ดอกไม้ในค่ายทหาร(?): กะเทาะเปลือกปิตาธิปไตย เมื่อภาพของ ‘ทหารหญิงไทย’ อาจไม่เป็นจริงแบบที่สื่อสร้าง กับ ชนาภางค์ พงศ์พิบูลเกียรติ
ทหารหญิง
หากนึกถึงอาชีพ ‘ทหาร’ ผู้ทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของรัฐ หลายคนอาจเห็นเป็นภาพผู้ชายในชุดสีเขียวลายพรางผู้เปรียบเสมือนรั้วของชาติ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วกองทัพทั่วโลกยังมีเหล่า ‘ทหารหญิง’ ที่ทำงานไม่ต่างจากเหล่าทหารชายและเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ แต่หลายครั้งหลายหน ผู้คนทั่วไปมักไม่ค่อยนึกถึงหรือตั้งคำถามว่าพวกเธอเป็นใคร ประสบการณ์ในการทำงานเป็นอย่างไร และพวกเธออยู่ตรงไหนในกองทัพ
ในปี 2563 ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เผยแพร่เอกสารศึกษาเฉพาะกรณีเรื่อง บทบาททหารหญิงกับภารกิจด้านการทหาร ซึ่งนำเสนอผลการสำรวจจำนวนทหารหญิงที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการทหาร ทั้งกองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ มีทั้งสิ้น 22,103 นาย จากกำลังพลทั้งหมด 252,845 นาย นับเป็นร้อยละ 8.7 ของจำนวนทั้งหมด ซึ่งน้อยกว่าเกณฑ์ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยทหารหญิง พ.ศ.2527 และมติการประชุมสภากลาโหมครั้งที่ 6/2539 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2539 ที่กำหนดให้แต่ละเหล่าทัพบรรจุข้าราชการทหารได้ไม่เกินร้อยละ 25 ของยอดกำลังพลที่รับบรรจุจริง
นอกจากนี้ หากสำรวจขอบเขตด้านการทำงาน ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยทหารหญิง พ.ศ.2527 กำหนดให้ทหารหญิงสามารถบรรจุเหล่าทหารได้เพียง 20 เหล่าเท่านั้น และพิจารณาบรรจุในตำแหน่งอัตราที่มิได้มีหน้าที่ทำการรบโดยตรง (Non-combat roles) จึงเห็นได้ว่าทั้งมิติด้านจำนวนทหารหญิงและขอบเขตการทำงานที่สามารถทำได้ยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาของกองทัพที่ต้องเดินหน้าพัฒนาต่อไปในอนาคต
เนื่องจากจำนวนทหารหญิงที่มีน้อยเช่นนี้ หลายครั้งเมื่อพวกเธอประสบปัญหาในพื้นที่ทำงาน เสียงจึงอาจไม่ดังพอสำหรับการสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขปัญหาภายในกองทัพได้
101 สนทนากับ ชนาภางค์ พงศ์พิบูลเกียรติ ในฐานะอดีตนายทหารกองประชาสัมพันธ์ กรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ และปัจจุบันเธอเป็นนักศึกษาปริญญาเอก School of Media and Communication จาก University of Leeds ผู้ทำงานวิจัยเรื่อง Navigating integration and contradictions: The mediated construction of military identities and online self-representation of Thai military women ที่สำรวจความขัดแย้งที่ซับซ้อนระหว่างอัตลักษณ์ความเป็นผู้หญิงและกองทัพ ภายใต้บริบทประเทศไทยซึ่งเป็นสังคมชายเป็นใหญ่และสถาบันกองทัพแทรกแซงชีวิตพลเรือน เพื่อสำรวจเรื่องราวและปัญหาที่เหล่าทหารหญิงต้องประสบพบเจอในการทำงานกองทัพ
จากประสบการณ์ชีวิตในอาชีพชุดลายพราง สู่บทบาทผู้ศึกษาเรื่องเพศผ่านสถาบันกองทัพไทยของเธอ อาจช่วยตอบคำถามบางอย่างที่สังคมสงสัยได้ ร่วมหาคำตอบได้จากบรรทัดต่อจากนี้
จุดเริ่มต้นของการทำงานวิจัยชิ้นนี้คืออะไร และทำไมคุณจึงสนใจศึกษาเรื่องเพศผ่านประสบการณ์และภาพแทนของทหารหญิงในกองทัพไทย
ก่อนหน้านี้เราเคยทำงานเป็นทหารหญิงในสายงานด้านการประชาสัมพันธ์ของกองทัพ หน้าที่หลักคือดูแลการผลิตสื่อและการสื่อสารของกองทัพ ตลอดจนการรับรองและดูแลสื่อมวลชน จนกระทั่งเราได้รับทุนการศึกษา Chevening ในปี 2560 เพื่อไปศึกษาในระดับปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ เราจึงตัดสินใจลาเรียนต่อเป็นเวลาหนึ่งปี
ในช่วงระหว่างเรียนปริญญาโทก็มีโอกาสอ่านงานวิชาการหลายๆ เล่มที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดสตรีนิยม (feminism) และเกิดสภาวะที่ใครหลายคนมักเรียกว่า ‘เบิกเนตร’ ทำให้เมื่อเรียนจบกลับไปทำงานในกองทัพ ความรู้สึกของเราที่มีต่อวัฒนธรรมทหารจึงเปลี่ยนไป หลายการกระทำที่เราเคยมองข้าม วันนี้เราไม่สามารถมองข้ามได้แล้ว เช่น บทสนทนาหรือการกระทำในแบบ ‘ผู้ชายๆ’ ที่เราพบเจอจากการทำงาน เป็นต้น ประกอบกับเราได้รับทุนวิจัยจาก University of Leeds ทำให้เราตัดสินใจกลับมาเรียนต่อในระดับปริญญาเอกและทำวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของกองทัพ สื่อ และทหารหญิง
