โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

อาม่าท้ารบ

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 28 พ.ค. 2567 เวลา 07.15 น. • กาวหมด
เมื่อเธอตื่นขึ้นมาอีกครั้งในร่างของตนเองที่นอนติดเตียง และพบว่าตนเองและหลานชายกำลังถูกไล่ที่ แถมเป็นหนี้ท่วมหัว

ข้อมูลเบื้องต้น

เมื่อนักเวทหญิงแห่งยุคถูกลอบทำร้ายและตกตาย สุดท้ายจึงกลับมาอยู่ในเดิมของตนเอง แถมไม่พอยังกลายเป็นผู้ป่วยนอนติดเตียง ร้ายกว่านั้นคือบ้านก็กำลังจะไม่มีอยู่ เพราะเจ้าหนี้มาตามขู่อยู่หน้าบ้านทุกวัน

แล้วเธอต้องทำอย่างไร ไปโลดแล่นอยู่ในโลกอื่นอยู่ตั้งนาน จู่ ๆ กลายเป็นอาม่่าติดเตียง

จากใจนักเขียน

เรื่องนี้นักเขียนอยากเขียนมานานมาก ๆ แล้ว ทำปกไว้ตั้งแต่ต้นปี แต่หลี่เพ่ยหยายังไม่จบจึงยังไม่ได้เปิดเรื่อง ตอนนี้ได้เวลาอันเป็นมงคล เปิดค่ะ

คำเตือน

อ่านนิยายให้เป็นนิยายนะคะ

ช่วยคอมเม้นท์กันอย่างสุภาพอย่าตัดรอนกำลังใจนักเขียนเลยนะคะ นักเขียนอ่อนไหวมาก ก.ไก่ ล้านตัว

ใครที่ช่วยเตือน คำผิด คำซ้ำ คำสลับที่ ให้อิไรท์ อิไรท์ขอขอบคุณมาล่วงหน้าด้วยเจ้าค่ะ กราบงาม ๆ

จะพยายามลงนิยายวันเว้นวัน หากจะมากกว่านั้นก็แล้วแต่แรงปาเกิบ ถ้าคิดจะปาทุเรียน ขอแบบมีเนื้อมาด้วยไม่เอาแต่เปือกนะคะ

ตอนที่ 1

ด้านหลังก้อนหินขนาดใหญ่มีหญิงสาวนางหนึ่งพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดให้มากที่สุด แต่ไม่ว่าจะมากแค่ไหนก็เหมือนว่ายังไม่มากพอ หน้าอกของเธอเดี๋ยวยุบเดี๋ยวแฟบ ความตึงเครียด ความอ่อนล้า ถาโถมเข้ามาใส่ทุกสัดส่วนบนร่างกาย แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังตื่นตัวเต็มที่อยู่ตลอดเวลา

“ฮวาเอ๋อ มอบติ่งเสินหนงให้กับอาจารย์เถอะ” เสียงของชายหนุ่มผู้หนึ่งดังขึ้น เขาพยายามทำเสียงให้อ่อนโยนที่สุด และจริงใจที่สุด ทว่ากลับไม่ได้ทำให้คู่สนทนาปริปากพูดแม้แต่ครึ่งคำ

สายตาของหญิงสาวเย็นชาจนถึงขั้นสุด มือของนางถือบางอย่างเอาไว้ ดูแล้วคล้ายกระถางธูปทรงสี่เหลี่ยมมีฉลุลายแปลกตา นี่คือสิ่งที่อาจารย์ต้องการ และเขาใช้วิธีการมากมายเพื่อหลอกลวงให้เธอนำมันออกมา

ติ่งเสินหนงคือกระถางต้นกำเนิด ที่สามารถหลอมอายุวัฒนะได้ แม้เซียนจะมีออายุขัยยืนยาว แต่หากไม่สามารถเลื่อนระดับได้สุดท้ายก็ต้องกลับเข้าสู่วัฏสงสารอยู่ดี เพราะเหตุนี้ยาอายุวัฒนะที่เป็นเหมือนดั่งตำนานจึงยังมีผู้คนพยายามเพื่อที่จะได้มันมาครอบครอง แม้จะแลกด้วยอะไรก็ตาม

อาจารย์ของนางนามว่าซ่งหยุน เขาคัดเลือกหญิงสาวและชายหนุ่มที่มีจิตใจใฝ่ดีมากมาย และส่งเข้าบททดสอบเพื่อเข้าครอบครองติ่งเสินหนง และผู้ที่ครอบครองมันคือนาง

นางอาจจะมอบของสิ่งให้อาจารย์ได้โดยง่าย หากไม่ไปเผลอรู้ความลับของชายหนุ่มมาเสียก่อน นอกจากการใช้สมุนไพรหลอมยาอายุวัฒนะแล้ว อีกหนทางหนึ่งคือการหลอมมนุษย์ให้กลายเป็นยา

หากมนุษย์ที่อาจารย์ต้องการหลอมเป็นคนชั่วช้า นางจะไม่ขัดขวาง แต่มนุษย์ที่ซ่งหยุนต้องการกลับเป็นเด็กทารกไร้เดียงสา ต่อให้นางไร้หัวใจแค่ไหนก็ยอมไม่ได้

