โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

โลกทั้งใบในโครงการเดียว วิบากกรรมน่ากังขา แอชตัน อโศก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 ส.ค. 2566 เวลา 11.47 น. • เผยแพร่ 05 ส.ค. 2566 เวลา 00.40 น.

จากกรณีคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด ในการเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้าง โครงการแอชตัน อโศก (Ashton Asoke) พัฒนาโดยบริษัท อนันดา เอ็มเอฟ เอเชีย อโศก จำกัด มีหลากมุมมองที่น่าสนใจ และเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ของวงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เมืองไทย

โครงการแห่งทศวรรษ

แอชตัน อโศก เป็นคอนโดมิเนียมสูง 50 ชั้น ชั้นใต้ดิน 1 ชั้น มีจำนวนห้อง 783 ยูนิต สร้างบนที่ดินขนาด 2 ไร่ 3 งาน 47.6 ตร.ว. (4,590.4 ตร.ม.) มูลค่าโครงการ 6,481 ล้านบาท มีพื้นที่ใช้สอยอาคาร 55,000 ตร.ม. อยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS อโศก 150 เมตร และสถานี MRT สุขุมวิท 50 เมตร

ปัจจุบันขายห้องชุดได้แล้ว 668 ยูนิต หรือ 87% ของทั้งโครงการ โดยได้รับใบอนุญาตก่อสร้างเรียบร้อย ผ่านการอนุมัติ EIA และได้รับใบอนุญาตเปิดใช้อาคาร ซึ่งเปิดใช้อาคารมาแล้ว 4 ปี มีลูกบ้านอาศัยรวม 580 ครอบครัว มีทั้งชาวไทยและต่างชาติ

มาวันที่ 27 กรกฎาคม 2566 ศาลปกครองสูงสุด สั่งเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้าง เนื่องจากทางเข้า-ออกของโครงการที่เช่าที่มาจาก รฟม.แล้วนำมาใช้เป็นทางเข้า-ออกนั้น ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ของ รฟม.

ส่งผลให้ทุกฝ่ายช็อกกลางอากาศ และหวั่นใจว่าตึกต้องถูกทุบทิ้ง แล้วคนซื้ออยู่อาศัยจะทำอย่างไร เอกชนและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดรับชอบหรือไม่ กลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่ทุกคนให้ความสนใจมาก ทั้งวิศวกร สถาปนิก และนักกฎหมาย

ย้อนไทม์ไลน์ คอนโดฯขายดี แต่จุดจบคนละเรื่อง

ราว 10 ปีก่อน นับเป็นยุครุ่งเรืองของตลาดอาคารชุดหรือคอนโดมิเนียมตามแนวเส้นทางโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ยิ่งมีทำเลใกล้หรือติดรถไฟฟ้ายิ่งดี เหมือนที่ได้ยินคำโฆษณา “คอนโดฯติดรถไฟฟ้า 0 เมตร”

ขณะนั้นใบจองคอนโดฯเปิดใหม่แทบจะทุกโครงการที่อยู่ติดรถไฟฟ้าได้ถูกซื้อขายเปลี่ยนมือ ทำกำไรกินส่วนต่างกันได้ง่าย ๆ แบบไม่ทันข้ามวัน

กระแสการซื้อคอนโดฯเพื่อลงทุนถูกโหมกระพือหนักขึ้น เมื่อกำลังซื้อต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีนที่เคยต้องการแค่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเป็นบ้านหลังที่สองก็ต้องบินมาซื้อห้องชุด (รีเซล) ในราคาบวกเพิ่มอีกหลายต่อจากคนไทย แปรเปลี่ยนมาเป็นการซื้อผ่านเอเย่นต์ทั้งชาวไทยและชาวจีน ที่เห็นโอกาสจากการลงทุนซื้อห้องชุดครั้งละมาก ๆ เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลง แล้วนำไปขายต่อคนชาติเดียวกัน

แอชตัน อโศก คือหนึ่งในโครงการที่ขายดี sold out ตั้งแต่ช่วงแรกที่เปิดตัว มีห้องเหลือขายไม่กี่ยูนิตที่สยามพารากอนจนต้องแย่งต่อคิวจับสลากซื้อ ทำเอาเจ้าของโครงการและคนซื้อต่างภาคภูมิใจ แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า เมื่อเวลาล่วงเลยมา 7 ปีแล้ว โครงการกลับต้องเผชิญกับวิบากกรรมในรูปแบบที่ยากจะคาดเดา ซึ่งไม่ต่างจากการเมืองไทยที่วุ่นวายซับซ้อน

