โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทย โคโคนัท ชู ‘วูล์ฟเฟีย’ อาหารไทยคว้ารางวัลนวัตกรรมระดับโลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 พ.ย. 2565 เวลา 07.06 น. • เผยแพร่ 12 พ.ย. 2565 เวลา 08.14 น.
ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

ไทยขึ้นชื่อว่าเป็น “ครัวของโลก” ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบตั้งแต่ต้นน้ำทำให้ไทยมีจำนวนโรงงานอาหารหลายพันแห่ง ในจำนวนนี้มีผู้ผลิตอาหารรายหนึ่งที่มีความสามารถโดดเด่นจนได้รับรางวัล “Sial Innovation” ระดับซิลเวอร์ (อันดับ 2 ของโลก) เฉือนชนะสินค้า 1,800 รายการจาก 200 ประเทศ ภายในงานแสดงสินค้าอาหารโลก “Sial 2022” ที่ี่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเร็ว ๆ นี้

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและแปรรูปสินค้าแบรนด์ “โคโค่บุรี” เจ้าของนวัตกรรม “ไข่น้ำแช่แข็ง” หรือ “Fresh Frozen Wolffia” ที่ได้รับรางวัล

จุดเริ่มต้นนวัตกรรมวูล์ฟเฟีย

วูล์ฟเฟีย ถ้าภาษาบ้าน ๆ เรียกว่า ไข่น้ำ ถ้าเป็นคนเหนือหรือคนอีสานเรียก ผำ เป็นพืชน้ำลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ ที่สุดในโลก แต่จริง ๆ พืชชนิดนี้มีราก ลำต้น หน่อ แต่ลอยในน้ำเหมือนแหนสีเขียว ๆ

“ถ้าเสิร์ชหลายงานวิจัยบอกว่าผำให้สารโปรตีนสูง มีวิตามินบี 12 นอกจากทำอาหารไทยยังสามารถใช้ทำสลัด สปาเกตตีได้ พืชนี้ใช้เวลาเพียง 4 วันก็เติบโตเต็มที่ เทียบกับการเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ต้องเลี้ยง 45 วัน หมูต้องเลี้ยง 6 เดือน ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนด้วย นี่จึงเป็นการสร้างโปรตีนที่เหมาะสมกับมนุษย์ได้เร็วที่สุด และต้นทุนต่ำ บริษัทต่อยอดนวัตกรรมและสามารถเพาะเลี้ยงผำได้ในระบบฟาร์มปิดได้แล้ว”

คุณสมบัตินี้ทำให้ “Fresh Frozen Wolffia ผ่านกระบวนการคัดเลือกรอบแรกเอาชนะ 1,800 ผลงาน จาก 200 ประเทศ จนได้รับการคัดเลือกให้ชนะรางวัลซิลเวอร์ในครั้งนี้

ธุรกิจดั้งเดิม “ไทย โคโคนัท”

ย้อนไปในส่วนของธุรกิจดั้งเดิม พื้นเพผมคุณพ่อเป็นคนราชบุรี คุณแม่เป็นคนทับสะแก ประจวบฯ เป็นแหล่งมะพร้าวสำคัญของประเทศ เริ่มทำส่งในประเทศ และส่งออก 30 กว่าปี รูปแบบรับจ้างผลิต (OEM) ให้แบรนด์ใหญ่ในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วโลกในยุโรปซื้อเรากว่า 60%

“ปีนี้ผมเป็นบริษัทที่ส่งออกกะทิมากที่สุดในประเทศไทย ธุรกิจมะพร้าวผมว่าเพิ่งจะโตมาสัก 10 ปีหลัง ตั้งแต่มีนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก มีนักท่องเที่ยวเดินทางมากินอาหารไทยแล้วกลับไปที่บ้านเขาก็ทดลองใช้กะทิ น้ำมะพร้าวไปเป็นส่วนผสมของอาหารเขา เช่น ซุป สมูทตี้ เค้ก เบเกอรี่ และอีกเทรนด์มาเสริม คือ วีแกน หรือแพลนต์เบส ทำให้เราเติบโตมาตลอด จากตอนขาย 5 ปีแรก 300-400 ล้านบาท ถึงตอนนี้ยอดขาย 3,000 ล้านบาท โตเป็น 10 เท่า”

ปี’65 กำไร 3 เท่า

ช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา ทุกคนเผชิญกับ inflation และระวางเรือไม่พอ ค่าระวางขึ้นมา 500% จาก 2,500 เหรียญสหรัฐ ขึ้นไป 15,000 เหรียญสหรัฐ/ตู้ แต่เราขายเป็น FOB สิ้นสุดหน้าท่าเรือจึงไม่กระทบมาก แต่ต้องยอมจ่ายสูงให้มีเรือส่ง ตอนนี้ยอดขายเรายังทรง ๆ เทียบกับประเทศยอดขายลดลง 30%

“ช่วงโค้งสุดท้ายปีนี้กำไรเพิ่มมา 3 เท่าจากค่าเงิ่นบาทอ่อนค่า ตลาดใหม่และโปรดักต์ใหม่ คือ อาหารสัตว์เลี้ยงตลาดนี้โตมากเป็นเทรนด์โลกที่คนเลี้ยงหมาแมวมากขึ้น เราเปิดมา 2 ปีแล้วส่งไปใน 25 ประเทศ แบรนด์มูชี่ และ OEM ให้กับตลาดสหรัฐอเมริกา ชื่อ ThaiAwesome และธุรกิจอาหารจากพืช plant based หรือวีแกน แบรนด์ CHOI ทำมา 1 ปี มีทั้งคาลามาลี่ กุ้งชุบแป้งทอด ตอนนี้ตลาดหลัก คือ อเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย”