ยิ่งตัวนางเองนั่นเคยมีอดีต นางเป็นผู้ที่ระลึกชาติได้ ในภพก่อนนางมีทั้งลูกและหลาน การจะมองเห็นเด็กตาดำ ๆ ถูกนำไปหลอมเป็นยาอย่างไรก็ทำใจไม่ได้

“ฮวาเอ๋อ อาจารย์เปรียบเสมือนพ่อ อาจารย์ไม่ได้คิดทำร้ายเจ้า” ชายหนุ่มยังคงกล่าวอย่างใจเย็น

ขาของจิมฮวายังมีแผลขนาดใหญ่เป็นรอยไหม้ที่เลือดไหลออกมาตลอดเวลา นางยิ้มขืนให้ตัวเอง คนที่บอกว่าไม่ทำร้าย แต่ตั้งใจจะฆ่าเพียงเพื่อปิดปาก

ติ่งเสินหนงเป็นวัตถุต้นกำเนิด ที่เกิดมาพร้อมฟ้าดิน ผู้ครอบครองต้องเป็นผู้ที่คู่ควรช่งหยุนพยายามแล้วหลายต่อหลายครั้งทว่าสุดท้ายกับคว้าน้ำเหลว ในที่สุดเขาก็คิดวิธีการหนึ่งออกมาได้

เขารับศิษย์จำนวนมากเพื่อหาคนที่ด่านทดสอบติ่งเสินหนงจะยอมรับ ในที่สุดก็มีคนที่พิชิตและได้ครอบครองมันจริง ๆ เพียงแต่ว่าเด็กคนนี้กลับเป็นคนหัวดื้อ เรื่องที่ผิดศีลธรรมกลับไม่ยอมทำไม่ว่าอย่างไร สุดท้ายเขาจึงเลือกจะจบชีวิตนาง ไม่คิดว่าจะผิดแผน หลานจิมฮวาสามารถต้านการโจมตีสุดกำลังของเขาไว้ได้ จึงพอรักษาตัวรอดหลบหนีมาได้จนถึงตอนนี้ ซึ่งเบื้องหน้าไม่มีทางให้หนีต่อไปอีกแล้ว

หญิงสาวไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร นางไม่อยากตายแต่ตอนนี้นางมีทางเลือกเพียงสองทาง หนึ่งคือยอมมอบตัวแต่โดยดี สองคือยอมกระโดดลงหน้าผาไปเสีย ไม่ว่าทางเลือกไหนก็มีแต่ตายกับตายทั้งนั้น

นางมองติ่งเสินหนงในมือ หากนางมอบตัวซ่งหยุนจะได้ติ่งเสินหนงไปครอบครองอย่างแน่นอน ส่วนตัวนางก็ใช่ว่าจะรอด นางรู้จักนิสัยอาจารย์ของตนเองดีพอ แต่หากโดดลงหน้าผา ไม่แน่ว่าอาจจะรอด แม้โอกาสจะมีไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วนก็ตาม

“ฮวาเอ๋อ อาจารย์สัญญากับเจ้าว่าจะไม่ทำอะไรเจ้าเด็ดขาด” ซ่งหยุนยังคงพยายามใจเย็น และใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด เขาย่อมรู้จักศิษย์ของตนเองดีพอ หวานจิมฮวาแม้จะเป็นคนเจ้าเล่ห์ แต่ยึดติดกับศีลธรรมอยู่พอสมควร เพราะเหตุนี้เขาจึงเลือกนางให้เข้าสู่ด่านทดสอบติ่งเสินหนง

หญิงสาวยังคงเงียบ นางกอดกระถางรูปสี่เหลี่ยมเอาไว้แน่น ก่อนจะกัดริมฝีปากแน่น ผละตัวออกจากก้อนหินที่หลบซ่อน นางไม่ได้ปรากฏตัว

“ซ่งหยุน ข้าเคยนับถือเจ้าเป็นอาจารย์ ถึงตอนนี้จะถูกด่าว่าอกตัญญูข้าก็ไม่ยอมมอบมันให้เจ้า” หญิงสาวพูดจบก็ทิ้งตัวลงสู่ผาลึกเบื้องหน้า

“ฮวาเอ๋อ หากเจ้าไม่ชอบทำเรื่องผิดศีลธรรมก็ไม่ต้องทำ แบบนี้ดีหรือไม่? เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องที่เจ้ากังวลจะไม่เกิดขึ้น นั่นเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด” ชายหนุ่มอยู่ด้านหลังก้อนหินยังพยายามพูดกล่อม ทว่าหลังจากพล่ามอยู่หลายประโยคก็ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ อีก เสียงหายใจเหนื่อยหอบก็หายไปแล้ว เขาขมวดคิ้วรู้สึกถึงความผิดปกติ ค่อย ๆ ย่องเดินมาดูตรงจุดที่ศิษย์รักศิษย์ทรยศควรจะอยู่ สิ่งที่พบมีเพียงความว่างเปล่า