งานวิจัยชิ้นนี้ตั้งต้นมาจากงานเขียนและแนวคิดของ Cynthia Enloe นักวิชาการสตรีนิยมที่สนใจศึกษาเรื่องเพศและผู้หญิงในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แนวคิดที่โดดเด่นของเธอคือ feminist curiosity หรือ curious feminist ที่เสนอให้เราลอง ‘อยากรู้อยากเห็น’ โดยมองสิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจำวันผ่านมิติเพศ เพื่อสำรวจว่าสถาบันทหารกำหนดความหมายและแบบแผนในเรื่องเพศของสังคมไว้เช่นไร
นอกจากนี้ Enloe ยังเสนอว่าสถาบันทหารกับผู้หญิงอยู่คู่กันมาในทุกยุคทุกสมัย กล่าวคือแบบแผนความเป็นชายของกองทัพ (military masculinities) มีผู้หญิงเป็นมาตรชี้วัดหนึ่ง จึงจำเป็นต้องมีผู้หญิงอยู่ในระบบ ไม่ว่าจะเป็นทหารหญิง ภรรยา ลูกสาว หรือแม้แต่ sex worker ในพื้นที่ทหารด้วย เพื่อพิสูจน์ว่าทหารชายมีความเป็นชายที่แท้จริง พอเราอ่านแล้วก็รู้สึกว่า เฮ้ย! ไม่เคยมองผ่านมุมนี้เลย ทำให้ลองใช้แนวคิดดังกล่าวมองย้อนกลับไปยังประสบการณ์ของตนเองและคนรอบข้าง ซึ่งหลายๆ เหตุการณ์เราไม่เคยมีคำตอบ เช่น เราเคยอยากเรียนเสนาธิการ แต่ในยุคนั้นผู้หญิงไม่สามารถเรียนเพื่อไปเป็นเสธฯ ได้ (ปัจจุบันหลายๆ กองทัพเปิดให้ผู้หญิงเข้าเรียนหลักสูตรเสนาธิการทหารได้ตามจำนวนที่กำหนด) หรือแม้แต่ตำแหน่งผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร ผู้หญิงก็ไม่สามารถเป็นได้เช่นกัน จึงเกิดเป็นคำถามว่า ‘ผู้หญิงควรอยู่ตรงไหนในกองทัพ’
อีกเหตุผลที่เราศึกษาเรื่องเพศผ่านสถาบันทหาร เนื่องจาก Rachel Woodward และ Claire Duncanson นักวิชาการสตรีนิยมสายการศึกษากองทัพเชิงวิพากษ์ (critical military studies) เคยเสนอไว้ว่า การนำสถาบันทหารมาเป็นแหล่งข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเรื่องเพศ จะทำให้เราสามารถมองเห็นอะไรได้มากขึ้นจากหลายมิติ เนื่องจากสถาบันกองทัพถือเป็นสถาบันหลักหนึ่งของสังคม และเป็นเหมือนภาพสะท้อนมุมมองเรื่องเพศของสังคมนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดลักษณะความเป็นชาย หรือบรรทัดฐานทางเพศ (gender norm)
ทั้งนี้ นักวิชาการสายทหารในโลกตะวันตกยังมองว่า สังคมทหารเป็นสังคมแบบปิดตามคุณลักษณะทางสังคมวิทยา จึงต้องยึดแบบธรรมเนียมดั้งเดิม ยึดถือกฎระเบียบ ยึดถือลำดับชั้นเคร่งครัด อีกทั้งยึดถือลักษณะอัตลักษณ์เฉพาะแบบกลุ่ม เพื่อหลอมรวมผู้คนที่หลากหลายเข้ามาอยู่ในระบบสังคมเดียวกัน และหล่อหลอมให้ผู้คนเหล่านี้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน การเข้ามาเป็นทหารจึงจำเป็นต้องละทิ้งหรือลดทอนอัตลักษณ์เดิม เพื่อน้อมรับอัตลักษณ์กลุ่มแบบทหารเข้ามาแทนที่ ว่าตอนนี้ฉันเป็นทหาร ฉันใส่เครื่องแบบทหาร ฉันทำตามคำสั่ง และฉันมีความสามัคคีร่วมกัน ซึ่งสังคมและระบบแบบที่ว่านี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานแนวคิดชายเป็นใหญ่
จนมีคำพูดประมาณว่า “การเป็นทหารคือการเปลี่ยนเด็กผู้ชายให้เป็นชายหนุ่มเต็มตัว” ผู้ชายจึงถูกสอนให้แสดงออกความเป็นชาย มีความเป็นผู้นำ และปฏิบัติต่อเพศหญิงในวิถีที่สอดคล้องกัน
ทว่าสิ่งที่คุณสนใจศึกษากลับไม่ใช่โครงสร้างของกองทัพ แต่เลือกศึกษาภาพแทนของทหารหญิงที่สื่อนำเสนอ และการนำเสนออัตลักษณ์ตัวตนความเป็นทหารของผู้หญิงแทน
ทฤษฎีด้านการสื่อสารเชื่อว่า สื่อหลัก (mass media) มีบทบาทสำคัญในการประกอบสร้าง ‘ภาพแทนของความจริง’ ในสังคม จะมากน้อยจริงแท้เพียงใดขึ้นอยู่กับความเชื่อในสังคมนั้นๆ ฉะนั้นภาพแทนของผู้หญิง (female representation) จึงมีความซับซ้อนในเชิงพลวัต โดยเฉพาะในแง่ของความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่มาจากอิทธิพลรูปแบบต่างๆ ในสังคม ระบบและลำดับชั้นของอำนาจทางสังคม และบทบาทของสื่อเองในการกำหนดความหมาย
