ย้อนอดีตไปเป็นแม่ลูกสองที่สามีหมดรัก
ข้อมูลเบื้องต้น
สายฝนที่ตกกระหน่ำลงมาอย่างหนักอีกทั้งยังมีเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังเปรี้ยงป้าง บานหน้าต่างที่ใกล้จะผุพังก็พัดตีกันสั่นไหวราวกับว่ามันจะหลุดออกมาให้ได้ ละอองฝนที่เย็นฉ่ำพัดผ่านผิวเนื้อจนขนลุกซู่ไปทั้งตัว ขนตางอนยาวสั่นไหวราวกับหางนกยูงก่อนดวงตากลมโตจะค่อยๆ เบิกกว้างขึ้น
เธอกลอกตาไปมาราวกับกำลังสำรวจภายในห้องคิ้วโก่งดังคันศรขมวดขึ้นด้วยความแปลกใจ
“ที่นี่ที่ไหนกัน” เธอพูดพร้อมกับลุกพรวดขึ้นนั่งแต่จู่ๆ เธอก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดๆ ขึ้นมา
“ฮือ ฮือ พี่ลี่หมิงเราจะทำยังไงกันดีหม่าม้า ฮือ ฮือหม่าม้าของพวกเราคงตายแล้วแน่เลย ปาป๊าใจร้ายปาป๊าฆ่าหม่าม้า ฮือ ฮือ ฮือต่อไปนี้ใครกันจะปกป้องดูแลพวกเรากันล่ะ”
หญิงสาวหันไปจ้องมองยังเสียงร้องไห้นั่น เธอจ้องมองดูเด็กชายหญิงตัวเล็กๆ ทั้งสองที่นั่งกอดกันร้องไห้ตัวสั่นอยู่ตรงมุมห้อง
“พี่ลี่หมิงดูนั่น หม่าม้า หม่าม้าของพวกเรายังไม่ตาย หม่าม้า หม่าม้าฟื้นแล้ว” เสียงของเด็กหญิงตัวน้อยพูดขึ้นด้วยความดีใจ
เด็กทั้งสองต่างโผลเข้ามากอดเธอไว้แน่น
“หม่าม้า ในที่สุดหม่าม้าก็ไม่ตายในที่สุดหม่าม้าก็ไม่ได้ทิ้งพวกเราไป”
เธอมองดูเด็กๆ ด้วยความฉงนแต่อีกความรู้สึกก็นึกผูกพันแปลก เธอผละเด็กๆ ออกก่อนจะยิ้มให้
“เดี๋ยวก่อนนะพวกเธอเรียกฉันว่าหม่าม้างั้นเหรอจ๊ะ”
พวกเขาต่างพยักหน้าให้เธอพร้อมๆ กัน
เธอนั่งนึกอยู่ครู่
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ฉันจำได้ว่าฉันเกิดอุบัติเหตุรถพุ่งตกคูน้ำแล้วทำไมจู่ๆ ฉันก็มาฟื้นในที่นี่ได้แล้วที่นี่ก็ดูแปลกๆ ไม่เหมือนที่ๆ ฉันอยู่ซักนิด” เธอบนพึมพำคนเดียว
“หม่าม้า หม่าม้าเป็นอะไรไปคะ” เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
เธอมองหน้าเด็กทั้งสองด้วยความแปลกใจ
หม่าม้างั้นเหรอ ฉันยังไม่เคยมีลูกซักหน่อยทำไมเด็กสองคนนี้มาเรียกฉันว่าหม่าม้าล่ะหรือว่า
เธอเหลือบไปมองดูกระจกเก่าๆ บานหนึ่งที่อยู่ข้างฝาผนังก่อนจะรีบลุกออกจากเตียงในทันที
ครั้นเมื่อเธอเห็นเงาของหญิงสาวที่สะท้อนออกมาจากกระจกเธอก็ตกใจเป็นอย่างมากแม้จะมีใบหน้าที่คล้ายเธออยู่บ้างแต่ก็ใช่ว่าจะเหมือนทั้งหมด