“หายไปไหน หายไปไหน?” ชายหนุ่มรู้สึกร้อนรน เดิมคิดว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุมแล้ว แต่ทุกสิ่งกลับผิดพลาดในขั้นตอนสุดท้าย เขาเดินวนรอบ ๆ ไม่เห็นเส้นทางที่หญิงสาวจะหายไปได้ จึงชะโงกหน้ามองดูตรงหน้าผา มีเพียงความว่างเปล่า

“เข้ามาเดี๋ยวนี้” ซุ่งหยุนตวาดเสียงดัง ศิษย์ที่ถูกเขาสั่งให้รออยู่แต่ไกลจึงได้ยิน และวิ่งกรูเข้ามารับคำสั่ง

“ครับอาจารย์”

“ศิษย์พี่ของเจ้ากระโดดหน้าผาหนีความผิดไปแล้ว หานางให้พบ ห้ามแตะต้องตัวนางโดยเด็ดขาด รวมถึงของทุกอย่างของนาง มันอาจจะมีพิษ ถ้าเจอแล้วบอกอาจารย์ อาจารย์จะจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง”

ด้วยความสูงขนาดนี้เขาไม่เชื่อว่าศิษย์ตัวดีของเขาจะรอดไปได้

หลานจิมฮวาทิ้งตัวลงจากหน้าผาอันสูงชัน ไร้การสิ่งขวางกั้นมีเพียงแรงต้านจากสายลมเล็กน้อยเท่านั้น หญิงสาวกระชับกระถางทรงสี่เหลี่ยมเอาไว้แนบกายก่อนจะหลับตาลงปล่อยให้ร่างกายปะทะกับพื้นเบื้องหน้าที่ใกล้เข้ามา

โดยไม่ทันได้สังเกตว่าเลือดของตนเองที่ไหลออกมานั้นกำลังไหลเข้าสู่ติ่งเสินหนงอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดมันก็เปล่งแสงสว่างจ้าออกมา

นางลืมตาขึ้นมาอีกครั้งด้วยความอึดอัด รู้สึกเหมือนร่างกายหนักอึ้งไปทั้งตัว มีความปวดเมื่อยไปทุกสัดส่วน เมื่อพยายามยกมือขึ้นกลับไม่สามารถทำได้ ลำคอแห้งจนเหมือนไม่ได้ดื่มน้ำมานานนับปี

“อ๊า!!” นางตั้งใจพูดคำว่าน้ำ ทว่าเสียงที่เปล่งออกมาทั้งแหบแห้งและไม่เป็นคำ

“แม่ อาม่า อ่าม่าร้อง” เสียงของเด็กหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้น ทำเอาหลานจิมฮวาถึงกลับนิ่วหน้า

“อาม่าฟื้นแล้วเหรอ อาม๊า อาม๊าได้ยินฉันไหม?” หญิงวัยกลางคนพยายามโบกมือไปมาทว่ายังไร้การตอบสนองจากร่างชราบนเตียง มีเพียงดวงตากับคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเท่านั้นที่พอจะยืนยันว่าอาม่านิทราได้ฟื้นขึ้นมาจากการหลับใหลแล้วจริง ๆ

“แม่ เอาไงดี"

“เดี๋ยวรอดูก่อน ถ้ายังไงจะเชิญลุงหมอมาดูอาการสักหน่อย ไม่รู้ว่าดีขึ้นจริง ๆ หรือเป็นอย่างอื่น” อรอินพูดอย่างกังวล

คนที่ป่วยหนัก ๆ เป็นเวลานาน ๆ เมื่อดีขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ส่วนใหญ่อีกไม่นานก็จะจากไป

ในขณะเดียวกันแม้ภายนอกจะเป็นเพียงร่างชราที่นิ่งสงบ ทว่าภายในกลับมีเรื่องราวในชีวิตก่อนไหลเข้ามาสู่ความทรงจำ หญิงสาวบอกกับตนเองว่านี่สมควรเป็นความฝันตื่นหนึ่ง นางเกิดใหม่แล้ว ใช้ชีวิตที่ดีแล้ว นี่อาจจะเป็นความฝันเพราะคิดถึงลูกชายหลานชายและลูกสะใภ้มากเกินไป

หลานจิมฮวาพยายามจับต้นชนปลาย ถ้านี่คือความฝันสักครู่นางอาจจะตื่นขึ้น ร่างกายของนางตอนนี้อาจจะบาดเจ็บสาหัส จึงทำให้ขยับตัวไม่ได้ทุกส่วนภายนอกภายในจึงหนักอึ้งอยู่เช่นนี้

จนกระทั่งสายบางอย่างที่อยู่ตรงจมูกถูกดึงออก และอีกครู่หนึ่งสายขนาดเท่าเดิมก็ถูกสอดเข้ามาทางจมูกอีกครั้ง

มันคือสายสำหรับให้อาหารทางสายยาง ที่คาดเดาว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้ว

ถ้าไม่เจ็บท้าให้ลองเอากันเอง ไม่ต้องพิสูจน์ให้เสียเวลา นี้เรื่องจริงแท้แน่นอน

จากหญิงสาวอัจฉริยะดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งสำนักเซียนกลายเป็นอาม่าติดเตียงเพียงชั่วลมหายใจ