นอกจากนี้ สื่อหลักก็ยังมีบทบาทสำคัญในการประกอบสร้างความหมายของ ‘ความเป็นทหาร’ เช่น หน้าที่ของทหารคืออะไร ทหารทำอะไรให้กับสังคม อีกทั้งความเป็นทหารโดยตัวของมันเองมีค่าตั้งต้นที่ถูกกำหนดโดยความเป็นชายอยู่แล้ว
คำว่า ‘ทหาร’ จึงมักมาพร้อมกับภาพของผู้ชาย และทำในสิ่งที่ผู้ชายทำ เช่น รั้วของชาติ ผู้ปกป้อง ถือปืน เป็นนักรบ เป็นผู้นำ เป็นผู้กล้า ส่งผลให้ทหารชายในกองทัพสามารถยึดโยงกับความทหารได้โดยง่าย เมื่อเปรียบเทียบกับทหารหญิงที่ต้องเผชิญกับหลายเงื่อนไขมากกว่าในการสร้างตัวตนความเป็นทหาร ประกอบกับสื่อหลักก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับทหารหญิงมากนักในการนำเสนอบทบาทและตัวตนของทหารหญิง จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าทหารหญิงใช้โซเชียลมีเดียเพื่อสร้างอัตลักษณ์ความเป็นทหารและนำเสนอตัวตนอย่างไร และการนำเสนอตัวตนของพวกเธอทำให้ภาพของทหารหญิงนั้นชัดเจนขึ้นกว่าในอดีตหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วก็เป็นเพียงอีกหนึ่งภาพจำเดิมๆ ที่มีอยู่ในสังคม
สำหรับทฤษฎี self-representation เป็นทฤษฎีที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในระยะหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยุคสมัยที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คน ต้องเข้าใจก่อนว่า ในอดีตคนธรรมดาทั่วไปแทบจะไม่มีพื้นที่และโอกาสที่จะนำเสนอตนเอง พูดเรื่องราว หรือแสดงความคิดเห็นของตนเมื่อเทียบกับผู้ที่มีอำนาจและบทบาทสูงกว่าในสังคม จนเมื่อสื่อทางเลือกเติบโตขึ้น ทำให้ประเภทของสื่อที่ให้ความสำคัญกับคนธรรมดาเริ่มมีมากขึ้น เช่น สื่อสารคดีที่นำเสนอข้อมูลหรือประสบการณ์ของคนทั่วไปในเรื่องเฉพาะทาง หรือรายการเรียลลิตี้โชว์ที่นำคนธรรมดามาอยู่ร่วมกัน เหล่านี้จึงเป็นพื้นที่ให้คนธรรมดาสามารถนำเสนอตัวตนได้ ต่อมาเมื่อโซเชียลมีเดียเติบโตขึ้นและถูกใช้อย่างแพร่หลาย ทำให้คนธรรมดาไม่จำเป็นต้องรอโอกาสจากสื่อหลักอีกต่อไปแล้ว
หากกลับมาสำรวจกองทัพของไทยด้วยแนวคิดดังกล่าวพบว่า ผู้ชายเป็นเหมือนตัวเอก (protagonist) ในกองทัพที่สื่อให้ความสนใจ เช่น สื่อมักให้ความสำคัญกับทหารชายและขอความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ จากทหารชาย หรือแม้แต่เวลาภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องกับทหาร ภาพของผู้ชายก็จะอยู่ตรงกลางโดยมีเพียงภาพของทหารหญิงประกอบอยู่ แต่ทหารหญิงไม่ได้มีบทบาทมากเท่าทหารชาย หลายครั้งถูกเรียกว่าเป็น ‘น้อง’ ‘นางฟ้า’ ‘ดอกไม้’ ของกองทัพ ในขณะที่ผู้ชายถูกเรียกว่า ‘เสือ’ ‘บิ๊ก’ จนสุดท้ายแล้ว ภาพลักษณ์ของกองทัพที่สื่อหลักนำเสนอขาดภาพของผู้หญิงไป
คุณเลือกใช้เครื่องมืออะไรเพื่อสำรวจบทบาทของสื่อหลักในฐานะผู้ประกอบสร้างความหมายและภาพแทนของทหารหญิง
หนึ่งในเครื่องมือวิจัยที่ใช้คือ news content analysis (การวิเคราะห์ข่าวสาร) เพื่อให้ผู้อ่านเห็นลักษณะเฉพาะและภาพรวมเกี่ยวกับภาพแทนทหารหญิง เนื่องจากที่ผ่านมางานศึกษาเกี่ยวกับทหารหญิงในประเทศไทยมีน้อยมาก อีกทั้งสื่อประเภทข่าวยังเป็นเหมือนภาพสะท้อนความจริง ความเชื่อ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม
ทั้งนี้ เราได้เก็บข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับทหาร ในช่วงระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน ตลอดช่วงปี 2558-2560 เนื่องจากเป็นช่วงเดือนที่มีเหตุการณ์น่าสนใจในแวดวงทหาร เช่น การรับสมัครและคัดเลือกทหารเกณฑ์ เป็นต้น งานวิจัยชิ้นนี้สำรวจข้อมูลจากสำนักข่าวที่มีกลุ่มผู้อ่านและวิธีการนำเสนอที่แตกต่างกันไป ผลการสำรวจพบว่า ตลอดช่วงปี 2558-2560 มีข่าวที่เกี่ยวข้องกับทหารทั้งหมด 569 ข่าว ประกอบด้วย ข่าวทหารชายที่ระบุเพศ ชั้นยศ และชื่อชัดเจน 389 ข่าว ข่าวเกี่ยวกับกองทัพ/ข่าวกิจกรรมทหาร 163 ข่าว และเป็นข่าวที่มีผู้หญิงรวมถึงทหารหญิงปรากฏอยู่ทั้งสิ้น 17 ข่าว