ปฐมเหตุของปัญหา เมื่อคอนโดฯหรูโดนฟ้อง

กรณีพิพาทกับชุมชนโดยรอบของแอชตัน อโศก ต่างเป็นวิถีที่นักพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ยากจะหลีกเลี่ยง เพราะการก่อสร้างมีมลพิษทั้งเสียง, ฝุ่น, ควัน, แรงสั่นสะเทือน ช่วงตลอดของการก่อสร้าง แม้สร้างเสร็จแล้วก็อาจสร้างสิ่งไม่พึงประสงค์บางอย่าง เช่น รถติดหนักขึ้น เกิดแสงสะท้อนของอาคาร หรือโครงการไปบังลม-บังแดด

ฉะนั้นก่อนรัฐจะออกใบอนุญาตให้ก่อสร้าง จึงต้องรักษามาตรฐานให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามข้อกฎหมายและควบคุมงานก่อสร้างอย่างเข้มงวด พร้อมกับสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนโดยรอบ เพื่อไม่ให้เกิดกระทบกระทั่งจนเป็นเหตุให้สั่งระงับการก่อสร้าง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการและเพื่อนบ้านทุกคนก็ไม่ใช่คนใจร้ายเสมอไป มีจำนวนส่วนใหญ่กอดคอก้าวข้ามผ่านประสบการณ์ของการพัฒนาที่ดินมาแล้ว ดังจะเห็นได้จากสภาพบ้านเมืองที่แปรเปลี่ยน

แต่ต้องยอมรับว่า มีอีกหลายโครงการที่เกิดข้อพิพาท เมื่อชุมชนโดยรอบไม่ให้การต้อนรับ โดยเฉพาะเพื่อนบ้านระดับ elite หรือกลุ่มคนที่มีสถานะพิเศษทางสังคม ดังนั้นการจะสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อนบ้านพิเศษเหล่านี้จะต้องพิเศษจริง ๆ ถือเป็นชั้นเชิงเฉพาะตัวของดีเวลอปเปอร์ มากกว่าการดีลปกติ

จากกรณีของแอชตัน อโศก แม้เจ้าของโครงการจะลงทุนลงแรงและทรัพยากรเพื่อการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนโดยรอบ แต่ก็ต้องตกม้าตายกับการดีลกับเพื่อนบ้านสถานะพิเศษบางคนบางกลุ่ม ทำให้การคัดค้านได้ผล และได้ใช้บริการนักร้องเรียนชื่อดังจนพบการทำธุรกรรมเช่าที่ดินจาก รฟม. อันเป็นเหตุให้เกิดการเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างในที่สุด

ศาลไม่ได้สั่งให้ทุบตึก-ลูกบ้านไม่ต้องย้ายออก

ประเด็นสำคัญในคดีนี้ คือเรื่องการออกใบอนุญาตก่อสร้างชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ใบอนุญาตก่อสร้างคดีนี้เป็นการขออนุญาตตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522

คดีนี้ข้อพิพาทหลักอยู่ที่กฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ. 2543) กำหนดว่า “ที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งอาคารขนาดใหญ่พิเศษจะต้องมีด้านใดด้านหนึ่งยาวไม่น้อยกว่า 12 เมตร ติดถนนสาธารณะที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า 18 เมตร”

กฎกระทรวงนี้มีขึ้นเพื่อประโยชน์ในการเข้าออกระหว่างที่ดินกับถนนสาธารณะที่ต้องรองรับการใช้สอยของคนจำนวนมาก และเพื่อประโยชน์ในการเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในอาคารหากเกิดภัยพิบัติ

ซึ่งการเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างโครงการนี้ ศาลไม่ได้สั่งให้ลูกบ้านย้ายออก และไม่ได้สั่งให้ทุบ ปัญหาเพราะทางออกที่ลูกบ้านใช้เข้า-ออกทุกวันนั้น รฟม.ไม่มีสิทธินำมาปล่อยเช่าให้เอกชนตามที่ระบุ

กทม.ส่งหนังสือให้เอกชนยื่นคำขอใบอนุญาตใหม่

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นจนถึงขณะนี้เป็นเรื่องขั้นตอนทางกฎหมายที่ระบุชัดเจนในกฎหมายควบคุมอาคาร มติที่ กทม.ทำไปนั้น ถือเป็นการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง กทม.ยุคนี้ไม่เอื้อประโยชน์ให้ใคร เราต้องดำเนินการตามกฎหมายและปฏิบัติตามคำสั่งศาล