ตอนที่ 2

หญิงชรานางนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นตัวนางเองในชาติก่อน ก่อนที่จะไปเกิดใหม่เป็นหลานจิมฮวา โดยในร่างนี้มีนามว่ากิมฮวย

กิมฮวยเข้าใจมาตลอดว่าตนเองเสียชีวิตไปแล้ว ตอนนั้นนางล้มหัวฟาดพื้นในห้องน้ำ ยังจำได้ว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนกรีดร้องเสียงดังแค่ไหน

ดวงตาพร่ามัวมองไปยังขวดแก้วที่มีอาหารเหลวเทไว้ คีตะชูขึ้นสูงเพื่อให้อาหารไหลลงโดยง่าย โดยมีอรอินจัดการกับอุปกรณ์มากมายเพื่อนำไปเก็บล้าง

“โอม เดี๋ยวแม่จะไปเยี่ยมป๊า โอมอยู่กับอาม่านะลูก” หญิงวัยกลางกล่าวขึ้นโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา ก้มหน้าก้มตายกอุปกรณ์ทั้งหมดออกไป

“ครับ” คีตะรับปากง่าย ๆ ราวกับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ

หญิงชราขมวดคิ้วเล็กน้อย ป๊าในความหมายของอรอินย่อมต้องหมายถึงลูกชายของนาง แต่ลูกชายของตนเองเป็นอะไร เหตุใดจึงต้องไปเยี่ยม

เพราะใช้ชีวิตอยู่มาถึงสองชีวิตครึ่ง แม้อีกครึ่งหนึ่งยังไม่ทันได้เริ่มต้นเพราะนอนติดเตียง สิ่งที่คิดได้มีเพียงอย่างเดียวคือลูกชายของนางติดคุก แล้วลูกชายแสนดีคนนั้นไปทำอะไร ทำไมถึงติดคุกหญิงชราที่ทำได้แค่เพียงนอนกลอกตาไม่อาจรู้ได้เลย

นั่นเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน แต่กิมฮวยก็เชื่อไปแล้วมากกว่าครึ่ง

อาหารเหลวไหลลงสู่กระเพาะ ทำให้รู้สึกเย็นที่ช่วงท้องเล็กน้อย ทว่านั่นกลับไม่ได้ทำให้ความรู้สึกแห้งผากที่ลำคอหายไปเลยแม้แต่น้อย

นางอยากดื่มน้ำสักอึก หญิงชราพยายามอย่างยิ่งที่จะกลอกตาไปมา พยายามจ้องหน้าเจ้าหลานชาย ทว่าอีกฝ่ายกลับมองเมินไม่สนใจ จนกระทั่งอาหารที่อยู่ในขวดแก้วหมดแล้วจึงได้ก้มหน้าหันมาสบตาหญิงชราบนเตียง

“อาม่าฟื้นจริงดิ” เด็กหนุ่มชะโงกหน้ามามองตาของหญิงชราด้วยความสงสัย

“อ่า” หญิงชราตอบรับอย่างรวดเร็ว ทำเอาเด็กหนุ่มถึงกับผงะ

“อาม่าอย่าทำอย่างนี้ดิ โอมหลอนนะ แม่เรียกหมอมาดูอาม่าหน่อยไหม? โอมว่าอาม่าน่าจะฟื้นแล้วจริง ๆ"

“แบบนี้ไม่ดีเลย เดี๋ยวขากลับแม่จะขอลุงหมอช่วยมาดู โอมดูแลอาม่าดี ๆ นะลูก ไม่รู้อาม่าจะอยู่กับเราอีกนานแค่ไหน” คนป่วยที่หลับมาตลอดหลายปี หากวันหนึ่งฟื้นตื่นขึ้นมา มีความเป็นไปได้ว่ากำลังจะจากไป คนที่ป่วยมาก ๆ ก่อนตายมักจะอาการดีขึ้นผิดหูผิดตาเสมอ

‘โทษทีที่เป็นผีตายยาก’ หญิงชรากลอกตาไปมา พ่นลมหายใจด้วยความหงุดหงิด ต่อให้เคยตายมาแล้ว แต่ได้ยินว่าตนเองอาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานก็ยังรู้สึกหงุดหงิดอยู่ดี

“ไม่มั้งแม่” เด็กหนุ่มเสียงเบาลง ท่าทางเหมือนลูกหมาหงอย เขาเป็นเด็กที่โตมากับอาม่า ดังนั้นจึงค่อนข้างผูกพัน

“ถ้าฟื้นขึ้นมาจริง ๆ ก็ไม่รู้อาม่าโอมจะรับไหวไหม จริง ๆ นอนหลับไปเลยอาจจะดีกว่า” อรอินกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ช่วงนี้นางรับบทหนักมากจริง ๆ

“ครับ” คีตะรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะส่งขวดแก้วให้แม่แล้วมานั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ข้างเตียงหญิงชรา

