โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

20 ปี ปฏิบัติการโปเชนตง บทพิสูจน์ภาวะผู้นำ ในสถานการณ์วิกฤต | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 02 ก.พ. 2566 เวลา 05.08 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. 2566 เวลา 05.08 น.
(Photo by PORNCHAI KITTIWONGSAKUL / AFP)

29 มกราคม พ.ศ.2546 หรือช่วงเวลานี้ของเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

มวลชนเขมรกลุ่มใหญ่ไม่น้อยกว่าห้าร้อยคน ซึ่งกำลังตกอยู่ในอารมณ์คลุ้มคลั่งบุกเข้าสู่สถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ รวมทั้งกิจการห้างร้าน และสถานที่ต่างๆ ของชาวไทยในเมืองนั้น

พร้อมทั้งทุบทำลาย ไล่ล่า จะจุดเพลิงเผา จากความโกรธแค้น “กบ-สุวนันท์ คงยิ่ง” ดารานักแสดงสาวชาวไทยที่โด่งดังระดับซูเปอร์สตาร์

ภายหลังจากที่มีข่าวแพร่สะพัดไปทั่วกัมพูชาว่าเธอให้สัมภาษณ์ดูถูกเหยียดหยามชาวเขมร

และลำเลิกไปถึงขั้นทวงคืนนครวัดให้ตกเป็นของประเทศไทย

รายละเอียดของข่าวลือเรื่องกบ สุวนันท์ ดูหมิ่นชาวเขมรนี้มีเนื้อหาที่รุนแรงอย่างยิ่ง โดยกล่าวอ้างว่าเธอได้ไปออกรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งทางช่อง 7 แล้วพิธีกรถามว่า“คุณเกลียดอะไรมากที่สุดในโลก”

ซึ่งกบตอบว่า“ฉันเกลียดคนเขมรเหมือนกับที่เกลียดหมา เพราะคนเขมรขโมยนครวัดของพวกเรา”

นอกจากนั้น ยังมีคำถามต่อเนื่องมาอีกว่าอยากไปเที่ยวกัมพูชาหรือไม่ และถ้าหากมีโอกาสได้แสดงภาพยนตร์เขมรหรือภาพยนตร์ที่มีผู้กำกับฯ เป็นชาวเขมรจะแสดงหรือเปล่า เธอก็ตอบไปว่า“ยินดีแน่ถ้าเขมรตกลงคืนนครวัดให้กับประเทศไทย”

ตามรายงานของสำนักข่าวเอพี ข่าวดังกล่าวสร้างความเดือดดาลให้กับชาวเขมรอย่างมาก

ถึงขั้นที่มีผู้ชมคนหนึ่งเรียกร้องให้กบ สุวนันท์ “ก้มหัวลงจูบเท้าชาวเขมรเพื่อเป็นการขอโทษ”

รวมทั้งเกิดกระแสการ“แบนไทยแลนด์” คืองดซื้อสินค้าและบริการทุกอย่างของชาวไทยเป็นการตอบโต้

ผนวกเข้าตัวผู้นำประเทศเองที่กระโจนลงมาโหนกระแสกับเขาด้วย

จากการที่สมเด็จฮุน เซน ปลุกกระแสชาตินิยมขึ้นอีกครั้งด้วยการประกาศลั่นว่า

“บางบ้านยังไม่มีแม้กระทั่งพระบรมสาทิสลักษณ์ของกษัตริย์และราชินีแห่งกัมพูชา หรือแม้กระทั่งรูปถ่ายของพ่อแม่ตนเองติดไว้ที่บ้าน แต่เหตุใดกลับมีภาพถ่ายของดาราสาวผู้นี้ติดเอาไว้”

หากมีสติในการเสพรับข่าวสารสักนิด ไม่ว่าใครก็ตามย่อมวินิจฉัยได้เองว่าข่าวการให้สัมภาษณ์ของกบ สุวนันท์ ต้องเป็นข่าวเท็จอย่างไม่ต้องสงสัย

เพราะในความเป็นจริงไม่มีซูเปอร์สตาร์คนใดจะออกมาพูดผ่านสื่อมวลชนอย่างก้าวร้าว หยาบคาย และทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเช่นนี้ได้

แต่ดูเหมือนมีคนตั้งสติฉุกคิดอยู่น้อยเกินไป

ทำให้ในเวลาต่อมาไม่นานข่าวลือนี้ก็กลายเป็นความเชื่อจริงจัง

และกระพือไฟแค้นให้ลามทั่วกัมพูชาในชั่วข้ามคืน

ส่งผลให้เกิดการจลาจลขึ้นที่พนมเปญจนควบคุมสถานการณ์ไม่ได้

สังคมไทยในตอนนั้นได้ผ่านประวัติศาสตร์การได้และเสียดินแดนสมัยอาณานิคมมานานจนไม่มีใครสนใจจะไปทวงคืนดินแดนไหนแล้ว

