โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

"EVจีน-หนี้ครัวเรือน" ลามวิกฤตอุตยานยนต์ไทย โจทย์ใหญ่รัฐบาล

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 03 ก.ค. 2567 เวลา 03.06 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2567 เวลา 03.06 น.

อุตสาหกรรมรถยนต์ที่เคยเป็นดาวรุ่งของประเทศไทย และความหวังลำดับต้น ๆ ของประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ วันนี้เกิดอะไรขึ้น หลายคนมองถึง การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีจากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่มอเตอร์ไฟฟ้า รวมถึงการเข้ามาของรถ EV จีนเป็นตัวแปรสำคัญ แต่นั่น…ยังไม่ใช่สาเหตุหลักที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่กำลังเผชิญวิบากกรรมอยู่ขณะนี้

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ พุ่งเป้าไปที่การรุกคืบชิงส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ของผู้ประกอบการจากประเทศจีนที่มีกำลังการผลิต “ส่วนเกิน” และมีความสามารถในการตัดราคา โดยเฉพาะระยะหลังมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่ได้จำกัดกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอยู่เพียงแค่รถยนต์นั่งในปัจจุบันเท่านั้น แต่ลามและขยายวงกว้างไปยังตลาดรถปิกอัพซึ่งเป็นหัวใจหลักของธุรกิจยานยนต์ไทยและตลาดส่งออกของไทยอีกด้วย

ประเด็นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนรถ EV จีนของรัฐบาลไทยที่กำลังไปได้สวยเพราะปี 2567 นี้จะมีโรงงานผลิตรถ EV จีนเดินเครื่องภายในประเทศมากกว่า 10 โรงงาน แต่นั่นอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับการต่อยอดอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไทย เพราะการเข้ามาของนักลงทุนจีนเพื่อใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกต่างจากช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานผลิตในบ้านเราเมื่อ 50 ปีก่อน

และจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ยอดขายรถยนต์ร่วงต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปีจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ การเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลล่าช้า ส่งผลให้กำลังซื้ออ่อนแอ หนี้ครัวเรือนพุ่งขึ้น และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ มีโอกาสสูงที่จะนำไปสู่การปิดโรงงานผลิตรถยนต์ภายในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนแล้วถึง 2 ค่าย ทั้งซูบารุ และซูซูกิ กำลังเป็นความท้าทายของรัฐบาลที่ต้องเร่งหาคำตอบอย่างรวดเร็ว

หั่นเป้าผลิตในประเทศ 5 หมื่นคัน

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่ายอดขายและยอดผลิตรถยนต์ในประเทศที่ลดลงจากภาพรวมเศรษฐกิจที่เติบโตในอัตราต่ำและการผลิตรถ EV ในประเทศทดแทนการนำเข้ามาขายก่อนตามเงื่อนไขมาตรการส่งเสริม EV ของรัฐบาลยังไม่พร้อมเต็มที่ ทำให้สภาอุตฯ ได้ลดเป้าขายรถยนต์ปี 2567 ลงจากเดิม 7.5 แสนคัน เหลือเพียง 7 แสนคัน (ลดลง 5 หมื่นคัน)

เชื่อว่าน่าจะส่งผลกระทบกับเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศและผู้ประกอบการทุกภาคส่วน

นายสุรพงษ์กล่าวว่า จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2567 มีจำนวนแค่ 644,951 คันเท่านั้น ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 16.88% ขณะที่ยอดผลิตเพื่อส่งออกรถยนต์นั่ง 5 เดือน ผลิตได้ทั้งสิ้น 127,881 คัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย หรือประมาณ 3% รถกระบะขนาด 1 ตัน 5 เดือนผลิตได้แค่ 306,535 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนเกือบ 5% ส่วนจักรยานยนต์ 5 เดือนมีจำนวนทั้งสิ้น 1,013,665 คัน ลดลงจากปี 2566 ถึง 5.64%

เช่นเดียวกับ นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย รายงานสถิติการขายรถยนต์ 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) ทำได้ 260,365 คัน ลดลง 23.8% อันดับที่ 1 โตโยต้า 97,736 คัน ลดลง 15.7% ส่วนแบ่งตลาด 37.5% อันดับ 2 อีซูซุ 39,183 คัน ลดลง 46.9% ส่วนแบ่งตลาด 15% อันดับ 3 ฮอนด้า 37,374 คัน ลดลง 4.3% ส่วนแบ่งตลาด 14.4% ขณะที่ตลาดรถปิกอัพ Pure Pick up ปริมาณการขาย 75,510 คัน ลดลง 40.8%

นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนของประเทศยังอยู่ในระดับสูง รวมทั้งเศรษฐกิจในประเทศขยายตัวในอัตราต่ำ การลงทุนของภาครัฐลดลง ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงติดต่อกันมากกว่า 10 เดือน โรงงานหลายแห่งลดเวลาทำงานลง และมีการเลิกจ้างพนักงานหลายหมื่นอัตรา คาดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังปีนี้ จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 และปี 2568 ที่กำลังพิจารณาในสภา แต่เศรษฐกิจจะขยายตัวถึง 3% หรือไม่ยังน่ากังวล ถ้ายอดผลิตรถยนต์และขายรถยนต์และอสังหาริมทรัพย์ยังติดลบ

สงครามราคาทุบตลาด EV

นอกจากกลุ่มรถสันดาปจะหดตัว รถ EV ก็ได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน จากสถิติ 5 เดือนแรกปี 2567 รถ EV มียอดจดทะเบียนแค่ 43,921 คัน แม้ตัวเลขจะโตขึ้น แต่ถือว่ายังเป็นตัวเลขที่ห่างจากที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประเมินไว้เมื่อต้นปีที่คาดการณ์ว่า ปี 2567 ประเทศไทยจะมีรถ EV ป้ายแดงจดทะเบียนถึง 1.4 แสนคัน ภาพตอนนี้จึงเริ่มเห็นผู้ประกอบการบางค่ายใช้วิธีระบายสต๊อกด้วยการถล่มราคา เช่น BYD ลดราคา Dolphin มากกว่า 1.6 แสนบาท และล่าสุดฉลองเปิดโรงงานในวันที่ 4 ก.ค. ก็ลดราคา ATTO 3 อีกรวมลดตั้งแต่งานมอเตอร์โชว์มาถึงวันนี้สูงถึง 3.4 แสนบาท

แม้จะรู้ว่าเสี่ยงกับผลที่ตามมา ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ตลาดสะดุดคนชะลอการซื้อ แต่ตอนนี้ทุกค่ายก็พร้อมจะใช้เกมนี้เรียกยอดขาย โดยเฉพาะ BYD ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ไว้สูงถึง 50,000 คัน รวมถึงทัพ EV ชุดใหม่อีก 4-5 ราย อาทิ Geely, Riddara, Omoda & Jacoo, Denza ก็น่าจะทำให้เกิดสงครามราคาขึ้นอีกรอบ และกลุ่มรถ EV ที่เข้ามาก่อน ไม่ว่าจะเป็น เอ็มจี, เกรท วอลล์ฯ, NETA, AION, CHANGAN ก็พร้อมเล่นเกมราคาเพื่อชิงความได้เปรียบ กลายเป็นตัวเร่งให้ตลาดรถยนต์ปั่นป่วนมากยิ่งขึ้น

ห่วงค่าแรงพุ่งไม่หยุด

สำหรับยอดผลิตและการขายรถยนต์ซึ่งลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ทำท่าว่าประเทศไทย น่าจะแพ้ฟิลิปปินส์ หล่นไปอยู่อันดับ 4 ในอาเซียนหลังพ่ายแพ้มาเลเซียมาหมาด ๆ ทำให้ทั้งผู้ประกอบการค่ายรถยนต์และชิ้นส่วนอยากให้รัฐบาลหามาตรการช่วยเหลือ เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์สร้างมูลค่าเศรษฐกิจมหาศาล มีการจ้างงานกว่า 750,000 คน มีการผลิตเป็นลำดับที่ 10 ของโลก และมีการส่งออกกว่า 170 ประเทศทั่วโลก

แม้ทุกคนจะเข้าใจว่าไฟแนนซ์ก็ยังกังวลปัญหาหนี้เสีย แต่ก็น่าจะผ่อนคลายลงได้บ้าง หรือสนับสนุนให้หน่วยงานรัฐ-รัฐวิสาหกิจเลือกใช้รถยนต์ที่ผลิตในบ้านเราโดยเฉพาะปิกอัพที่มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศจำนวนมาก ก็คงช่วยหล่อเลี้ยงระบบซัพพลายเชนได้ในระดับหนึ่ง

สิ่งที่น่ากังวลคือผู้ผลิตชิ้นส่วน ที่โดน 2 เด้ง กำลังซื้อหดตัวยังเจอค่าแรงที่สูงมากขึ้นอีกและเชื่อว่าจะพุ่งขึ้นไปเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นนโยบายของรัฐบาล โดยต้องไม่ลืมว่าค่าแรงจัดเป็นต้นทุนใหญ่ในการผลิตโดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนเทียร์ 2 และเทียร์ 3 รวมถึงกลุ่ม SMEs แม้ระยะหลังจะมีบรรดารถจีนที่เริ่มผลิตในประเทศมีออร์เดอร์แล้วก็ตาม แต่นโยบายของโรงงานจีนกดราคาหนักมาก ถ้าซัพพลายเออร์คนไทยรับราคาไม่ได้เขาก็พร้อมนำซัพพลายเออร์จากจีนเข้ามาดำเนินการเองทั้งหมด