“นี่ไม่ใช่ฉันนี่ ทำไมฉันถึงมาอยู่ในร่างนี้ได้” เธอพูดพร้อมกับจับใบหน้านั่นด้วยความตกใจก่อนจะเหลือบไปเห็นปฏิทินที่อยู่ข้างฝาผนัง ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเมื่อพบว่าปีนี้คือปี1977
“หม่าม้า หม่าม้าเป็นอะไรไปครับ” เด็กชายตัวน้อยเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
เธอหันมามองหน้าเด็กชายก่อนจะทรุดลงนั่งคุกเข่าต่อหน้าเขา มือของเธอค่อยๆ จับไปที่หัวไหล่ของเด็กชาย
“เจ้าหนูหม่าม้าของเธอ หม่าม้าของเธออยู่ที่ไหนกัน”
เขามองหน้าของเธออย่างไร้เดียงสาก่อนจะชี้ไปที่ใบหน้าของเธอ
“หม่าม้าก็อยู่ตรงนี้ยังไงล่ะครับ”
เธอขมวดคิ้วแน่น
“หรือว่าฉันตายแล้วแต่ทำไมวิญญาณของฉันถึงได้ย้อนมาอยู่ในร่างของหญิงสาวยุค70กันล่ะนี่อีกทั้งผู้หญิงคนนี้ก็ดูจะมีใบหน้าคล้ายฉันอยู่บ้างหรือเป็นเพราะโชคชะตาที่เกิดมามีใบหน้าคล้ายกันฉันถึงได้มาอยู่ในร่างนี้ โอ๊ยมันเรื่องบ้าอะไรกันยังกับในละคร” เธอพูดพึมพำเบาๆอย่างไม่อยากเชื่อ
“หม่าม้าขา หม่าม้า ฮือ ฮือ หม่าม้า ลี่อิงนึกว่าหม่าม้าจะทิ้งพวกเราไปแล้ว” เด็กหญิงตัวน้อยในวัย3ขวบโผลเข้ามากอดซุกที่ตัวเธอราวกับลูกแมวน้อย
มือน้อยๆ ของเด็กชายยกขึ้นมาอังที่หน้าผากของเธอ
“อาการของหม่าม้ายังไม่ดีขึ้นงั้นเหรอครับงั้นลี่หมิงจะไปเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้หม่าม้านะครับ” เด็กชายที่น่าจะอายุประมาณ5ขวบเอ่ยถามเธอด้วยความเป็นห่วง
เธอมองดูเด็กหญิงและเด็กชายด้วยความเอ็นดูก่อนที่จะเอื้อมไปจับมือของเด็กชายเอาไว้
“ไม่ต้องหรอกจ๊ะ ฉัน เอ่อ หม่าม้าไม่ได้เป็นอะไรว่าแต่เกิดอะไรขึ้นกับหม่าม้ากันล่ะ”
เด็กชายหลุบหน้าลงด้วยใบหน้าเศร้า
“ลี่หมิงมีอะไรงั้นเหรอจ๊ะบอกหม่าม้ามาสิจ๊ะเกิดอะไรขึ้น”
“ปาป๊าผลักหม่าม้าตกน้ำค่ะลี่อิงเห็นกับตา” เด็กหญิงตัวน้อยพูดโพลงขึ้นด้วยใบหน้าตื่นตา
“ว่ายังไงนะ”
“ครับหม่าม้าลี่หมิงกับลี่อิงเห็นกับตาว่าปาป๊าผลักหม่าม้าตกลงไปในน้ำจริงๆ แล้วปาป๊าก็หนีไปโชคดีที่ลี่หมิงกับลี่อิงเห็นเข้าจึงไปขอให้คนแถวนั้นมาช่วยหม่าม้าไว้ทัน”
เธอขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัย
“แล้วปาป๊าตอนนี้อยู่ที่ไหน”
มือเล็กของเด็กชายชี้ไปที่บ้านหลังใหญ่ที่มองเห็นอยู่ไม่ไกลนัก
ทำไมพ่อของเด็กสองคนถึงต้องการฆ่าภรรยาตัวเองด้วยนะ
แนะนำตัวละคร
จางเลี่ยงซู : หมอศัลกรรมสาวสวยในปี2023 และ หญิงสาวที่ทำงานตรากตรำเลี้ยงลูกดูแลสามีจนสภาพทรุดโทรมไร้ซึ่งความสวยงามในปี1977 แม้ทั้งสองจะอยู่ในคนละยุคแต่มีชื่อแซ่เหมือนกันราวกับสวรรค์กำหนด