ฝ่าความท้าทายรุมเร้า

“ที่ผ่านมาไทยเจอสภาวะหลายอย่าง เช่น โควิด โดนโจมตีเรื่องลิงเก็บมะพร้าว เทียบกันตอนโควิดก็ยังโต 30% แต่ปัญหา inflation เศรษฐกิจลดลง กระทบแรงกว่า เพราะโควิดคนตุนของ แต่ตอนนี้กำลังซื้อหาย ซึ่งเราขายในประเทศ 5% ส่งออก 95% ไป 90 ประเทศทั่วโลก ยุโรปเป็นเบอร์หนึ่งกระทบมาก เศรษฐกิจแย่มาก ๆ เงินเฟ้อ ค่าน้ำมัน-ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น 5 เท่าจากเรื่องสงครามรัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อหรือเศรษฐกิจถดถอยคนมักจะซื้อของถูก แต่ของไม่จำเป็นก็ไม่ซื้อ”

แต่อีกสิ่งที่ไทยเสียเปรียบ คือ ภาษีนำเข้ายุโรปเรา 12.8% แพงกว่าเวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ภาษีนำเข้าในยุโรป 0% ไม่มีความตกลง CPTPP การแข่งขันเสียเปรียบเขามาก

อีกด้านคือ มะพร้าวไม่พอ เพราะเราต้องใช้มะพร้าววันละ 300,000 ลูก ถ้าจะปลูกต้องมีสวนสักแสนไร่ ปีที่ผ่านมาเกิดโรคระบาดในมะพร้าว เกษตรกรไทยลดพื้นที่หันไปปลูกยาง ส่วนใหญ่
จึงต้องอิมพอร์ตมะพร้าว เพราะเรามีวัตถุดิบน้อยกว่าอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ 20 เท่า ส่วนราคามะพร้าวเฉลี่ยลดลงสัก 30% ที่ลงหนักคือมะพร้าวกะทิจาก กก.ละ 15 บาท เหลือ 8 บาท ขณะที่ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงขึ้นไป 3 เท่า

กางแผนปี’66

ผมว่าปีหน้ายังหนักอยู่ ดูแล้วไม่ได้คลี่คลาย ถามว่าเราทำอย่างไร เราก็หาตลาดใหม่ เดิมเราขายยุโรป 50% อเมริกา 30% เอเชีย 20% แต่ตอนนี้เราก็จะดันอเมริกาขึ้นมาเป็นสัก 40-50% กะทิขายดีมาก เงินเฟ้อแต่เศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง ส่วนตลาดยุโรปก็ลดลงเหลือ 30% และดันตลาดเอเชียเน้นจีน ตอนนี้จีนขยับจาก 10% เป็น 20% โดยเฉพาะน้ำมะพร้าวขายดีมาก

ปี’66 เดือนมกราคม จะเปิดโรงงานแพลนต์เบสที่จังหวัดราชบุรี กำลังการผลิตเดือนละ 100 ตัน หรือ 1,200-1,500 ตันต่อปี ลงทุนไป 300 ล้านบาท ผลิตยังไม่มาก เพราะเป็นสินค้าราคาแพง แต่สินค้านี้จะโต 4 เท่า เช่นเดียวกับ pet food ปีหน้าโต 4 เท่าเลย กำลังทำแผนขยายธุรกิจอยู่ ส่วนภาพรวมไทย โคโคนัทปีหน้าโตนิดหน่อยสัก 10% แต่กำลังผลิตขยายต่อเนื่องมาสัก 2-3 ปี กำลังการผลิตเรายังเหลือ 30%

จุดแข็ง “นวัตกรรม”

“จริง ๆ แล้ว ไทย โคโคนัท มีโปรดักต์เยอะมาก และได้รางวัลบ่อยมาก เพราะเราจัดสรรงบประมาณ 30-40 ล้านบาท วิจัยและพัฒนา มีทีมงานดีเป็นสิบ ๆ คน ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมเป็น KPI มีการประกวด ซึ่งแต่ละปีเรามีสินค้าใหม่สู่ตลาด 5-6 รายการ”

“จุดสำคัญของการสร้างนวัตกรรม เป็นประเทศเกษตรกรรม แต่เชิงโครงสร้างเราก็จะเสียเปรียบในเรื่องภาษี ในเรื่องต้นทุน แม้กระทั่งเรื่องค่าแรง ค่าแรงแพงสุดในภูมิภาคอยู่แล้ว ฉะนั้น ถ้าเอาสินค้าโภคภัณฑ์ง่าย ๆ หรือสินค้าเก่าไปขาย ในอนาคตเราแข่งขันไม่ได้แน่นอน ฉะนั้นสิ่งที่จะทำให้เรารอดคือ ต้องสินค้านวัตกรรม และต้องหาตลาดใหม่ ๆ เพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต”

“ความยากของการพัฒนานวัตกรรมคือ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี คือ 2 ปีแรกวิจัย อีก 3 ปีทำตลาด ความเสี่ยงคือ มันอาจจะได้การยอมรับหรือไม่ก็ได้ ปัญหาการขาดเงินทุนและตลาด ทำให้สตาร์ตอัพบ้านเรารอด 5% อีก 95% ก็ล้มหายตายจาก แต่เหตุที่บริษัทเรากล้าเสี่ยง เพราะมองว่ามันเป็นอนาคต”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...