ข่าวที่มีทหารชายปรากฏส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับค่านิยมความเป็นชายอย่างชัดเจน และมีเนื้อหาสอดคล้องกับแนวคิด militarization กล่าวคือเป็นเนื้อหาข่าวที่เกี่ยวกับบทบาทของกองทัพในภาคส่วนพลเรือนผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งตามหลักการของ Samuel P. Huntington นั้น ทหารอาชีพควรเป็นกลางทางการเมือง (apolitical) โดยสิ้นเชิง
นอกจากนี้ ข่าวเกี่ยวกับกองทัพ/ข่าวกิจกรรมทหาร 163 ข่าว ตามทฤษฎีสตรีนิยมสามารถอนุมานได้ว่าเป็นข่าวเพศชาย เพราะสถาบันกองทัพเป็นสถาบันที่ตั้งขึ้นจากความเป็นชาย เพื่อดำรงแนวคิดชายเป็นใหญ่ อีกทั้งข่าวจากทั้งสองกลุ่มข้างต้น (ข่าวเพศชายและข่าวกองทัพ) มีแนวโน้มให้พื้นที่ความสนใจกับทหารชายในระดับนายพล รวมเป็น 292 ข่าว ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมีการระบุคำเรียกนำหน้าด้วย ‘บิ๊ก’ จำนวน 47 ข่าว
ดังนั้น ข่าวที่มีผู้หญิงปรากฏตัวจึงเหลือเพียง 17 ข่าวเท่านั้น ซึ่งส่วนมากเป็นข่าวการรับสมัครตำแหน่งที่มีผู้หญิง เช่น เปิดรับสมัครนักบินหญิงรุ่นแรก ทั้งหมด 8 ข่าว และข่าวที่เหลือเป็นข่าวภริยานายทหารชั้นสูง เช่น นายกสมาคมแม่บ้าน และข่าวนักกีฬาหญิงทีมชาติที่ไปแข่งโอลิมปิกและได้ติดดาวนายร้อย จนกลายเป็นผู้หมวดใหม่ของกองทัพ เป็นต้น
หากสำรวจเพียงข่าวที่มีเพศหญิงปรากฏตัวขึ้นเพียง 17 ข่าว สื่อหลักนำเสนอภาพแทนของ ‘ทหารหญิง’ อย่างไร
แม้ข่าวที่มีเพศหญิงปรากฏตัวอาจไม่ได้เป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับทหารหญิงโดยตรง เนื่องจากข่าวส่วนใหญ่เกี่ยวกับการรับสมัครทหารและข่าวภริยานายทหารชั้นสูงรวมอยู่ด้วย แต่ก็ถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่มีนัยสำคัญในทางสตรีนิยม ตรงตามคำถามที่ Cynthia Enloe ได้เคยถามไว้ว่า “Where are the women?” ในโลกของทหาร
งานวิจัยชิ้นนี้แบ่งผู้หญิงที่ปรากฏในข่าว จากพาดหัวและเนื้อหาข่าวออกเป็นสามรูปแบบ ประกอบด้วย A wife (ภริยา), A young woman (หญิงสาว) และ A dream come true (ความฝันที่เป็นจริง)
รูปแบบแรก คือ ‘A wife’ (ภริยา) โดยส่วนมากเป็นข่าวเกี่ยวกับภริยานายทหารชั้นสูงเป็นหลัก ซึ่งมักจะถูกเรียกว่า ‘แม่บ้าน’ และ ‘ภริยา’ เช่น นายกสมาคมแม่บ้าน สมาคมภริยาทหาร เป็นต้น แม้ว่าคำดังกล่าวจะไม่ได้ถูกใช้ในเชิงลบ แต่ก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบบางอย่าง หลายครั้ง ‘ภริยา’ ถูกใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์และตัวชี้วัดที่สะท้อนความสำเร็จในการจัดการเรื่องราวภายในบ้านของสามีซึ่งเป็นทหารชาย ว่าผู้ชายทำหน้าที่ภายในบ้านได้ดีมากเท่าไหร่ อีกทั้งภริยาต้องสนับสนุนสามีให้เจริญในหน้าที่การงาน หลายคนยอมลดบทบาทในทางทหารหรือภาระหน้าที่ส่วนตัวเพื่อหันกลับมาทำหน้าที่ในฐานะ ‘ภรรยาที่ดี’ หากเปรียบเทียบนายพลในฐานะ ‘พ่อของกองทัพ’ ภริยาก็ถูกจัดวางในฐานะ ‘แม่ในระบบสังคมแบบกองทัพ’ เช่นกัน
รูปแบบต่อมา คือ ‘A young woman’ (หญิงสาว) ซึ่งมีคำที่สังคมมักได้ยินคุ้นหูอย่างคำว่า ‘น้อง’ ที่สื่อใช้เรียกผู้หญิงกลุ่มนี้ แม้ว่าจะเรียกด้วยความเอ็นดู แต่ก็สะท้อนถึงแนวคิดที่มองว่าผู้หญิงประสบการณ์น้อย ไร้เดียงสา และเปราะบาง อีกทั้งในบริบทที่ปรากฏในสื่อยังมองได้ว่า คำว่า ‘น้อง’ ไปลดทอนความเป็นทหารของผู้หญิงลง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคำที่มักจะถูกใช้เรียกทหารชาย
สุดท้ายคือ ‘A dream come true’ (ความฝันที่เป็นจริง) กล่าวคือสื่อมักจะหยิบยกเรื่องราวของบุคคลที่สามารถเข้ามารับตำแหน่งในกองทัพได้ หลายครั้งมักถูกใช้กับผู้หญิงที่ความสามารถพิเศษจนได้รับโอกาสในกองทัพ เช่น นักกีฬาทีมชาติที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง ซึ่งหลายครั้งพวกเธอก็จะได้รับตำแหน่งทหารเป็นรางวัลและเป็นหนึ่งสัญลักษณ์ว่ากองทัพให้โอกาสผู้หญิงเข้ามาทำงาน
ทั้งสามรูปแบบที่กล่าวมาสะท้อนว่า การปรากฏตัวของผู้หญิงในข่าวทหารเป็นไปเพื่อการประชาสัมพันธ์ และไม่ได้สะท้อนภาพความจริงของการเป็นทหารหญิงหรือผู้หญิงในสังคมทหารได้อย่างที่ควรเป็น อีกทั้งยังตอกย้ำถึงบทบาทที่แตกต่างของเพศชายและหญิงในสังคมทหารและสังคมไทยอีกด้วย
นอกจากคุณจะสำรวจผ่านเครื่องมืออย่าง news content analysis คุณยังได้พูดคุยกับเหล่าทหารหญิงด้วย?