โจวลี่หมิง : เด็กชายตัวน้อยวัย 5 ขวบที่มีความเฉลียวฉลาดเหมือนผู้ใหญ่
โจวลี่อิง : เด็กหญิงตัวน้อยวัย 3 ขวบ น่ารักขี้อ้อนฉลาดเป็นกรดช่างพูดช่างจา
หมอเติ้งหวังจิ้ง
ลู่ป๋อเหวิน
โจวอู๋ท่ง
ฝากติดตามนิยายเรื่องใหม่ด้วยนะคะ เรื่องนี้จะเป็นแนวอบอุ่นหัวใจ อ่านสบายๆไม่เครียด
บุกบ้านสามีไปทวงใบหย่า
“หม่าม้าขา ลี่อิงรักหม่าม้านะคะ หม่าม้าอย่าจากลี่อิงไปไหนอีกนะ”เธอกอดเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังร้องไห้กระซิกอยู่ในอ้อมแขนของเธอเอาไว้
“ลี่หมิงพาหม่าม้าไปหาปาป๊าของลี่หมิงได้ไหมจ๊ะ”
“หม่าม้า หม่าม้าจะไปทำไมคะปาป๊าใจร้ายมาก ปาป๊าทำร้ายหม่าม้า ปาป๊าไม่รักพวกเราแล้วหม่าม้าอย่าไปเลยนะคะ ลี่อิงไม่อยากให้หม่าม้าถูกทำร้าย”
เธอมองดูเด็หญิงตัวน้อยที่ร้องไห้อ้อนวอนเธอ
ทำไมผู้ชายคนนั้นต้องทำร้ายภรรยาตัวเองกันล่ะ แล้วกล้าปล่อยลูกเมียให้อยู่ในบ้านเก่าๆโทรมๆแบบนี้ได้ยังไงกัน
“ลี่อิงจ๊ะหนูไม่ต้องกลัวไม่มีใครทำร้ายหม่าม้าได้และหม่าม้าจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายลี่หมิงกับลี่อิงด้วยเช่นกัน”
“หม่าม้าแต่ลี่หมิงก็ไม่อยากให้หม่าม้าไป ปาป๊าใจร้ายมากนะครับ”
“ใจร้ายยังไงก็ไม่ควรปล่อยให้ลูกและภรรยาต้องอยู่ในสภาพแบบนี้หม่าม้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าผู้ชายคนนั้นจะทำอะไรหม่าม้า มาเถอะจ๊ะไม่ต้องกลัว”เธออุ้มเด็กหญิงตัวน้อยขึ้นมาไว้ข้างตัวส่วนอีกมือก็เอื้อมไปจับเด็กชายเอาไว้
สายฝนที่เคยกระหน่ำลงมาอย่างหนักค่อยๆซาลงจนเหลือเป็นเพียงละอองเบาๆ
สามแม่ลูกต่างมุ่งหน้าไปที่บ้านหลังสีขาวที่อยู่ห่างกันไม่มากนัก เธอหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูบ้าน
หากจะว่าไปบ้านหลังนี้ก็ดูใหญ่โตน่าจะเป็นคนมีฐานะดีไม่ใช่น้อยแต่ทำไมถึงได้ปล่อยลูกกับภรรยาให้อยู่บ้านเก่าๆได้นะ
มือเล็กค่อยๆเอื้อมขึ้นไปเคาะประตูบ้าน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก……………………
ไม่นานนักก็มีหญิงสาวคนหนึ่งหากดูไม่ผิดน่าจะเป็นสาวใช้ของที่นี่
“คุณนาย คุณนายมาที่นี่ทำไมกันคะ”เธอเอ่ยถามขึ้นด้วยความแปลกใจ
“ฉันมาพบพ่อของเด็กทั้งสองยังไงล่ะ เขาอยู่ไหนไปตามเค้ามาพบฉัน”
“เอ่อคุณโจวอู๋ท่งคงจะไม่สะดวกมาพบคุณนายหรอกค่ะคุณนายกลับไปเถอะนะคะ”