“อ๊า!!!” กิมฮวยได้ยินทุกอย่าง แต่ตอนนี้นางเปล่งเสียงได้แค่นี้จริง ๆ ลิ้นแข็งมาก ไหนจะคอที่แห้งจนแทบเป็นผงนี้ แค่คิดก็หงุดหงิดแล้ว ยังจะเจอสะใภ้แช่งให้ตายอีก แถมคำพูดครึ่ง ๆ กลาง ๆ ที่จับต้นชนปลายไม่ได้นี่มันเรื่องอะไรกัน

“ม่า เป็นไร ร้อนหนาว หรือเจ็บตรงไหน” เด็กหนุ่มถามหญิงชราทว่าเขาไม่ได้ถามเพื่อต้องการคำตอบ แต่พลิกตัวร่างเหี่ยวแห้งบนเตียงไปเป็นการนอนตะแคงเพื่อป้องกันแผลกดทับ

กิมฮวยเริ่มปวดหัวแล้วจริง ๆ นางต้องการกินน้ำ

“น้าาาา” ทว่าเสียงที่เปล่งออกมาแหบแห้งเกินจะเป็นคำ ทำให้เด็กหนุ่มเข้าใจว่าเป็นเพียงเสียงร้องครวญครางทั่วไปเท่านั้น

“ปกติอาม่านิ่งเงียบมาตลอด พออาม่าฟื้นแบบนี้โอมไม่ค่อยชินเลยนะแม่”

หญิงวัยกลางคนที่ล้างอุปกรณ์ต่าง ๆ เสร็จแล้วพยักหน้า มือยังคงสารวนอยูกับการเก็บอุปกรณ์สำหรับการฟิ๊ตดิ้งอาหารทางสายยาง ทุกอย่างต้องสะอาด และต้องต้มฆ่าเชื้อทุกครั้ง

เด็กหนุ่มหันหน้าหญิงชรามาจ้องหน้าตนเอง

“ม่า นี่โอมเองนะจำได้หรือเปล่า”

กิมฮวยอยากจะพยักหน้า แต่ทำไม่ได้ เพราะถูกล็อกไว้ในท่านอนตะแคง

เมื่อคิดว่าการส่งสัญญาณบางอย่างให้หลานชายดูเหมือนจะไม่ได้ผล หญิงชราจึงเริ่มหาวิธีใหม่ ตอนนี้เองที่นางค้นพบว่าพลังวิญญาณบนโลกใบนี้มีอยู่ แม้มันจะเบาบางไปบ้าง

ร่างนี้แก่ชราก็จริง แต่ยังสามารถดูดซับพลังวิญญาณพวกนี้เข้าไปในร่างกาย อาจจะต้องใช้เวลามากหน่อย แต่สุดท้ายจะนางจะลุกขึ้นได้อย่างแน่นอน

ทว่าพอนางเริ่มต้นรวบรวมพลังวิญญาณ กลับมีสิ่งหนึ่งผิดปกติในดวงจิตของตนเอง มีกระถางสี่เหลี่ยมใบหนึ่งปรากฏขึ้นกลางทะเลแห่งจิต กิมฮวยค่อย ๆ สำรวจมันอย่างช้า ๆ และตอนนี้นางมั่นใจว่ามันคือติ่งเสินหนงไม่ผิดแน่

เหตุใดมันถึงมาอยู่ในดวงจิตของตนกิมฮวยก็ยากจะคาดเดา ได้แต่ค่อย ๆ ใช้ดวงจิตสำรวจมัน

ในกระถางสี่เหลี่ยมกลับมีก้อนกลมสีฟ้าเปล่งแสงสว่างอ่อน ๆ ก้อนหนึ่งอยู่ตรงนั้น เหมือนว่ามันกำลังหลอมอะไรบางอย่าง หลังจากตรวจสอบอยู่นานก็ไม่ได้ความอะไรมากกว่านั้นจิมฮวาจึงหมายจะละความสนใจจากมัน ทว่าในขณะนั้นเองนางกลับพบว่าข้าวของตอนยังเป็นหลานจิมฮวาติดตามมาด้วย

หนึ่งในนั้นคือแหวนมิติที่เก็บโอสถมากมายเอาไว้ และหนึ่งในนั้นมีโอสถชำระอยู่

โอสถชำระคือโอสถเพื่อขยัดความขุ่นมัวในร่างกายออกไป คล้ายกับการชำระไขกระดูก ทว่ามีฤิทธิ์อ่อนกว่ามาก มีไว้สำหรับช่วยให้คนที่จะเริ่มต้นในการบ่มเพาะ

หญิงชราดีใจอย่างยิ่ง ไม่ได้ดีใจที่จะได้เริ่มต้นบ่มเพาะ แต่ดีใจเพราะโอสถขวดนี้เป็นน้ำ และนางหิวน้ำ

กิมฮวยไม่ลังเลที่จะเรียกขวดแก้วสีใสที่บรรจุน้ำสีแดงออกมาจากแหวนมิติในทะเลดวงจิต

มันปรากฏขึ้นบนมือของหญิงชรา ทว่านางยังไม่สามารถยกมือขึ้นได้ เพียงแต่หวังว่าหลานชายจะเข้าใจความใน