ใช่ งานวิจัยชิ้นนี้สัมภาษณ์ทหารหญิงจากหลายๆ กองทัพทั้งหมด 31 คน เนื้อหาในการพูดคุยครอบคลุมทั้งสิ้นสามประเด็น ประกอบด้วย
(1) ประสบการณ์ส่วนตัวและการทำงานกองทัพในฐานะทหารหญิง
(2) ความรู้สึกของทหารหญิงต่อภาพแทนที่สื่อหลักสร้าง ในมิติว่าสอดคล้องหรือแตกต่างจากตัวตนของทหารหญิงอย่างไร
(3) การใช้โซเชียลมีเดียเพื่อสร้างอัตลักษณ์บนโลกออนไลน์ของทหารหญิง
เพื่อเข้าใจกระบวนการสร้างตัวตนความเป็นทหาร (military identity construction as women) และการสร้างภาพแทนของตัวเองผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อีกทั้งเพื่อสำรวจประสบการณ์ส่วนตัวที่ทหารหญิงเคยเจอว่าส่งผลต่อการสร้างอัตลักษณ์ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์อย่างไร จากการพูดคุยสามารถสรุปเนื้อหาออกมาทั้งหมดสี่ประเด็น ประกอบด้วย
ประเด็นแรก งานด้านการทหารก็ยังคงเป็นงานของผู้ชาย ซึ่งทหารหญิงก็เข้าใจและยอมรับเงื่อนไขเหล่านี้ตั้งแต่สมัครเข้ามาทำงานแล้ว แต่ก็อาจมีคำถามเกิดขึ้นในใจระหว่างการทำงานเช่นกัน ทั้งในแง่โอกาสและแนวโน้มการเติบโตในสายงาน
ประเด็นที่สอง ทหารหญิงหลายคนถูกตั้งคำถามจากทหารชายว่าพวกเธอสามารถทำงานได้จริงหรือไม่ ทั้งที่มีคุณวุฒิตรงตามตำแหน่ง อีกทั้งยังมีความเชื่อว่าการมีผู้หญิงในที่ทำงานอาจทำให้ลำบากขึ้น เห็นได้จากบางตำแหน่งที่ต้องเดินทางไปทำงานในพื้นที่ต่างจังหวัดและทหารหญิงก็ได้รับคำตอบมาว่า ตำแหน่งงานนี้ไม่ค่อยอยากรับผู้หญิง เนื่องจากต้องจัดหาห้องแยกเพิ่มเติมให้อีกหนึ่งห้อง และถ้าเกิดมีประจำเดือนหรือตั้งครรภ์อาจทำให้ลำบากคนอื่น
นับเป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถามเหมือนกันว่าทำไมผู้ชายต้องคิดแทนผู้หญิงด้วย ร่างกายก็เป็นร่างกายของฉัน และผู้หญิงก็ควรสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองว่าการทำงานเหล่านั้นจะสร้างความลำบากหรือไม่ ไม่ใช่เพราะคนอื่นมาตัดสินใจแทนว่าจะลำบากเพราะเป็นผู้หญิง ทั้งหมดนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลและกลไลของผู้ชายในสังคมชายเป็นใหญ่ มักใช้เพื่อกีดกันไม่ให้ผู้หญิงได้รับโอกาสที่เท่าเทียม ส่งผลให้ทหารหญิงหลายคนถูกจำกัดให้ทำงานในออฟฟิศ
นอกจากนี้ หากสำรวจตำแหน่งที่รับผู้หญิงเข้าไปทำงาน เช่น นักบินหญิงในกองทัพอากาศ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เมื่อรับเข้าทำงานในตำแหน่ง ผู้หญิงมักประสบกับข้อจำกัดบางอย่างทำให้เส้นทางการเติบโตไม่ชัดเจน เพราะตำแหน่งเหล่านั้น ‘เคย’ ถูกสงวนสิทธิ์ไว้แก่ทหารชาย หลายครั้งทหารหญิงจึงอยู่ในตำแหน่งที่มีไว้เพื่อสนับสนุนทหารชายที่มาจากเหล่าหลัก (เช่น ทหารชายที่มาจากโรงเรียนเตรียมทหาร)
ประเด็นที่สาม ภาพแทนของทหารหญิงที่ผู้ร่วมวิจัยส่วนใหญ่คุ้นเคยคือ ผู้กองหญิงจาก ‘ผู้กองยอดรัก’ ซึ่งไม่ได้สะท้อนความจริงที่เหล่าทหารหญิงต้องเผชิญแต่อย่างใด กล่าวคือ ทหารหญิงเป็นเพียงดาวเด่นของค่ายทหาร อิงจากสโลแกนละครที่ว่า “ยอดขวัญใจคนนี้ ที่จะทำให้ทั้งกองทัพสดชื่นใจ” ภาพแทนของทหารหญิงไทยจึงแตกต่างจากภาพที่พวกเธอเห็นในกองทัพต่างประเทศ ว่าทหารหญิงดูหนักแน่น และสามารถทำงานในหลายๆ บทบาทในกองทัพเช่นเดียวกับทหารชาย ขณะที่ภาพของตำรวจหญิงหรือทหารหญิงไทยที่อยู่ในชุดเครื่องแบบ มักจะถูก sexualize จนได้เห็นคอมเมนต์ในโลกออนไลน์ประเภท ‘นางฟ้าในเครื่องแบบ’ จนท้ายที่สุด ทหารหญิงไม่สามารถหาจุดเชื่อมโยงระหว่างตัวตนที่สร้าง งานที่เขาทำ และสื่อที่เขาเห็น ยิ่งสื่อนำเสนอภาพทหารหญิงน้อยเช่นนี้ ทำให้พวกเธอเชื่อมโยงและเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพได้ยากยิ่งขึ้น
ประการสุดท้าย คือความสัมพันธ์ระหว่างทหารหญิงและกองทัพเป็นเหมือนความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งชัง (love-hate relationship) กล่าวคือ “ฉันเบื่อสังคมผู้ชายเป็นใหญ่ ฉันเบื่อระบบทหาร แต่ฉันก็ภาคภูมิใจกับงานและความเป็นทหาร” ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่ว่าเพศไหนต่างมองว่าอาชีพทหารมีหน้าที่รับใช้และเสียสละเพื่อประเทศชาติ ทำให้เกิดความขัดแย้งในจิตใจของทหารหญิง สิ่งหนึ่งที่ผู้เข้าร่วมต่างพูดตรงกันคือ ช่วงที่พวกเธอรู้สึกเป็นทหารเต็มตัวมากที่สุดเป็นช่วงของการฝึกทหารหรือได้ทำภารกิจที่เกี่ยวข้องกับประชาชน เพราะได้รับการมองเห็นจากภายนอกว่า พวกเธอคือส่วนหนึ่งของกองทัพ ได้รู้สึกถึงอัตลักษณ์ความเป็นทหารที่ภาคภูมิใจ ในทางตรงกันข้าม โลกการทำงานแต่ละวันที่อยู่เพียงแต่ในออฟฟิศหรือต้องเจอกับข้อจำกัดทางเพศซ้ำๆ ทำให้หลายคนรู้สึกผิดหวัง เคยชิน และยอมรับกับบทบาทและโอกาสที่ได้รับ
โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนผ่านจากอัตลักษณ์พลเรือนสู่อัตลักษณ์ทหาร อย่างไร
ต้องบอกอย่างนี้ว่า การเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ (integration) เป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างมากในการเปลี่ยนผ่านอัตลักษณ์ของทหารที่เข้ารับราชการในกองทัพทุกคน เนื่องจากทุกคนต้องผ่านการเข้ารับการฝึกทั้งในระดับประทวนและสัญญาบัตร แต่สิ่งที่พบจากงานวิจัยนี้คือ กระบวนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กันไปทั้งในโลกออฟไลน์และออนไลน์ (dual integration) เช่น การมีเพื่อนบนโลกออนไลน์ที่เป็นทหาร ทำให้เกิดการปฏิสัมพันธ์บนโลกออนไลน์ทั้งในแบบทหารและแบบพลเรือนควบคู่กันไป หรือการโพสต์รูปภาพของตนเองในเครื่องแบบจนเพื่อนในโลกออนไลน์อนุมานได้ว่า เจ้าของบัญชีโซเชียลมีเดียคนนี้เป็นทหาร กระบวนการดังกล่าวเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ
โซเชียลมีเดียจึงกลายเป็นพื้นที่ที่ทำให้ทหารทั้งเก่าและใหม่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมทหาร ผ่านการสร้างและเรียนรู้ตัวตนของกันและกันบนโลกออนไลน์ ซึ่งลดทอนความเป็นทางการและแบบแผนการเข้าสังคมในโลกแห่งความเป็นจริง จนทำให้ทหารใหม่หลายคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน ทหารที่รับราชการมาเป็นเวลานานก็อาจมีวิธีการนำเสนอตัวตนบนโลกออนไลน์ที่แตกต่างไปด้วย เพราะคุ้นเคยกับวัฒนธรรมทหารในโลกออฟไลน์เป็นอย่างดี แต่ไม่ว่าจะกลุ่มใด โซเชียลมีเดียก็มีบทบาทสำคัญในการสร้างตัวตนความเป็นทหาร และเป็นเครื่องย้ำเตือนความเป็นทหารของพวกเธอ จากการสัมภาษณ์เพื่อสำรวจวิธีการใช้งานโซเชียลมีเดียของทหารหญิง ยังสามารถแบ่งออกมาได้ทั้งหมดสามรูปแบบหลัก ประกอบด้วย
รูปแบบแรก คือ ทหารหญิงส่วนหนึ่งใช้โซเชียลมีเดียสร้างความเชื่อมโยงกับความเป็นทหาร เช่น หลายคนโพสต์ตัวเองในชุดทหารเต็มยศซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นทหารที่จับต้องได้ หรือขณะพวกเธอฝึกทหาร เดินสวนสนาม เนื่องจากภาพเหล่านั้นทำให้ทหารหญิงรู้สึกว่ากำลังทำหน้าที่ในฐานะทหารและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับกองทัพ อีกทั้งจากสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ทหารหญิงไม่ถูกมองเห็นมากนัก หลายครั้งพวกเธอก็ตั้งใจโพสต์เพื่อสื่อสารว่าฉันเองก็กำลังทำหน้าที่ที่ฉันรักอยู่ ในด้านหนึ่ง self-representation จึงกลายเป็นกลไกสำคัญสำหรับการเยียวยาตัวเอง กล่าวคือแม้เสียงของเราอาจไม่มีใครได้ยินในโลกความเป็นจริง แต่บนโลกออนไลน์ผู้คนสามารถสื่อสารในสิ่งที่คิดและต้องการเป็นได้
รูปแบบต่อมา คือ พวกเธอใช้โซเชียลมีเดียเพื่อกำหนดภาพแทนของทหารหญิงที่อิงกับความเป็นจริง กล่าวคือ หากเธอทำหน้าที่เป็นพยาบาลทหารที่มักใส่เครื่องแบบพยาบาลมากกว่าเครื่องแบบทหาร และทำงานในโรงพยาบาล การเป็นพยาบาลตามวิชาชีพ ได้ช่วยเหลือผู้คน จึงเป็นสิ่งที่เธอต้องการสื่อสารออกไป
การนำเสนอเช่นนี้เป็นการสร้างความหมายใหม่ต่ออาชีพทหารที่ไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องแบบลายพราง ไปออกรบ ไปออกฝึกเสมอไป รวมถึงการนำเสนอความจริงที่ว่า อาชีพทหารก็เป็นอาชีพหนึ่งที่มีทั้งส่วนงานที่รัก ส่วนงานที่ชัง และมีวันธรรมดาๆ เป็นกิจวัตร เหมือนอาชีพอื่นๆ
รูปแบบสุดท้าย คือ การนำเสนอตัวตนของทหารหญิงบนโซเชียลมีเดีย เป็นกระจกสะท้อนการควบรวมของโลกออนไลน์และโลกของทหาร เพราะไม่ว่าจะเป็นทหารชายหรือทหารหญิงต่างก็นำเสนอตัวตนบนโลกออนไลน์เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของ digital community และใช้วิธีการสื่อสารตามแบบ digital culture เช่น การใช้มีม อิโมจิ เซลฟี่ หรือการทำชาเลนจ์ TikTok ที่เป็นไวรัลในขณะนั้น
ทุกวันนี้แนวโน้มการใช้สื่อออนไลน์จึงกลายเป็นพื้นที่ในการสร้างตัวตน และมีแนวโน้มไปสู่การสร้างอัตลักษณ์ของทหารสู่การเป็นอินฟลูเอนเซอร์ไปแล้ว แนวโน้มดังกล่าวจึงเป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่กองทัพไทยต้องรับมือในอนาคต