“ชื่อโจวอู๋ท่งงั้นเหรอ หึ”เธอพูดพร้อมกับแสยะยิ้มเบาๆ
“ไปตามเขามาเดี่ยวนี้หากเธอไม่ไปตามเขามาฉันจะเข้าไปตามเขาเอง”
“เฮ้ย เสียงเอะอะ อะไรกันวะ”ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าหล่อเหลาแต่ท่าทางดูน่ารังเกียจเดินออกมาพร้อมกับหญิงสาวน่าจะวัยไล่เรี่ยกับเธอแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเครื่องประดับราคาแพง
“เอ่อ ดิฉันไล่คุณนายกลับแล้วแต่คุณนายไม่ยอมค่ะ”
ชายหนุ่มหันมาจ้องหน้าเธออย่างประหลาดใจ
“จางเลี่ยงซู นี่เธอยังไม่”
เธอยกยิ้มเบาๆให้กับคนตรงหน้าราวกับอยากหัวเราะให้กับใบหน้าที่ดูผิดหวังของเขา
“ยังไม่ตายงั้นเหรอ หึถ้าฉันตายแล้วใครจะดูแลลูกๆกันล่ะเพราะคนเป็นพ่อก็เอาแต่กกผู้หญิงอยู่ตรงนี้”เธอพูดขึ้นก่อนปรายหางตาจะเหลือบไปมองหญิงสาวที่เกาะแขนเขาไม่ปล่อย
“ผู้หญิงคนนี้เป็นใครกันคะ”
เขารีบหันไปยิ้มหน้าเจื่อนให้กับหญิงสาว
“เธอเป็นภรรยาเก่าผมน่ะ ผมกำลังจะหย่ากับเธอ”
“อู๋ท่งคุณอย่าบอกนะว่านังขอทานกับเจ้าเด็กสกปรกสองคนนี้เป็นภรรยากับลูกของคุณ”เธอถามเขาอย่างไม่พอใจ
จางเลี่ยงซูค่อยๆวางลูกสาวลงก่อนจะกอดอกแน่นพร้อมกับจ้องมองหญิงสาวคนนั้นอย่างไม่พอใจ
“หล่อนเรียกใครว่านังขอทานห๊า”
“ยังจะกล้ามาถามอีกก็เรียกพวกแกสามแม่ลูกนะสิ”
หน๋อยไม่โดนฝ่ามือหมอเลี่ยงซูซักครั้งมันคงจะไม่เลิกปากดีสินะ
มือเล็กง้างขึ้นพร้อมจะตบหญิงสาวคนนั้น
“หยุดนะเลี่ยงซูถ้าเธอไม่อยากเจ็บตัว”ชายหนุ่มชี้หน้าเธอราวกับข่มขู่
เธอหันไปจ้องหน้าพร้อมกับแสยะยิ้มเยาะเบาๆให้กับเขา
เพี๊ยะ!ฝ่ามือเล็กๆขอเธอเปลี่ยนทิศไปหาโจวอู๋ท่งในทันที
“เจ็บตัวงั้นเหรอก็ลองดูสิถ้ากล้าแตะต้องตัวฉันกับลูกๆล่ะก็ฉันจะตะโกนให้ชาวบ้านรู้กันให้ทั่วเลยว่าไอ้คนบ้านนี้ทิ้งลูกทิ้งเมียให้ลำบากแต่ตัวเองกลับไปเอาอีตัวมากกมากอด”
“นี่มันจะมากไปแล้วนะเลี่ยงซู”
“มากงั้นเหรอแล้วทีตอนคิดจะฆ่าฉันล่ะคนอย่างคุณมันเลวยิ่งกว่าหมาซะอีกคิดจะฆ่าเมียแล้วยังทอดทิ้งลูกหึฉันไม่คิดเลยว่าจะมีคนจิตใจต่ำกว่าสุนัขหลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้”
“นี่นังสารเลวกล้าดียังไงมาด่าว่าฉันเป็นหมาอยากตายงั้นเหรอ”มือใหญ่ง้างขึ้นมาจะตบเธอ
มือเล็กรีบจับที่ขอมือของเขาพร้อมกับบิดมันอย่างแรง
“โอ๊ย!เจ็บๆๆๆๆ”
“หึ คิดจะตบฉันเหรอฝันไปเถอะ แม่จะหักแขนทิ้งซะดีไหมรู้จักหมอจางศัลยแพทย์สายดำเทควันโดน้อยไปซะแล้ว”