ซึ่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ระบุในมาตรา 40 (3) ให้ กทม.ออกคำสั่งตามมาตรา 41 ได้ นั่นคือ ถ้าการกระทำดังกล่าวสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ กทม.ต้องออกคำสั่งให้เจ้าของอาคารมายื่นคำขอใบอนุญาตใหม่ ซึ่งการออกคำสั่งดังกล่าวต้องให้เวลากับผู้ยื่นไม่น้อยกว่า 30 วัน หากมีเหตุอันควรก็สามารถขยายเวลาได้ แต่ถ้าทำตามมาตรา 41 แล้ว ผู้ยื่นไม่ทำตาม ก็ต้องไปถึงมาตรา 42 ซึ่งเป็นขั้นรื้อถอนอาคาร ดังนั้นจึงต้องให้เวลาผู้ยื่นทำตามมาตรา 41 ก่อน

สรุปทางออก-เอกชนหาที่ดินเพิ่ม

เพื่อการแสวงหาทางออกร่วมกัน ล่าสุด บริษัทจะยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างใหม่ โดยการซื้อ หรือหาที่ดินเพิ่มเติมและได้หารือกับสถาบันการเงินบ้างแล้วในการเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนของลูกบ้าน

ส่วนกระแสที่เกิดในโซเชียลมีเดียถึงการตั้งราคาขายอาคารด้านหลังโครงการนั้นแพงเกินจริง อย่างตึกแถวจะขายห้องละ 250 ล้านบาทนั้น ถือเป็นดราม่า แต่บางยูนิตประกาศไม่ขายนั้นถือว่าสิทธิส่วนบุคคลและความพอใจ

ซึ่งทั้งหมดอยู่ระหว่างการเจรจากับเจ้าของที่ดินโดยรอบที่พอจะตกลงราคาและช่วยเหลือกันได้ เพื่อให้มีการสร้างทางเข้า-ออกใหม่อย่างถูกกฎหมายโดยกรรมสิทธิ์ผู้ถือครองที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566 นายพิสุทธิ์ รักวงษ์ ตัวแทนนิติบุคคลในฐานะทนายความ, นางสาวกุลชลิกา รุ่งวรา ตัวแทนลูกบ้านร่วมแถลงข้อเรียกร้อง

“เราขอแค่ให้เราได้อยู่ตึกเรา และมีใบอนุญาตใหม่อย่างถูกต้องเหมือนตึกอื่น ๆ เราเชื่อว่าเราซื้อสิ่งที่ถูกต้องตามกระบวนการของราชการ ส่วนของอนันดาฯกับทางราชการไม่เกี่ยวกับลูกบ้าน จึงอยากให้ภาครัฐเห็นใจลูกบ้าน เราไม่อยากอยู่ด้วยความกลัว” นางสาวกุลชลิกากล่าว

ตอนนี้ทางเข้า-ออกมีทั้งสมาคมนามธารีสังคัตแห่งประเทศไทย (สมาคมซิกข์) และซอยสุขุมวิท 19 รวมถึงขอใช้ทางเข้าร่วมกับศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 อโศก

ไม่มีใครอยากให้เกิด โทษใครไม่ได้

ทนายพิสุทธิ์กล่าวว่า อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ต้องรับผิดชอบร่วมกัน คงโทษใครไม่ได้ ในฐานะผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบกับลูกบ้านก่อนเป็นอันดับแรก แต่กรณีที่รัฐไปทำความเสียหายให้กับใครก็ว่ากันเป็นรายกรณี

ผมตั้งข้อสังเกตว่า ลูกบ้านในฐานะผู้บริโภคเวลาไปซื้อคอนโดฯต้องรอบคอบ แต่การตรวจสอบใบอนุญาต หรือเจ้าของโครงการเสนอขายโดยที่ยังไม่ได้ใบอนุญาตก่อสร้างนั้น ถือเป็นการผลักภาระให้ผู้บริโภคหรือไม่ เป็นประเด็นน่าคิด

ไม่เช่นนั้น ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยจะไปต่อด้วยความยากลำบาก การขยายชุมชนแบบเมืองก็จะเกิดปัญหามากขึ้น ถือเป็นปัญหาระดับประเทศ ต้องแก้ไขร่วมกันโดยเร็ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...