หากกลับมาสำรวจกองทัพไทย ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยทหารหญิง พ.ศ.2527กำหนดให้ทหารหญิงไม่สามารถบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งที่ทำการรบโดยตรง (Non-combat roles) แต่เป็นฝ่ายสนับสนุนเหล่ารบให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น การกำหนดบทบาทเช่นนี้สะท้อนแนวคิดของกองทัพไทยอย่างไร
กฎเกณฑ์เหล่านี้สะท้อนหล่มที่กองทัพในหลายประเทศยังไม่สามารถก้าวข้ามผ่านไปได้ คือการออกแบบให้ผู้หญิงสามารถเข้าทำงานได้ทุกตำแหน่งทัดเทียมกับทหารชาย สะท้อนว่ากฎเกณฑ์เหล่านี้ยังคงรักษาผลประโยชน์ของทหารชายและสังคมชายเป็นใหญ่ภายในกองทัพ เพราะเชื่อว่าเพศหญิงมีคุณลักษณะทางกายภาพและทางอารมณ์ไม่เทียบเท่าเพศชาย จึงไม่เหมาะกับตำแหน่งที่ทำการรบโดยตรง
คงต้องเริ่มจากการศึกษาภายในกองทัพว่าทหารหญิงคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร เพื่อกลั่นกรองออกมาเป็นนโยบายที่ครอบคลุมและเท่าเทียมกับทุกเพศ หากมีการสำรวจจริง บางทีทหารหญิงอาจไม่ได้ต้องการไปรบและมีความสุขกับการทำงานในออฟฟิศก็ได้ ดังนั้น หากต้องการปรับปรุงกองทัพให้เกิดความเท่าเทียมขึ้น การให้คุณค่าแก่ประสบการณ์จริงที่พวกเธอประสบในกองทัพจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ กล่าวคือให้พวกเธอเลือกชีวิตได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่เพราะระบบเป็นผู้กำหนดว่าทหารหญิงสามารถทำอะไรได้ หรือเป็นอะไรได้บ้าง
การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายภายในกองทัพ อาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบบกองทัพได้โดยตรง แต่จะส่งผลต่อมุมมองของประชาชนมากกว่า เห็นได้จากวลีที่ว่า ‘ทหารมีไว้ทำไม’ ที่เกิดจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ประชาชนรู้สึกถึงความผิดปกติและการกระทำที่ขัดหลักสิทธิมนุษยชนภายในกองทัพ จนกองทัพกลายเป็นสถาบันที่ไม่เข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่เข้าใจความหลากหลายทางเพศ หากในวันนี้กองทัพปรับเปลี่ยนอย่างมีประสิทธิภาพ ภาพลักษณ์ของกองทัพก็จะกลายเป็นสถาบันที่ก้าวตามสังคมและโอบรับทุกเพศอย่างเท่าเทียม ซึ่งส่งผลต่อการสนับสนุนของประชาชนเกี่ยวกับการทำงานของกองทัพ รวมถึงทหารใหม่ที่จะเข้ารับราชการในอนาคตด้วย
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งภาคการเมืองและภาคประชาชนต่างออกมาเสนอให้มีการปฏิรูปกองทัพ คุณมองว่าการปฏิรูปกองทัพเป็นหนทางสร้างความเท่าเทียมหรือไม่
การปฏิรูปกองทัพต้องถูกดำเนินการอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเรากังวลว่าหากมีการปฏิรูปกองทัพในมิติองค์รวมโดยไม่ได้คิดถึงประเด็นทหารหญิง อาจทำให้กองทัพยิ่งกลายเป็นสังคมชายเป็นใหญ่มากขึ้นกว่าเดิม กล่าวคือหากมีการปฏิรูปกองทัพแล้ว หนึ่งในผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ ‘การลดขนาดกองทัพ’ ผนวกกับแนวคิดของกองทัพที่อุ้มชูทหารชายเป็นหลัก และมองว่าทหารชายที่มาจากสถาบันหลักทางการศึกษาของทหารเป็นกำลังสำคัญของกองทัพ เท่ากับว่าแม้มีการปฏิรูปแล้ว แต่ระบบก็ยังคงมอบสิทธิและโอกาสแก่ทหารอย่างไม่เท่าเทียม
หากวันนี้มีการลดขนาดกองทัพ กลุ่มแรกๆ ที่จะได้รับผลกระทบคือ ทหารหญิงเพราะตำแหน่งงานที่ทหารหญิงสามารถทำได้ ก็เป็นตำแหน่งที่ถูกแทนที่ด้วยทหารชายได้ ท้ายที่สุดแล้ว การปฏิรูปกองทัพยังเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ แต่ต้องมีข้อเสนอที่เกี่ยวกับทหารหญิงด้วยโดยตรง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาในกองทัพเกิดขึ้นอย่างตรงจุด เสมอภาค และครอบคลุมทุกฝ่าย
แล้ววงวิชาการต่างประเทศตอบสนองกับประเด็นทหารหญิงในประเทศไทยอย่างไร
จำนวนทหารหญิงในกองทัพไทย ผู้คนไม่ค่อยตกใจหรอก เพราะทุกประเทศก็ยังมีน้อยเหมือนกัน (หัวเราะ) แม้จะมีประเด็นในเชิงรายละเอียดที่แตกต่างกัน แต่ปัญหาที่ทหารหญิงประสบภายในกองทัพก็ยังเกิดขึ้นอยู่ในหลายประเทศ
ทว่า สิ่งที่วงวิชาการต่างประเทศต่างตกใจคือ ประสบการณ์ของทหารหญิงในสังคมชายเป็นใหญ่ ‘แบบไทยๆ’ เนื่องจากหากสำรวจสังคมไทยผ่านแนวคิดสตรีนิยมตะวันตก สังคมไทยไม่ใช่สังคมชายเป็นใหญ่มากนัก เพราะนักวิชาการตะวันตกมองว่า ผู้หญิงไทยและผู้หญิงในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสิทธิ์มีเสียงในระดับหนึ่ง มีบทบาททั้งในบ้านและนอกบ้าน และสามารถออกไปทำงานนอกบ้านได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้หญิงในภูมิภาคนี้ถูกกดทับผ่านกลไกอื่นๆ ที่มองเห็นได้ยากหากปราศจากความเข้าใจลึกซึ้งถึงวัฒนธรรมประเพณีของภูมิภาค