“ปล่อยคนรักฉันนะนังบ้า”
เธอเหลือบขึ้นไปจ้องมองหน้าของหญิงสาวคนนั้นอย่างหงุดหงิด
“หุบปากซะนังแมวขโมยปลาเน่าถ้าไม่อยากเจ็บตัวเหมือนไอ้คนสารเลวนี่”
“เลี่ยงซูปล่อยฉันนะเธอบ้าไปแล้วเหรอ”
“ใช่ฉันบ้า ฉันจะปล่อยแน่ถ้าคุณเซ็นใบหย่าพร้อมยกทรัพย์สินให้ฉันกับลูกครึ่งหนึ่ง”
“จะบ้าเหรออยากหย่าก็อย่าไปสิแต่ทรัพย์สินใครจะยอมโง่แบ่งให้”
“ไม่แบ่งใช่มั๊ยได้งั้นก็เตรียมเป็นไอ้พิการได้เลย”เธอพูดพร้อมกับหักแขนเขาแรงขึ้น
“โอ๊ย เจ็บๆๆๆๆๆๆปล่อยๆๆฉันยอมแล้วฉันยอมแล้ว”
เธอยกยิ้มอย่างพอใจ
“ดีมาก เธอรีบไปเอากระดาษกับปากกามา”เธอหันไปสั่งสาวใช้
“ค่ะๆดิฉันจะไปเอามาให้เดี่ยวนี้ค่ะ”สาวใช้รีบทำตามคำสั่งของเธอในทันที
“หึคิดจะเล่นกับจางเลี่ยงซูงั้นเหรอ”เธอพูดขึ้นเบาๆอย่างสะใจ
ยอมเซ็นใบหย่าพร้อมแบ่งสมบัติ
ไม่นานนักสาวใช้ก็นำกระดาษกับปากกามาให้ตามคำสั่งของเธอ
“นี่ค่ะคุณนาย”สาวใช้รีบยื่นปากกากับกระดาษให้กับเธอ
จางเลี่ยงซูหยิบกระดาษกับปากกามากับสาวใช้
หากจำไม่ผิดกฏหมายของยุค70ถ้ามีการมอบสมบัติให้ใครเจ้าของสมบัติจะต้องเซ็นชื่อหรือประทับตรากำกับกระดาษแผ่นนั้นถึงจะมีผลสมบูรณ์
จางเลี่ยงซูเผยยิ้มเบาๆก่อนจะรีบร่างสัญญาหย่าร้างและกระดาษอีกแผ่นก็สัญญาแบ่งทรัพย์สมบัติครั้นเมื่อเธอเขียนเสร็จก็รีบยื่นให้กับเขาในทันที
“อ้าว รีบเซ็นซะ”
“อู๋ท่งอย่าเซ็นให้พวกมันนะคะ”หญิงสาวรีบห้ามไว้
เธอจ้องหน้าพร้อมกับยิ้มให้หญิงสาวอย่างนิ่งๆ
“โจวอู๋ท่งหากคุณไม่ยอมเซ็นก็บอกลาแขนซ้ายคุณได้เลย”เธอพูดก่อนจะหักแขนเขาแรงขึ้นอีก
“อ๊ากกกกก ยอมแล้วๆฉันยอมแล้ว”เพราะความเจ็บปวดไม่อาจทำให้เขาทนไหวอีกต่อไป
“ยอมแล้วก็เซ็นซะสิ”เธอตะคอกใส่เขาเสียงดัง
มือใหญ่รีบเซ็นหนังสือที่เธอร่างทั้งสองแผ่นในทันที
เมื่อเธอได้หนังสือหย่าและหนังสือแบ่งสมบัติเรียบร้อยเธอก็รีบปล่อยเขาในทันที
โจวอู๋ท่งรีบจับแขนของเขาไว้ด้วยความเจ็บปวด
“อู๋ท่งคุณเป็นยังไงบ้างค่ะ”หญิงสาวรีบเข้าไปประคองเขาเอาไว้ด้วยความเป็นห่วง
จางเลี่ยงซูมองหน้าของชายหนุ่มก่อนจะยกยิ้มหวานให้กับเขา
“ขอบใจมากนะคะคุณโจวอู๋ท่งที่ยอมเซ็นใบหย่าให้กับฉัน อ้อเดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะหาทนายมาคุยกับคุณเรื่องแบ่งสมบัติ”เธอพูดพร้อมกับหันไปหาเด็กๆทั้งสอง
“ไปกันเถอะเด็กๆเรากลับบ้านกัน”เธอค่อยๆพาเด็กๆเดินออกจากหน้าบ้านของโจวอู๋ท่ง
