา อินแปลง หนึ่งในผู้ก่อตั้ง The Localist

“เรามองงานคราฟต์เป็นเรื่องซีเรียส” ตุ๋ย - พัชรดา อินแปลง เผยทัศนคติต่อวิชาชีพของเธอ “การมีจุดยืนแบบนี้ทำให้คนที่ทำงานลักษณะเดียวกันในจังหวัดเขารู้สึกว่ามันทำได้ มันไปรอด มันมีทางของมัน”

     จากจุดยืน สู่จุดเริ่มต้นที่ทำให้ตุ๋ยและเพื่อนๆ นักออกแบบอีก 3 แบรนด์ ร่วมกันก่อตั้งร้าน The Localist ขึ้นมา

     อาคาร 3 ชั้น ตั้งอยู่ไม่ไกลจากประตูท่าแพแห่งนี้ เปรียบเสมือนชุมชนเล็กๆ ของกลุ่มคนที่หลงใหลงานคราฟต์ ทั้งในฐานะผู้สร้างสรรค์และลูกค้า ที่นี่มีฟังก์ชั่นหลักๆ 3 อย่าง คือ หนึ่ง ชั้นล่างสุด เป็นพื้นที่กระจายสินค้า โดย 70% มาจากฝีมือของนักออกแบบท้องถิ่น และอีก 30% มาจากเพื่อนนักออกแบบจังหวัดอื่นๆ

     ถัดขึ้นมาชั้นสอง เป็นพื้นที่จัดเวิร์คช็อป เช่น งานเซรามิก งานกระดาษ งานผ้า ฯลฯ ส่วนชั้นสาม เป็นที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว รวมถึงนักศึกษาฝึกงาน มีแค่ 4 ห้องเล็กๆ

The Localist เกิดจากการร่วมหุ้นของเพื่อนนักออกแบบ 4 แบรนด์ คือ ดิบดี, Chatchaiwat Pottery Studio, Ease Studio และ Brown Bike

/ 1 /
กระจายรายได้

ตุ๋ยเล่าว่า ในเชียงใหม่มีนักออกแบบท้องถิ่นจำนวนมาก แต่โรงงานหรือสายการผลิตมีอยู่น้อย ดังนั้นสตูดิโอส่วนใหญ่จึงเป็นคราฟต์สตูดิโอ คือ ออกแบบแล้วผลิตเอง เพราะทำได้ง่ายที่สุดและมีต้นทุนต่ำที่สุด

     “พอเป็นธุรกิจขนาดเล็ก เขามีกำลังผลิตแค่ส่วนหนึ่ง ต่างจากสตูดิโอที่ออกแบบแล้วติดต่อโรงงาน สามารถผลิตซ้ำได้ ในเชียงใหม่มีผู้ประกอบการที่ทำแบบนั้นได้น้อย ใครมาตั้งต้นที่นี่ก็มักจะเริ่มด้วยการทำเอง”

     ด้วยเหตุผลนี้ สตูดิโอส่วนใหญ่ที่นี่จึงมีลักษณะเป็นคราฟต์สตูดิโอ

     หลังจากผลิตชิ้นงานออกมาแล้ว สเต็ปต่อไปคือวางจำหน่าย การฝากขายเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้คนเห็นสินค้ามากขึ้น แต่ช่องทางนี้ก็มีต้นทุนไม่น้อยเช่นกัน “ถ้าเขาเอาสินค้าไปฝากวางในห้างหรือร้านใหญ่ๆ จะโดนหักส่วนแบ่ง 40% หักค่อนข้างเยอะนะคะ การมีร้านแบบ The Localist ทำให้เขามีช่องทางอื่นบ้าง มันเหมือนเป็นกำลังใจให้คนทำงาน ถ้าทำงานเหนื่อยแล้วโดนหักรายได้ไปอีก 40% มันโหดร้ายพอสมควร” ตุ๋ยสะท้อนความรู้สึกของคนทำงาน

     The Localist จึงหักเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งเพียงแค่ให้พอกับค่าเช่าที่และค่าจ้างสต๊าฟเท่านั้น

     “จริงๆ ต้องบอกว่า ตลาดของงานคราฟต์มันเป็นตลาดที่มีความต้องการนะคะ คนชอบก็ซื้อเลย ไม่มีเหตุผล มาจากอารมณ์ล้วนๆ หลายแบรนด์สามารถเข้าสู่ตลาดแมสได้ คือเก่งนะคะ เขาพัฒนาตัวเอง ค่อยๆ เติบโต มันทำได้และไปรอด”

ชั้น 1 ร้าน The Localist เป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้าต่างๆ

