โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

รู้จักระบบ ENT "เวียดนาม" กำแพงขวาง "ธุรกิจต่างชาติ"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 ก.ย 2564 เวลา 01.16 น. • เผยแพร่ 16 ก.ย 2564 เวลา 01.41 น.

 

อัตรการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามในขณะนี้เป็นที่จับตาของนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่มองเวียดนามในฐานะฐานการผลิตที่มีศักยภาพ แต่สำหรับธุรกิจการค้าและบริการต่างชาติยังคงต้องเผชิญกับกฎระเบียบของเวียดนาม ที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยายตัวของธุรกิจต่างชาติในประเทศสังคมนิยมแห่งนี้

นิกเคอิ เอเชีย รายงานว่า บริษัทต่างชาติจำนวนมากที่เข้ามาลงทุนดำเนินกิจการในเวียดนามกำลังต้องเผชิญกับอุปสรรคจากระบบการประเมินความจำเป็นทางเศรษฐกิจ (economic needs test) หรือ “อีเอ็นที”

โดยระบบดังกล่าวบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2007 เมื่อเวียดนามเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ซึ่งให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเวียดนามในการประเมินและตัดสินว่า จะอนุญาตให้ธุรกิจต่างชาติลงทุนเปิดสาขาใหม่หรือไม่

ซึ่งระบบอีเอ็นทีกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้ธุรกิจต่างชาติหลายรายต้องถอดใจจากการขยายธุรกิจในเวียดนาม เนื่องจากกระบวนการพิจารณาที่ล่าช้าและที่ไม่ชัดเจน

อย่างกรณี “อีมาร์ต” (E-Mart) เชนร้านค้าปลีกรายใหญ่อันดับ 2 ของเกาหลีใต้ที่เข้ามาลงทุนเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ตสาขาแรกในนครโฮจิมินห์ตั้งแต่ปี 2015 แต่อีมาร์ตไม่สามารถขยายสาขาได้ เนื่องจากต้องเผชิญอุปสรรคจากระบบอีเอ็นที

ทั้งที่ธุรกิจค้าปลีกในเวียดนามมีแนวโน้มที่ดีมาก ตามข้อมูลของบริษัทวิจัย “นีลเส็น โฮลดิ้งส์” ระบุว่า จำนวนร้านสะดวกซื้อในเวียดนามปี 2020 เพิ่มขึ้น 6.7% จากปีก่อนหน้า ขณะที่จำนวนซูเปอร์มาร์เก็ตก็เพิ่มขึ้น 3.8% ในช่วงเวลาเดียวกัน

กระทั่งเดือน พ.ค. 2021 อีมาร์ตก็ตัดสินใจขายหุ้น 100% ให้กับ “ทาโก้ กรุ๊ป” (THACO Group) ธุรกิจยักษ์ใหญ่อันดับ 4 ของเวียดนาม และเป็นผู้ผลิตรถยนต์ รวมทั้งตัวแทนจำหน่ายรถยนต์อย่าง “มาสด้า” และ “เปอโยต์”

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว อีมาร์ตจะได้รับค่าสิทธิ (royalty fee) ตามสัญญาแฟรนไชส์จนถึงปี 2030 ขณะที่ทาโก้ กรุ๊ป ตั้งเป้าจะเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ตเพิ่มอีก 3-4 สาขาภายในปี 2022 พ่วงกับการขยายโชว์รูมรถยนต์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท

ลักษณะเช่นนี้ยังเกิดกับธุรกิจข้ามชาติรายอื่น เช่นที่ “เซเว่นอีเลฟเว่น” ที่ขายสิทธิแฟรนไชส์ให้กับ “เซเว่น ซิสเต็ม เวียดนาม” และ “ดังกิ้น โดนัท” ที่ดำเนินการโดย “เวียดนาม ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอเรจ”

ขณะที่ธุรกิจต่างชาติบางรายก็เลือกใช้ช่องทางหลบเลี่ยงระบบอีเอ็นที เช่น การเปิดสาขาใหม่ในห้างสรรพสินค้าและมีขนาดร้านไม่เกิน 500 ตร.ม. ซึ่งได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้โดยไม่ต้องผ่านการประเมินของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

“เฟรด เบิร์ก” ที่ปรึกษาอาวุโสของบริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เบเคอร์ แมคเคนซี ระบุว่า กระบวนการอีเอ็นทีเป็นภาระหนักและเป็นอุปสรรคที่สร้างความล่าช้าในการเติบโตให้กับบริษัทต่างชาติ ทั้งยังเป็นการฉุดรั้งการลงทุนจากต่างประเทศและการเติบโตของเวียดนามด้วย

ขณะที่ “ฌอน ที โงะ” ซีอีโอของบริษัทที่ปรึกษาการตลาด เอฟวี แฟรนไชส์ คอนซัลติ้ง มองว่า เวียดนามยังคงเป็นตลาดกำลังพัฒนาและธุรกิจท้องถิ่นยังต้องการเวลาเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขัน “ซึ่งระบบอีเอ็นทีช่วยให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศค่อยเป็นค่อยไปและสามารถควบคุมได้”

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐบาลเวียดนามเริ่มผ่อนปรนข้อกำหนดมากขึ้น โดยอนุญาตให้บริษัทในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) และประเทศสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ไม่ต้องอยู่ภายใต้ระบบอีเอ็นที แต่บริษัทต่างชาติอื่น ๆ ยังคงถูกจำกัดควบคุม ท่ามกลางโอกาสในเศรษฐกิจของเวียดนามที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...