หญิงชราสบตากับหลานชายที่พูดพล่ามไม่หยุด ก่อนจะกลอกตามองไปยังมือของตนเอง

“อ๊า อ๊า” คำว่ากินน้ำแต่ออกเสียงออกมาได้แค่นั้นจริง ๆ

เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว มองไปยังมืออาม่าของตนเอง เห็นขวดแก้วสีใสบรรจุน้ำสีแดงอยู่ก็หยิบขึ้นมาดู อรอินออกไปข้างนอกแล้ว ตอนนี้เหลือแค่เขากลับอาม่าที่นอนติดเตียง จึงไม่รู้จะถามหาความจากใคร

หลังจากนั้นไม่กี่นาที ขวดแก้วสีใสก็ถูกเปิดออก เด็กหนุ่มควานหาหลอดพลาสติกแถวหลังตู้เย็น จากนั้นก็เสียบลงไปก่อนจะยกมือไหว้ท่วมหัว

“สาธุ!!!”

จากนั้นโอสถชำระก็ถูกตั้งวางนิ่ง ๆ บนหิ้งเจ้าแม่นางกวัก

หญิงชราอยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตา นางส่งเสียงร้องได้เพียง “อ๊า อ๊า”

ทว่าเสียงร้องนั้นเต็มไปด้วยคำก่นด่ามากมาย

“อ๊า……” ไอ้หลานซื่อบื้อ อั้วหิวน้ำ……………

ตอนที่ 3

กิมฮวยไม่มีทางยอมแพ้ แม้ตอนนี้จะเป็นแค่คนป่วยติดเตียง แต่สติสัมปชัญญะของนางยังครบถ้วน ในเมื่อน้ำสีแดงถูกนำไปถวาย ก็แค่เปลี่ยนสีน้ำ

หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่ใหญ่ในที่สุดก็นึกถึงโอสถฟื้นฟูขึ้นมาได้ แม้จะมีผลน้อยนิดสำหรับผู้ฝึกตน แต่สำหรับคนธรรมดากลับเห็นผลอย่างชัดเจน

ขวดแก้วสีใสด้านในบรรจุน้ำสีเหลืองปรากฏขึ้นบนมือเหี่ยวแห้งของหญิงชราอีกครั้ง น่าเสียดายที่มันปรากฏขึ้นที่มือ หากมันปรากฏขึ้นที่ปากคงดีไม่น้อย

และแน่นอนความหวังหนึ่งเดียวคือหลานชาย หวังเพียงว่าเขาจะเห็นแล้วหยดมันใส่ปากตนเอง หลังจากจ้องมองหน้าหลานชายอยู่นาน ในที่สุดก็รู้สึกตัว

“อาม่ามองโอมทำไม อาม่าเบื่อเหรอ โอมร้องเพลงให้ฟังไหมล่ะ” เด็กหนุ่มวัยสิบสองกล่าวอย่างทะเล้น แน่นอนว่าเขาไม่ได้เพียงพูดแต่แหกปากร้องเพลงที่อาม่าฟังแล้วไม่เป็นภาษาออกมา

หากตอนนี้นางสามารถขยับตัวได้อย่างอิสระแน่นอนว่าไม้เรียวต้องลงตูดเจ้าเด็กซนคนนี้เป็นแน่

“มองโอมขนาดนี้ชอบใช่ไหมอาม่า” ปกติหญิงชราเอาแต่หลับและนอนนิ่งมาโดยตลอด เขาต้องคอยพลิกเพื่อไม่ให้มีแผลกดทับ แต่วันนี้เห็นอาม่าจ้องมองตนเองจึงไม่ชินอยู่บ้าง เพื่อแก้เขินจึงชวนคุยและร้องเพลงไปตามประสา

หลังจากแหกปากจนเหนื่อย คีตะก็เริ่มมาจ้องมองหญิงชราคืนบ้าง หลังจากเล่นจ้องตาอยู่นานในที่สุดคีตะก็รับรู้ความผิดปกติ เขารู้สึกว่าตนเองคิดไปเอง แต่ถึงอย่างนั้นก็อยากจะทดลอง เขามองตามสายตาอาม่าและพบว่าหญิงชรากำลังมองที่มือตนเองอยู่

บนมือมีขวดแก้วสีใสด้านในมีน้ำสีเหลืองอยู่

เด็กหนุ่มนิ่วหน้าทันที เมื่อกี้เขาเพิ่งเอาน้ำแดงไปไหวเจ้าแม่นางกวัก เพราะเข้าใจว่าอรอินลืมวางเอาไว้ ใครจะคิดว่ายังมีอีกขวด

หญิงชราเห็นเด็กหนุ่มหยิบขวดขึ้นมาดูก็นึกดีใจคิดว่าจะได้กินน้ำ ใครจะนึกได้ในไม่กี่นาทีต่อมา โอสถฟื้นฟูก็ถูกเอาไปตั้งไว้ที่หน้าตี่จู้เอี๊ยะเสียได้

“อ๊า อ่า อ๊า….” ไอ้หลานเวร อั้วจะกินน้ำ….. อาม่ากิมฮวยโวยวายทันที ทว่าเสียที่เปล่งออกมาก็ยังจับใจความไม่ได้