/ 2 /
แลกเปลี่ยน - ส่งต่อ

“ประโยชน์อีกข้อนึงของ The Localist คือเรื่อง Movement เราว่าในจังหวัดต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นเชียงใหม่นะ ควรมีพื้นที่ที่คนรู้ว่าถ้าเขาสนใจเรื่องนี้ เขาจะไปที่ไหน เราว่าพื้นที่เล็กๆ ที่เป็นของคนเล็กๆ ไม่ควรมีแค่ 2-3 แห่งในจังหวัด แต่มันควรมีเยอะๆ แล้วก็กระจายตัวอยู่ค่ะ”

     เมื่อถามว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น ตุ๋ยตอบว่าพื้นที่ที่ทำให้คนมาเจอกัน ได้คนแลกเปลี่ยนหรือร่วมงานกันบ้าง มีความสำคัญ เพราะจะทำให้เกิดการต่อยอดไปสู่สิ่งใหม่ๆ

     หมุดหมายของตุ๋ยและเพื่อนๆ จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มพื้นที่ขายสินค้าให้กับแบรนด์ท้องถิ่น แต่รวมถึงการสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนางานออกแบบ และส่งต่อพื้นที่นี้ไปให้คนรุ่นใหม่ด้วย

     “เรื่องนี้สำคัญ พวกเราก็อายุสามสิบกันแล้ว เรารู้สึกว่าวิชาชีพของตัวเองมีประโยชน์ ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำมาหากินอย่างเดียว แต่มันเป็นเรื่องของการส่งต่อให้คนอื่นด้วย เด็กที่เรียนออกแบบอาจมีแค่ 5% ของจำนวนเด็กที่จบมาต่อปี แต่เราเชื่อว่า 5% นี้มีผลต่อการพัฒนาประเทศมากๆ”

     ปัจจุบันเชียงใหม่เป็นเมืองที่มีคอมมูนิตี้ฮับเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ เรียกได้ว่าไม่แพ้กรุงเทพฯ เลย แต่ตุ๋ยมองว่า ยังไม่เพียงพอ “สำหรับคนที่อยากทำงานคราฟต์เป็นงานอดิเรก หรืออยากให้ลูกมีอะไรทำช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ พื้นที่ที่เพิ่มขึ้นมาถือว่ามากพอแล้ว แต่สำหรับนักศึกษาที่เรียนออกแบบยังไม่พอค่ะ”

     “การจะมีนิทรรศการดีๆ เกี่ยวกับคราฟต์หรืองานดีไซน์ให้พวกเขาได้ดู ต้องรองาน Design Week (จัดปีละครั้ง) พูดตรงๆ ว่ายังน้อยมาก สำหรับนักศึกษาที่จะเติบโตไปเป็นบุคลากรที่ใช้การออกแบบผลักดันให้เมืองดีขึ้น” เธอบอกว่าในอนาคต The Localist จะขยับขยายพื้นที่ทำงานที่จริงจังกว่านี้

/ 3 /
งานคราฟต์ (ไม่) แพง

ด้วยความเป็นเมืองท่องเที่ยว การขายงานคราฟต์ให้ชาวต่างชาติอาจสามารถสร้างรายได้ให้กับนักออกแบบอย่างสมน้ำสมเนื้อ แต่สำหรับคนทั่วไป ส่วนใหญ่ยังมองว่า งานคราฟต์แพง ซึ่งตุ๋ยก็ยอมรับ “เพราะค่าครองชีพบ้านเรา ข้าวจานละ 40 บาท แต่ค่าออกแบบ 40,000 บาท มันแพงอยู่แล้ว”

     “เราจะมาคาดหวังให้เขายอมรับค่าออกแบบด้วยค่าครองชีพกับรายได้ที่เขาได้รับ มันสวนทางกัน เราเข้าใจตรงนี้มากๆ เลย ในประเทศที่พัฒนาแล้ว คนมีรายได้มาก เขามีเวลามาสนใจงานออกแบบ แล้วเขาก็ยินดีจ่าย”

     ถึงอย่างนั้น ตุ๋ยเชื่อว่าทัศนคติของคนที่มีต่องานคราฟต์งานออกแบบสามารถปรับเปลี่ยนได้ แต่ต้องใช้เวลา

     “เดี๋ยวนี้คนไปเที่ยวต่างประเทศ เอาแค่ในเอเชีย ไปสิงคโปร์ ไปเกาหลีใต้ เห็นว่างานดีไซน์เปลี่ยนประเทศเขายังไง คนจะค่อยๆ รู้เองว่ามันสำคัญ มันมีผลต่อคุณภาพชีวิต มีผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศค่ะ” เธอทิ้งท้าย

The Localist  www.facebook.com/thelocalistcm

 

เรื่องโดย  รินพร ออกเวหา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...