หรืออย่างร้ายที่สุดคือต่อให้มีใครสักคนคิด เขาก็ไม่กล้าพูดออกสื่อ

อีกทั้งในปี 2545-2546 คนไทยก็ไม่ได้มีปมขัดแย้งอะไรกับชาวเขมรเลย

ดังนั้น การที่นักแสดงคนหนึ่งซึ่งกำลังขึ้นสู่จุดพีกและมีฐานแฟนคลับชาวกัมพูชามหาศาลจะออกมาพูดอะไรที่สิ้นคิดแบบนี้

ผู้ที่มีวิจารณญาณในการเสพข่าวย่อมรู้ได้ทันทีว่านี่คือข่าวปลอม

แล้วเหตุใดชาวเขมรส่วนหนึ่งจึงตกลงหลุมเฟกนิวส์นี้ได้โดยง่าย

เป็นเพราะข่าวที่ออกมาไม่ใช่แค่ข่าวลือแบบปากต่อปากธรรมดา

แต่เป็นข่าวที่เริ่มมาจากหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถืออย่าง “รัศมีอังกอร์” (Rasmei Angkor) ในวันที่ 18 มกราคม 2546

ตามมาด้วยหนังสือพิมพ์ “เกาะสันติเพียบ” (เกาะสันติภาพ) เมื่อ 27 มกราคม หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อข่าวนี้เป็นที่พูดถึงไปทั่ว นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ก็ตอบคำถามนักข่าวและบอกชาวกัมพูชาอย่างเกรี้ยวกราดว่า

“อย่าทำผิดพลาด ดาราสาวคนนี้ไม่ได้มีคุณค่ามากมายเกินกว่าต้นหญ้าที่ขึ้นรายรอบนครวัดแต่อย่างใด”

และประกาศห้ามนำละครไทยที่มีกบ สุวนันท์ ร่วมแสดงอยู่เข้ามาฉายในประเทศ

ข่าวดังกล่าวนี้เกิดขึ้นอย่างจงใจจากใครสักคนที่อยู่เบื้องหลัง เนื่องจากกัมพูชาในขณะนั้นกำลังเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ในช่วงกลางปี

ทำให้ต้นปีมีการงัดวิชามารออกมาใช้เพื่อหวังผลทางการเมืองด้วย

และเครื่องมือที่ใช้เรียกความนิยมได้มากและเร็วที่สุดอย่างหนึ่งก็คือการวิธีปลุกกระแสชาตินิยมนี่เอง

เพราะฉะนั้น ประชาชนชาวเขมรที่ถูก “ปั่น” จนหลงผิดแล้วขาดสติบุกตะลุยไปทำลายทรัพย์สินของคนไทยในตอนนั้นก็คือเหยื่อของโฆษณาชวนเชื่อที่ถูกปลุกเร้าในช่วงก่อนการเลือกตั้งจากมือที่มองไม่เห็น

เมื่อความไม่พอใจของชาวกัมพูชาขยายตัวจนเข้าสู่เหตุจลาจล

สถานทูตไทยเป็นสถานที่แรกที่ตกเป็นเป้าสูงสุด ฝูงชนมารวมตัวกันรายล้อมรอบสถานทูตมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งในที่สุดก็ทลายประตูรั้วบุกเข้าไปภายใน จากนั้นก็เผาอาคารสถานทูตจนวายวอด

ปลดธงชาติไทยลงจากเสา ไล่ล่าหาตัวคนไทยในที่นั้นกันจ้าละหวั่น

เดชะบุญที่ทุกคนหนีเอาตัวรอดไปได้อย่างหวุดหวิดด้วยการปีนออกจากสถานทูตทางด้านหลัง

และส่วนหนึ่งได้รับความช่วยเหลือจากสถานทูตญี่ปุ่นที่อยู่ข้างเคียง

รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้นรับมือกับวิกฤตการณ์อย่างฉับพลัน ด้วยการโทรศัพท์สายตรงถึงฮุน เซน ยื่นคำขาดให้จัดการเรื่องราวเข้าสู่ความสงบโดยด่วน ให้รับประกันความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยในกัมพูชา

หากไม่สามารถจัดการได้ภายใน 1 ชั่วโมง ไทยจะเข้าไปจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ด้วยการส่งหน่วยคอมมานโดเข้าไปในพื้นที่

จากนั้นก็ส่งตัวทูตกัมพูชากลับประเทศ ลดความสัมพันธ์ทางการทูตลงมาอยู่ในระดับอุปทูต และปิดพรมแดนห้ามชาวกัมพูชาเข้าประเทศไทย

คืนวันที่ 29 มกราคม 2546 นับเป็นคืนวันอันยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เมื่อนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ตั้งวอร์รูมขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล สั่งระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพทุกเหล่าทัพภายใต้แผนปฏิบัติการโปเชนตง อันประกอบไปด้วยแผนโปเชนตง 1 และโปเชนตง 2 เพื่ออพยพคนไทยในพนมเปญกลับประเทศทันที

แผน 1 คือการนำคนไทยกลับบ้านแบบปกติผ่านการลำเลียงด้วยเครื่องบิน C-130 จากสนามบินโปเชนตง

ขณะที่แผน 2 คือการนำคนไทยกลับบ้านหากเกิดเหตุรุนแรงที่ไม่คาดฝันหรืออาจลุกลามบานปลายเป็นสงคราม

ทีมปฏิบัติการนำโดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้น และผู้บัญชาการเหล่าทัพ ได้แก่ พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ ผบ.ทบ. พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา ผบ.ทอ. พล.ร.อ.ทวีศักดิ์ โสมาภา ทบ.ทร.