“หึ คนอย่างเธอต่อให้ได้สมบัติไปครึ่งหนึ่งก็ไม่มีปัญญาทำให้งอกเงยได้หรอก ผู้หญิงโง่ที่วันๆเอาแต่เลี้ยงลูกทำงานบ้านราวกับสาวใช้จนความสวยและเสน่ห์ไม่มีหลงเหลืออย่างเธอหย่ากับฉันไปก็ไม่มีใครแล เหอะ”
เธอหันกับมายิ้มเยาะราวกับอยากหัวเราะให้คำดูถูกนั่น
“หึ มาดูกันไหมล่ะว่าฉันกับคุณใครจะรวยกว่ากัน อ่อคุณไม่ต้องห่วงหรอกว่าฉันหย่าแล้วจะมีใครมาสนใจไหมเพราะฉันแต่งงานกับผู้ชายเฮงซวยอย่างคุณเลยมีสภาพเสื่อมโทรมแบบนี้แต่หลังจากการหย่าของเราแล้วฉันว่าฉันคงต้องกลับมาสวยเหมือนเดิมแล้วล่ะค่ะไม่ต้องห่วง ฉันจะสวยและดูดีกว่าผู้หญิงที่คุณกกอยู่แน่ถึงวันนั้นต่อให้คุณจะมาคุกเข่าขอคืนดีฉันก็คงจะไม่เอา”เธอพูดขึ้นก่อนจะพาลูกๆของเธอเดินจากไป
“เหอะ ฝันหวานอยู่รึไงสภาพอย่างเธอทำยังไงก็ไม่มีวันกลับมาสวยได้หนังหน้าทั้งเยินทั้งกร้านหึ ไปเลยรีบไสหัวไป”เสียงของชายหนุ่มพูดจาดูถูกไล่หลัง
“หึ คอยดูก็แล้วกันระดับฝีมือหมอศัลยกรรมอย่างจางเลี่ยงซูมีเหรอจะปล่อยให้ตัวเองโทรม จำคำพูดตัวเองไว้เถอะไอ้ผู้ชายปากหมา”เธอพูดขึ้นเบาๆอย่างไม่พอใจ
ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง
ครั้นเมื่อมาถึงบ้านจางเลี่ยงซูก็ค่อยๆพิจารณาดูบ้านหลังนี้ที่เธอฟื้นขึ้นมาก็พบมันแล้ว
บ้านทั้งเก่าและผุพังแบบนี้เด็กๆทั้งสองจะอยู่ได้ยังไงกันนะ
“หม่าม้าขา ดูโน่นสิคะเตียงนอนของลี่อิงเปียกหมดเลยหลังคารั่วอีกแล้ว”เด็กหญิงตัวน้อยพูดขึ้นพร้อมกับชี้ไปที่เตียงเล็กๆและเก่าเขอะของเธอด้วยใบหน้าเศร้า
จางเลี่ยงซูมองไปที่มือของเด็กหญิงชี้ เธอถึงกับส่ายหน้าออกมาเบาๆด้วยความเวทนา
ทำไมเจ้าของร่างเดิมถึงได้ยอมใช้ชีวิตที่ลำบากแบบนี้ด้วยนะ แค่ลำพักตัวเองลำบากยังไม่พอแต่ให้ลูกๆมาลำบากด้วยนี่ไม่ไหวจริงๆส่วนไอ้สามีตัวดีนั่นก็นะทุเรสสิ้นดี
“หม่าม้า หม่าม้าขา หม่าม้าคิดอะไรอยู่คะ”เด็กหญิงถามขึ้นด้วยความสงสัยมือเล็กจับไปที่มือของจางเลี่ยงซูอย่างอ่อนโยน
จางเลี่ยงซูหันมายิ้มให้กับเด็กหญิงตัวน้อยก่อนจะค่อยๆย่อตัวลงมาหาเธอ มือเล็กจับไปที่หัวไหล่ทั้งสองข้างของเด็กหญิงอย่างเอ็นดู
“เตียงของลี่อิงเปียกหมดแล้วงั้นคืนนี้ลี่อิงก็นอนกับหม่าม้าก็แล้วกันนะจ๊ะ”
เด็กหญิงยิ้มอย่างดีใจ
“เย้ๆคืนนี้ลี่อิงจะได้นอนกอดหม่าม้าซะที ดีจังที่เตียงของลี่อิงเปียก”
เธอยิ้มเล็กๆให้กับเด็กหญิงอย่างเอ็นดู