“โทษน้าม่า แม่วางของไม่เป็นที่เป็นทางเลย” เด็กหนุ่มพูดแล้วก็ทรุดลงนั่งข้างเตียงคนไข้ของหญิงชรา ก่อนจะไถมือถือต่อไปหน้าตาเฉย

“อ๊า อ่า อ้า” อาม่ายังคงบ่นต่อไป บ่นจนท้อ บ่นจนแม้แต่เสียงก็เหมือนจะไม่มีอีกต่อไป จึงทำได้แต่จ้องโอสถบนหิ้งตาเป็นมัน

แม้คีตะจะเล่นมือถือ แต่เขาสังเกตหญิงชราตลอดเวลา เพราะอาม่าเพิ่งฟื้น แถมฟื้นมาก็ส่งเสียงไม่หยุด แต่เพราะเขาเคยเห็นผู้ป่วยติดเตียงมาหลายคน แต่ละคนล้วนส่งเสียงร้องครวญครางแบบนี้ มีเพียงอาม่าของเขาเท่านั้นที่หลับสนิทมาโดยตลอด

ลึก ๆ แล้วเขาอยากให้อาม่าหายป่วย แต่ก็กลัวว่าจะเป็นสัญญาณสุดท้ายก่อนจะจากไปเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่อยากละไปไหน

เพียงไม่นานเขาก็มองตามสายตาของหญิงชรา พบว่าสายตาของอาม่าจ้องมองไปที่หิ้ง

“อาม่าอยากได้ของบนหิ้งเหรอ” คีตะถามหยั่งเชิง

หญิงชราเก็บสายตากลับมาจ้องมองหลานชายตนเองอย่างจริงจัง กะพริบตาเป็นสัญญาณว่ารับรู้ ตอนนี้เสียงก็ไม่มีแล้ว แต่นางยังพยายามส่งเสียงตอบรับเบา ๆ

คีตะไม่ใช่คนโง่ เขาสังเกตเห็นความผิดปกติของอาม่าอย่างรวดเร็ว

“มีอะไรบนหิ้งเหรออาม่า” เด็กหนุ่มนิ่วหน้า ทว่ากลับไม่เข้าใจ

หญิงชรามองไปที่โอสถชำระ สลับกับโอสถฟื้นฟู

“อาม่าอยากไหว้เจ้าแม่กับตี่จู้เอี๊ยะเหรอ”

หญิงชรากลอกตามองบนทันที ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างท้อแท้

“แล้วอาม่าอยากได้อะไร?” แล้วเด็กหนุ่มก็เหมือนนึกอะไรออก “อาม่าอยากได้ของไหว้หรือเปล่า”

หญิงชรากะพริบตาตอบรับ พยายามอย่างยิ่งที่จะผงกหัว ทว่าทุกอย่างหนักอึ้งเกิ้นไป ตอนนี้นางมีดีแค่ตาที่กลอกไปมาได้อย่างอิสระ

“อาม่ากินน้ำแดงไม่ได้” คีตะนิ่วหน้า อาม่าของเขากลืนอาหารเองไม่ได้ หากให้น้ำไปอาจจะสำลึกเอาง่าย ๆ

หญิงชรามองขวดแก้วที่บรรจุน้ำสีแดงตาละห้อย ไม่ว่าเด็กหนุ่มจะหยิบโยกมันไปทางไหนก็มองตาม จนคีตะแอบสงสาร

ตอนเด็ก ๆ อาม่ามักจะแอบให้เขากินน้ำหวานอยู่เสมอ แม้แม่จะห้ามก็ตาม ตอนนี้อาม่าอยากกิน

เด็กหนุ่มชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งจึงถาม

“ถ้าอาม่าอยากกินน้ำแดงนี่อาม่ากะพริบตาสามที”

หญิงชราทำตามอย่างรวดเร็ว

ตอนนี้ต่อให้คีตะซื้อบื่อแค่ไหน เขาก็รู้แล้วว่าหญิงชราต้องการอะไร และรู้ด้วยว่าอาม่าของเขาตอนนี้ฟื้นตื่นขึ้นมาสามารถรับรู้และสื่อสารได้แล้วจริง ๆ

เด็กหนุ่มชั่งใจอีกครั้ง แม้แม่จะบอกว่าอาม่าดื่มกินไม่ได้ แต่ตอนนี้อาม่าฟื้นแล้วให้กินนิดหน่อยคงไม่เป็นไร เขาจึงตัดสินใจลุกขึ้นไปลาของไหว้ แล้วบีบปลายหลอดเอามาจ่อปากหญิงชรา

อาม่าอ้าปากอย่างรวดเร็ว นางคิดว่าตนเองอ้าปากกว้างที่สุดแล้ว แท้จริงกลับเปิดปากออกมาไม่ถึงครึ่ง

น้ำที่ติดปลายหลอดมานั้นมีเพียงไม่กี่หยด ทว่าลำคอที่แห้งผากมานาน ก็รับรู้ถึงความสดชื่น ทันทีที่โอสถชำระไหลซึมเข้าสู่ร่างกาย เนื้อตัวของหญิงชราก็เหมือนจะขับของเสียออกมาทันที ผิวหนังของหญิงชรามีคราบขี้ไคล เพียงแต่มันน้อยนิดเสียจนคีตะไม่สามารถรับรู้ได้เลย