โดยมี พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ ประสานงานกับ พล.อ.เตีย บันห์ ของฝ่ายกัมพูชา จัดตั้งกองกำลังร่วมเพื่อทำการส่งเครื่องบินลำเลียงพล C-130 จำนวน 5 ลำ กับ G-222 อีก 1 ลำ พร้อมทั้งหน่วยคอมมานโดและหน่วยเคลื่อนที่เร็วจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษที่ลพบุรี 110 คนทำการอารักขา

ตลอดจนตระเตรียมอาวุธประจำกายกับสัมภาระจำเป็นพร้อมสำหรับการค้างคืนต่อสู้ในเมืองหากตกอยู่ในวงล้อมของฝูงชนจนไม่อาจเดินทางกลับได้

คล้ายๆ กับในภาพยนตร์เรื่อง Black Hawk Down ที่หน่วยเดลต้าของกองทัพสหรัฐอเมริกาตกอยู่ท่ามกลางกองกำลังฝ่ายตรงข้ามในกรุงโมกาดิชู เมืองหลวงของโซมาเลีย

ในขณะที่กองกำลังทางด้านดอนเมืองเดินทางเข้าช่วยชีวิตคนไทยในแสงแรกของวันที่สนามบินโปเชนตง ทางด้านอ่าวไทยก็ได้ส่งกองเรือเข้าประชิดพรมแดนด้านเกาะกง กับ จ.ตราด นำโดยเรือหลวงจักรีนฤเบศร เรือหลวงพุทธเลิศหล้า และเรือหลวงสุโขทัย พร้อมด้วยเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ เตรียมพร้อมเข้าสู่แผ่นดินกัมพูชาหากจำเป็นต้องทำ

รวมทั้งฝูงบิน F-16 ที่กองบิน 1 นครราชสีมา ที่จัดขบวนรอรับคำสั่งต่างๆ ด้วย

ปฏิบัติการโปเชนตงนี้เป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ หลังจากที่ฝูงบินของไทยออกจากดอนเมืองในตอนรุ่งสางของวันที่ 30 มกราคม 2546 และนำชีวิตคนไทยมากกว่า 700 ชีวิตกลับสู่มาตุภูมิได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย สร้างความประทับใจให้กับคนไทยเป็นอย่างมาก

ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร พลิกสถานการณ์วิกฤตกลายเป็นฮีโร่ได้ในชั่วข้ามคืน

ความนิยมของรัฐบาลไทยรักไทยที่เพิ่งเข้าสู่อำนาจได้ไม่นานก็พุ่งสูงขึ้นจนกลายเป็นกลุ่มอำนาจใหญ่ที่หาใครมาสู้ยาก

ถือเป็นสถานการณ์วิกฤตที่พิสูจน์ภาวะผู้นำของทักษิณครั้งสำคัญ ไม่ต่างอะไรกับการก้าวทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดในกองทัพของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ครั้งปราบกบฏบวรเดช

ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นปรากฏการณ์ร่วมแรงร่วมใจที่เห็นได้ยากยิ่ง เมื่อทุกฝ่ายจับมือกันฟันฝ่าวิกฤตได้อย่างทรงประสิทธิภาพ โดยวางความขุ่นข้องหมองใจที่มีมาก่อนไว้ข้างหลัง

ดังจะเห็นได้จากการประกาศสนับสนุนปฏิบัติการอย่างแข็งขันจากฝ่ายค้าน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นคู่แข่งตัวฉกาจของพรรคไทยรักไทย และเป็นไม้เบื่อไม้เมากับทักษิณมาโดยตลอด

รวมทั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ ซึ่งก่อนหน้านั้นหนึ่งปีได้ถูกทักษิณสั่งย้ายจากตำแหน่ง ผบ.ทบ.ไปเป็น ผบ.สส. ภายหลังยุทธการตอบโต้กองทัพพม่าอย่างเด็ดขาดที่ชายแดนด้านทิศเหนือและตะวันตก

จนนำมาสู่วาทะ “โอเวอร์รีแอกต์” (overreact) อันเลื่องชื่อ

หมายเหตุ : ถ้อยคำสัมภาษณ์ในเครื่องหมายคำพูดยึดตามสำนวนแปลในบทความเรื่อง “เชือดกบ สุวนันท์ สังเวยลัทธิคลั่งชาติ แผนลับฝ่ายค้านเขมร!” ซึ่งไม่ได้ระบุชื่อผู้แปล ในนิตยสารเนชั่น สุดสัปดาห์ ฉบับที่ 557 วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2546 ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...