หวั่น 2 พันบริษัทไม่รอดกว่าครึ่ง

นายสุพจน์ สุขพิศาล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ เคยให้สัมภาษณ์สื่อหลายสำนักว่า ประเทศไทยมีโรงงานผลิตรถยนต์ 28 โรง มอเตอร์ไซค์ 8 โรง ผู้ผลิตชิ้นส่วนเทียร์ 1 จำนวน 476 แห่ง และผู้ผลิตที่เป็นเทียร์ 2 และ 3 อีกประมาณ 1,200 ราย เชื่อว่าผลกระทบจากการผลิตรถยนต์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเข้ามาของรถ EV น่าจะทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนมีล้มหายตายจาก เพราะรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในมีปริมาณการใช้ชิ้นส่วนราว 30,000 ชิ้น แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นรถ EV จะเหลือเพียง 3,000 ชิ้น หายไปราว ๆ 10 เท่าตัว

มีการสำรวจพบว่าบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนจะหายไปราว ๆ 800 บริษัท แรงงานตกงาน 3 แสนราย ไม่เพียงแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนเท่านั้น ยังมีพวกทำ JIGS&FIXTURE ที่คอยสนับสนุนอีกเกือบ 200 บริษัท เท่าที่ดูน่าจะหายไปเกือบครึ่ง คนที่จะอยู่รอดก็เป็นชิ้นส่วนที่มีญี่ปุ่นถือหุ้น หรือไม่ก็เพียวไทยที่พร้อมปรับตัว ไปทำชิ้นส่วนที่รองรับรถ EV ตามที่บีโอไอกำหนด เช่น มอเตอร์, แทรกชั่น, คอนเวอร์เตอร์, แบตเตอรี่, ระบบควบคุมการขับขี่

ดิ้นหาอุตฯใหม่ทดแทน

นางวรวรรณ ชิตอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ระบุว่า จากการสำรวจและหารือกับกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์สันดาป (ICE) ถึงความพร้อมในการปรับตัวเพื่อเดินหน้าไปสู่ภาคการผลิตสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเบื้องต้นได้แบ่งกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ต้องการเพิ่มผลิตภาพ 2.กลุ่มที่พร้อมผลิตชิ้นส่วน EV และ 3.กลุ่มที่จะปรับเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมอื่น เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์ ชิ้นส่วนอากาศยาน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดรน เครื่องจักรทางการเกษตร แต่อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ผลิตชิ้นส่วนยังมองว่า นโยบาย 30@30 พอมีเวลา อีกกว่า 6 ปี ในการปรับตัว ช่วงนี้ก็มุ่งทำรถยนต์กลุ่มไฮบริดไปก่อน

ล่าสุดยังมีการหารือสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ถึงการดึงเงินจากกองทุนส่งเสริมเอสเอ็มอี วงเงิน 2,000 ล้านบาท เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนผ่านจากรถสันดาปไปสู่ EV แต่ไม่ใช่การสนับสนุนมาตรการทางภาษี เพราะไม่ใช่การลงทุนใหม่ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนและปรับปรุงเพื่อไปสู่ภาคการผลิตใหม่

ตั้ง “Future Mobility” รับมือ EV

ขณะที่สภาอุตฯ มีการจัดตั้งหน่วยงาน Future Mobility เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไทย โดยประเทศไทยยังส่งเสริมให้มีการผลิตยานยนต์ทั้ง 2 ประเภทนี้เพื่อรักษาและต่อยอดความเป็นฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วน ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก เช่น ขยายตลาดส่งออกในกลุ่มอะไหล่ทดแทน ไปยังประเทศที่ใช้รถสันดาปภายใน ยกระดับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเพื่อก้าวสู่ยานยนต์สมัยใหม่

ดังนั้นจากปัจจัยด้านกำลังซื้ออ่อนแอ หนี้ครัวเรือนสูงขึ้น กู้ซื้อรถไม่ผ่าน กำลังผลิตส่วนเกินของจีนซึ่งไม่ใช่แค่อุตฯ รถยนต์เพียงอย่างเดียว

กำลังเป็น “โจทย์ใหญ่” ที่รัฐบาลต้องทำการบ้านหนักขึ้นเพื่อผลักดันให้อุตฯยานยนต์ไทยเติบโตไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “EVจีน-หนี้ครัวเรือน” ลามวิกฤตอุตยานยนต์ไทย โจทย์ใหญ่รัฐบาล

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...