“นี่ลี่อิงดีใจหรือเสียใจกันแน่จ๊ะที่เตียงของหนูเปียก”
เด็กหญิงรีบโผเข้ากอดจางเลี่ยงซูอย่างน่ารัก
“ก็ทั้งดีใจและเสียใจค่ะ ก็ลี่อิงเสียใจที่เตียงนอนของลี่อิงเปียกแต่ก็ดีใจที่จะได้นอนกับหม่าม้ามากกว่าค่ะ”
โจวลี่หมิงรีบโผลเข้ามากอดจางเลี่ยงซูด้วยเช่นกัน
“ถ้าลี่อิงนอนกับหม่าม้าได้งั้นคืนนี้ลี่หมิงก็ขอนอนด้วยนะครับ นะครับหม่าม้า นะครับลี่หมิงก็อยากนอนกอดหม่าม้าเหมือนกัน”เด็กชายพูดเสียงออดอ้อน
เธอยิ้มให้กับเด็กทั้งสองด้วยความเอ็นดู
“ได้จ๊ะได้เตียงของหม่าม้าก็กว้างมากพอที่จะให้ทั้งลี่อิงและลี่หมิงนอนด้วยได้งั้นคืนนี้เรามานอนด้วยกันเถอะนะ”
“เย้ๆ คืนนี้เราจะได้นอนกอดหม่าม้าแล้วเย้ๆ”เด็กต่างร้องเต้นด้วยความดีใจ
เธอค่อยๆลุกขึ้นพร้อมกับมองไปรอบๆบ้านเก่าๆหลังนี้
“ในเมื่อฉันเป็นเจ้าของร่างนี้แล้วเพราะฉะนั้นบ้านหลังนี้รวมทั้งเด็กๆก็คงต้องเป็นของฉันด้วยสินะ ถ้าอย่างนั้นฉันคงจะให้เด็กๆมีชีวิตความเป็นอยู่แบบนี้ไม่ได้อีกต่อไป เจ้าของร่างเดิมจะเป็นคนยังไงฉันไม่สนแต่ในเมื่อหมอจางเลี่ยงซูได้มาอยู่ในร่างนี้แล้วความเป็นอยู่จะต้องดีต้องเริ่ด”เธอพูดขึ้นเบาๆก่อนจะหันไปมองดูเด็กๆทั้งสอง
“เอาล่ะเด็กๆรีบไปอาบน้ำกันก่อนนะจ๊ะเดี๋ยวหม่าม้าจะไปทำอะไรให้กินจะได้รีบเข้านอนกันนี่มันก็เริ่มจะมืดแล้วหากนอนช้าเดี๋ยวใบหน้าโทรม”เธอบอกกับเด็กๆทั้งสอง
“ครับหม่าม้า/ค่ะหม่าม้า”เด็กๆทั้งสองรีบขานรับก่อนจะรีบพากันไปอาบน้ำแทบจะในทันที
เธอมองดูเด็กๆด้วยความเอ็นดูก่อนจะรีบเดินเข้าไปในห้องครัว
ครั้นเมื่อเธอเดินเข้ามาสำรวจในห้องครัวก็ถึงกับส่ายหัวเบาๆอย่างเหนื่อยใจ
“นี่เขาเรียกห้องครัวจริงๆเหรอเนี่ยะทั้งห้องมีไข่แค่3ใบกับต้นหอมและผักกาดเหี่ยวๆเนี๊ยะนะให้ตายเถอะอยู่ไปได้ยังไงกัน”เธอหยิบไข่และผักขึ้นมาดูด้วยความปวดใจ
“เอาวะมีแค่นี้ก็กินแค่นี้ไปก่อนพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”เธอไม่รอช้าที่จะลงมือปรุงอาหารมื้ออร่อยให้กับเด็กๆถือว่าเป็นโชคดีที่สมัยเธอไปเรียนที่อเมริกาเธอชอบเข้าครัวทำอาหารจีนกินเองบ่อยๆเลยพอมีฝีมือด้านการทำอาหารอยู่บ้าง
ไม่นานนักอาหารที่เธอปรุงขึ้นง่ายๆก็ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทั้งห้องครัว
“แกงจืดไข่น้ำถึงจะเป็นเมนูง่ายๆหน้าตาจืดชืดแต่ถ้าเด็กๆได้ลองชิมก็ร้องโอ้โหแน่ๆ”เธอพูดพร้อมกับยิ้มอย่างพอใจ
โอโห้แน่ๆ”เธอพูดพร้อมกับยิ้มอย่างพอใจ