นอกจากนี้ ประสบการณ์ของทหารหญิงในกองทัพไทยก็ได้เป็นเหมือนข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจสำหรับวงวิชาการต่างประเทศอยู่เหมือนกัน เนื่องจากประเทศอื่นๆ ไม่เป็นเช่นนี้ เช่น การใส่คำว่า ‘หญิง’ ในยศทหาร ซึ่งมองเผินๆ เป็นเพียงวิธีการหนึ่งในการแยกทหารหญิงออกจากทหารชาย แต่ในทางปฏิบัติก็อาจกลายเป็นเครื่องมือในการดำรงความชายเป็นใหญ่ของระบบทหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิชาการสายสตรีนิยมเรียกกันว่า gender marking หรือ gender differentiation
หากชวนเปรียบเทียบแนวคิดภายในกองทัพของต่างประเทศกับกองทัพไทย คุณเห็นความแตกต่างอย่างไร
เครื่องมือสำหรับการต่อรองของทหารหญิงมีน้อยมาก หลายครั้งเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ทหารหญิงมักได้รับคำตอบว่า ระบบกองทัพอยู่มาเป็นร้อยปีจะมาเปลี่ยนแปลงจากปัญหาเดียวหรือจากคนคนเดียวก็อาจเป็นไปไม่ได้ หรือไม่ได้มีหน่วยงานใดในกองทัพที่รับผิดชอบและผลักดันให้เกิดความเท่าเทียมภายในกองทัพ หรือถ้ามีอยู่ก็ยังเจอข้อจำกัดอีกหลายด่าน ทั้งที่เมื่อสำรวจกองทัพในประเทศอื่นๆ ต่างก็พัฒนาไปพร้อมกับสังคมประชาธิปไตย ประชาชนสามารถวิจารณ์การทำงานของกองทัพ
แนวคิดเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย แต่เกิดขึ้นหลายประเทศในทวีปเอเชีย เช่น กองทัพของประเทศอินโดนีเซีย ทหารหญิงเคยต้องตรวจพรหมจรรย์ก่อนเข้ากองทัพ (Virginity Test) นับว่าเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างน่าตกใจ จึงเห็นได้ว่ากองทัพในทวีปเอเชียยังติดหล่มเรื่องบรรทัดฐานทางเพศ และส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการตีความบทบาททางเพศที่ปรากฏในคำสอนทางศาสนา ซึ่งมักถูกตีความให้เอื้อต่อสังคมชายเป็นใหญ่
เมื่อเปรียบเทียบกับกองทัพของสหรัฐอเมริกา ทหารหญิงกลับมีบทบาทภายในกองทัพทัดเทียมกับทหารชาย เช่น ทหารหญิงสามารถเลื่อนตำแหน่งขึ้นไปถึงขั้นผู้บัญชาการได้ เป็นต้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสังคมสหรัฐอเมริกาเป็นสังคมประชาธิปไตย และประชาชนมีความเป็นปัจเจกนิยมสูง ค่านิยมในกองทัพไม่ได้ยึดว่าผู้ชายต้องเป็นหัวหน้าเท่านั้น
นอกจากนี้ เมื่อรับผู้หญิงเข้าไปในกองทัพแล้ว กองทัพต้องมีการทำวิจัยต่อเนื่องเพื่อสำรวจประสบการณ์ของทหารหญิงภายในกองทัพ จึงได้เห็นงานวิจัยตีพิมพ์โดยสถาบันกองทัพเองและสถาบันการศึกษาภายนอกที่ให้ข้อมูลและชี้แจงประเด็นต่างๆ เช่น มีการคุกคามทางเพศภายในกองทัพหรือไม่ ระบบการทำงานเอื้อให้เกิดความเท่าเทียมภายในกองทัพหรือไม่ นับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งในการติดตามผลของนโยบาย
ท้ายที่สุดแล้ว ในความคิดของคุณกองทัพไทยกำลังเดินมาถูกทางแล้วหรือไม่
ที่ผ่านมากองทัพได้พัฒนาให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในสังคมตามความเหมาะสม เช่น การรับผู้หญิงเข้ามาทำงานในตำแหน่งหน้าที่ที่ตรงตามคุณวุฒิและทดแทนกำลังพลทหารชายที่ขาดแคลนในบางตำแหน่ง แต่หากต้องการสร้างความเท่าเทียมในกองทัพคงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ไม่สามารถเกิดขึ้นในวันสองวัน และคงไม่เกิดแบบเบ็ดเสร็จภายในปีสองปีนี้เช่นกัน
แต่หลังจากที่เราได้พูดคุยกับทหารหญิงหลายคนต่างเริ่มพูดถึงแนวคิดสตรีนิยมกันบ้างแล้ว พวกเธอเริ่มตั้งคำถามกับระบบชายเป็นใหญ่ที่เป็นปัญหา เริ่มตระหนักถึงปัญหาของการคุกคามทางเพศภายในกองทัพตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าไป อีกทั้งกองทัพยังต้องรับทหารหญิงเข้าไปในทุกๆ ปี อาจทำให้เกิดพลวัตการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจภายในกองทัพ และการตอบสนองเชิงนโยบายก็เป็นได้
ท้ายที่สุดแล้ว ข้อค้นพบของงานวิจัยชิ้นนี้ตอกย้ำให้เห็นว่า บทบาทของทหารหญิงและภาพแทนของทหารหญิงในหลายๆ ประเทศยังคงเป็นปัญหาที่แก้ได้ยาก ซึ่งเกิดจากความย้อนแย้งในเชิงโครงสร้าง ค่านิยม และนโยบาย จนวนกลับไปที่ต้นเหตุว่า militaries are ‘gendered’ institutions กล่าวคือ องค์การทหารตั้งขึ้นและดำเนินการอยู่บนแนวคิดความเป็นชาย ให้คุณค่าและรักษาผลประโยชน์แก่ทหารชายบางกลุ่ม (เช่น นักเรียนเหล่านายร้อย นักบิน นักรบ นายพล) ทำให้เพศอื่นๆ ไม่ใช่แค่ผู้หญิง (รวมถึงผู้ชายในยศประทวนด้วย) ยังคงหาที่ที่เหมาะกับตัวเองภายในกองทัพได้ยาก