ในเส้นทางของการฝึกฝน ร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนฝึกได้อย่างง่ายดาย บางคนยากเย็นแสนเข็ญ บางคนร่างกายถูกโรคต่าง ๆ ทำร้าย โอสถชำระจึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่จะเริ่มเข้าสู่เส้นทางผู้ฝึกตน

ทว่ามันไม่ได้ช่วยให้คนป่วยหายดีจนลุกขึ้นมาได้

เมื่อโอสถชำระไม่ได้ผล หญิงชราเริ่มมองหาโอสถฟื้นฟู วิธีการเหมือนเดิม แต่เพราะคีตะรู้วิธีสื่อสารกับอาม่าแล้ว ดังนั้นเพียงไม่นานเขาก็เริ่มเข้าใจว่าหญิงชราต้องการอะไร

เขามองตามสายตาของหญิงเห็นว่าอาม่ากำลังจ้องมองขวดน้ำสีเหลืองที่เขานำไปไหว้ตี่จู้เอี๊ยะ

“อาม่าอยากกินน้ำแก๊กฮวยเหรอ?”

หญิงชรากะพริบตารัว ๆ กลัวว่าหลานชายจะไม่เข้าใจ

เด็กหนุ่มนิ่วหน้า เมื่อกี้อยากกินน้ำแดงตอนนี้อยากกินเก๊กฮวย ถ้ามารดารู้เข้าเขาอาจจะถูกตีที่เอาของแปลก ๆ ให้อาม่ากิน

ทว่าเมื่อนึกว่าอาม่านอนหลับมาตั้งนาน ไม่ได้กินอะไรมาตลอด ก็เกิดรู้สึกสงสารขึ้นมา เด็กหนุ่มมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่ามารดายังไม่กลับ จึงยกมือขึ้นท่วมหัวจัดการลาของไหว้

น้ำเก๊กฮวยขวดนี้เขาไม่ได้เปิดฝา เด็กหนุ่มหยิบหลอดพลาสติกที่ได้แถมฟรีมาจากร้านสะดวกซื้อซึ่งมักจะวางไว้หลังตู้เย็นมาแกะ ก่อนจะเปิดฝาแล้วเสียบหลอดลงไปในขวดแก้ว น้ำสีเหลืองใส่ติดหลอดมาเล็กน้อย จากนั้นหยดใส่ปากหญิงชรา

เมื่อโอสถฟื้นฟูถูกดูดซึมเข้าไป ร่างกายแห้งเหี่ยวก็เหมือนต้นไม้ที่ขาดฝน สดชื่นขึ้นมาทันตา สีหน้าซีดเซียวก็ดูเหมือนจะสดใสขึ้นเล็กน้อย เพียงแต่ปริมาณที่ได้รับนั้นน้อยเกินไป จึงไม่อาจหายกลับเป็นปกติ แม้ลิ้นจะยังแข็งเสียงจะยังแหบแห้ง แต่แขนสองข้างรู้สึกว่ามันขยับขึ้นมาได้เล็กน้อย หากได้รับอีกสักสองสามหยด นางเชื่อมั่นว่าตนเองจะสามารถขยับแขนขาหรือแม้แต่ด่าเจ้าหลานชายซื่อบื้อได้

อาม่ารู้สึกเสียดายโอสถที่เหลืออยู่ในขวด แต่ยังทำอะไรไม่ได้ จึงต้องปล่อยผ่านไป ทว่ายังไม่ทันที่หญิงชราจะได้สบายใจ ก็มีเสียงโวยวายอยู่หน้าบ้าน

“ไอ้หนู แม่เอ็งอยู่ไหน” เสียงของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งดังมาจากหน้าบ้าน

“แม่ไปข้างนอกครับ” โอมลุกขึ้นแล้วเดินไปหน้าบ้าน ราวกับคุ้นเคยผู้ที่มาเยือนเป็นอย่างดี

“บอกแม่เอ็งด้วยว่าเตรียมย้ายออกไปได้แล้ว พรุ่งนี้ก็ครบสัญญาแล้ว”

“งั้นพรุ่งนี้ป้าค่อยมาใหม่นะครับ” เด็กหนุ่มกล่าวราวกับเป็นเรื่องเคยชินเสียเต็มประดา ก่อนจะปิดประตูหน้าบ้าน ปล่อยให้สตรีผู้นั้นด่าเทสาดเทเสียไล่หลังมา

“สันดานแบบนี้เป็นหนี้ไม่จ่าย บรรพบุรุษพวกเอ็งไม่สั่งสอนหรือยังไง”

คำด่าของอีกฝ่ายทำหญิงชราสะดุ้ง นางอยากจะตะโกนตอบกลับไปเหลือเกินว่า

ไอ้ที่ถามหาบรรพบุรุษก็นอนคุดคู้อยู่บนเตียงนี่อย่างไรเล่า จะเอาปัญญาที่ไหนไปสั่งสอน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...