โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปลัด สธ. ติดตามสถานการณ์โควิด 19 ที่ ศรีสะเกษ และ อุบลราชธานี ย้ำดูแลผู้ป่วยแบบ HI/CI ก่อน และเร่งฉีดวัคซีนเพิ่มภูมิต้านทาน

สวพ.FM91

อัพเดต 18 ม.ค. 2565 เวลา 22.10 น. • เผยแพร่ 18 ม.ค. 2565 เวลา 22.10 น.

 ปลัดกระทรวงสาธารณสุขลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่ รพ.ศรีสะเกษ และ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี แนวโน้มเริ่มพบผู้ติดเชื้อลดลง ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ ย้ำให้จัดระบบการดูแลรักษาที่บ้านหรือในชุมชน เร่งฉีดวัคซีนโดยเฉพาะการฉีดกระตุ้นเข็มที่ 3 ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานลดป่วยหนักลดเสียชีวิต และจัดการโรงพยาบาลตามแนวทาง COVID Free Setting

 วันที่ 18 มกราคม 2565 นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์ทวีศิลป์  วิษณุโยธิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 10 และคณะผู้บริหารติดตามสถานการณ์โควิด 19 ที่ รพ.ศรีสะเกษ และ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี และกล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ระลอกนี้พบว่าเป็นสายพันธุ์โอมิครอนมากขึ้น ซึ่งผู้ติดเชื้อกว่า 90% ไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย อัตราการเสียชีวิตอยู่ในระดับต่ำ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ปรับการดูแลรักษาให้เป็นระบบดูแลที่บ้านหรือในชุมชน (Home Isolation/Community Isolation) เป็นลำดับแรก ซึ่งทั้ง 2 จังหวัดพบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่มีแนวโน้มลดลง สอดคล้องตามภาพรวมของประเทศ ได้ใช้การดูแลผู้ติดเชื้อด้วยระบบ HI/CI มีการจัดตั้ง Call Center ของจังหวัดและศูนย์ประสาน โควิด 19 ประจำอำเภอ/ตำบล ทำให้ผู้ติดเชื้อที่มีผลตรวจ ATK เป็นบวกได้เข้าสู่ระบบ HI อย่างรวดเร็ว โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ติดตามอาการต่อเนื่อง หากมีอาการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นจะส่งต่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อสำรองเตียงไว้สำหรับผู้ป่วยกลุ่มสีเหลืองและสีแดงที่ต้องใช้ออกซิเจนไฮโฟลว์ หรือใช้เครื่องช่วยหายใจ

ทั้งนี้ ได้เน้นให้ดำเนินงานตามมาตรการ VUCA โดยเฉพาะการสื่อสารให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน และจัดทำให้โรงพยาบาลเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากโควิด 19 (COVID Free Setting) เช่น มีการคัดกรองประชาชนที่มารับบริการจากประวัติการรับวัคซีนหรือตรวจ ATK แยกการจัดบริการผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจออกจากผู้ป่วยอื่น เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่กระจายเชื้อ ซึ่งหากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้ดี คาดว่าโรคโควิด 19 จะเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นในอนาคต 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...