ปาล์ม-ฐิตาภรณ์ ภิระบรรณ์ VFX Artist ที่ผลักดันตัวเองด้วยวินัยและหล่อเลี้ยงหัวใจด้วยความฝันสู่การเป็นหนึ่งในทีมงานของภาพยนตร์ Barbie
…เราทุกคนมีความฝันในโลกที่เราจินตนาการได้ไม่รู้จบ แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถสร้างภาพความเป็นจริงให้ทาบทับกับภาพความฝันนั้นได้
ในเช้าวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ณ เมืองเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เด็กหญิงฐิตาภรณ์จะตั้งใจตื่นมาดูการ์ตูนทางโทรทัศน์นับตั้งแต่อรุณเบิกฟ้าไปกับเจ้าขุนทอง ตามมาด้วยยอดนักสืบจิ๋วโคนัน โดราเอม่อน ไปจนถึงจ๊ะทิงจ้า โฟร์แองจี้ และขีดเขียนตัวละครเหล่านั้นด้วยความเพลิดเพลินลงในสมุดโน้ต ด้วยความคิดอันบริสุทธิ์ว่าสักวันหนึ่ง ร่องรอยดินสอบนแผ่นกระดาษเหล่านี้จะสามารถแปลงเปลี่ยนเคลื่อนไหวด้วยสีสันสดใสแบบที่เธอหวังในแบบฉบับของตัวเองได้ในอนาคต
“ช่วงนั้นปาล์มเริ่มสนใจในแอนิเมชันมากขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับทางฝั่งของสหรัฐอเมริกาก็เริ่มมีภาพยนตร์แอนิเมชันมาเหมือนกันอย่างเช่น Toy Story (1995, John Lasseter)” ปาล์ม-ฐิตาภรณ์ ภิระบรรณ์ ศิลปินผู้สร้างสรรค์งานซีจี CGI สำหรับภาพยนตร์ Visual Effects จากสตูดิโอในมหานครนิวยอร์กเริ่มบอกเล่าความหลังตั้งแต่โมเมนต์แรกของการหลงรักในแอนิเมชันของเธอ
ปาล์ม-ฐิตาภรณ์ ภิระบรรณ์
ในตอนนั้น ปาล์มก็เหมือนเด็กทั่วไปที่ชื่นชอบการ์ตูน ชอบวาดเขียนไปตามภาษาเด็กและชอบดูภาพยนตร์เพื่อความบันเทิง แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงมัธยมปลาย ซึ่งนับเป็นหัวเลี้ยวแรกที่สำคัญสำหรับการไต่เต้าสู่ความฝัน คำถามแรกที่เธอต้องตอบตัวเองก็คือ เราจะเรียนต่อสายอะไร?
เธอพอทำได้ดีในวิชาคำนวณอย่างคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ และเธอเกลียดวิชาภาษาอังกฤษ “ที่โรงเรียนปาล์มมันจะมีสาขาวิทยาศาสตร์-คอมพิวเตอร์ สาขานี้จะไม่ต้องเรียนภาษาอังกฤษเยอะ เหมือนเขาเอาวิชาภาษาอังกฤษออกไปบางตัว แล้วใส่วิชาคอมพิวเตอร์เพิ่มเข้าไป เราชอบคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว ก็เลยเลือกเข้าสายนี้” เธอเล่าย้อนอดีตด้วยท่าทีร่าเริง
มัธยมปลายเป็นช่วงเวลาแรกเริ่มที่สำคัญต่อเส้นทางอาชีพของเธอ ความตั้งใจและความพยายามก็ส่วนหนึ่ง แต่เธอไม่เคยปฏิเสธว่าเธอโชคดีด้วยเช่นกัน เริ่มจากการเจอกัลยาณมิตรที่ดี “ปาล์มมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง ตอนนั้นเขาไปเรียนใช้โปรแกรม 3D ที่กรุงเทพฯ พอเขากลับมา ก็ชวนปาล์มมาเปิดชมรมกัน” จุดประสงค์แรกเป็นไปอย่างเรียบง่าย ชมรมนี้มีไว้เพื่อรวมตัวกันเล่นเกม “แต่เมื่อครูบอกว่า เดี๋ยวจะตรวจชมรมว่าทำอะไรกันบ้าง เราจึงต้องมาเริ่มเรียนรู้การใช้โปรแกรม Autodesk Maya (โปรแกรมออกแบบแอนิเมชัน 3 มิติ)”
“ตอนนั้นก็แค่ปั้นจาน ปั้นแก้ว ปั้นถ้วย โดยที่ไม่ได้ใส่อะไรเพิ่มเติมเลย และพอกดเรนเดอร์ มันก็จะแสดงภาพออกมา แค่นี้ปาล์มก็รู้สึกตะลึงแล้วว่า ทำแค่นี้มันเห็นทุกมุมของแก้วได้เลยหรือ” เธอเล่าด้วยสีหน้าที่ตื่นเต้น เหมือนภาพในห้องคอมพิวเตอร์ในวันนั้นยังไม่เคยจางหาย
แม้จะไม่ใช่คนที่มีความสามารถสูงในการวาดรูปบนกระดาษ แต่เธอรู้สึกถูกจริตกับการปั้นโมเดลผ่านระบบคอมพิวเตอร์ในรูปแบบ 3 มิติมากกว่า จึงทำให้เธอเลือกที่จะสอบตรงเข้าไปเรียนที่วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และแน่นอนว่าต้องเป็นสาขาแอนิเมชัน ซึ่งใช้ 3 วิชาคือ แคลคูลัส ฟิสิกส์ และความถนัดทางแอนิเมชัน
จากเด็กหน้าห้องในโรงเรียน เกรดเฉลี่ยแกว่งอยู่ในช่วงไม่เกิน 3-3.5 เธอก็ไม่ต่างกับใครหลายคนที่เกรดเทอมแรกในรั้วมหาวิทยาลัยกลายเป็นเสียงเรียกสติที่ก้องดัง มากไปกว่านั้น คะแนนที่ลดน้อยลงอย่างน่าตกใจทำให้ปาล์มเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า นี่คือสิ่งที่เหมาะกับเธอจริงหรือไม่?
“แต่พอจบ 2 ปีแรก ปาล์มไม่ต้องเรียนพวกวิชาปรับพื้นฐานต่าง ๆ เช่นภาษาอังกฤษ แคลคูลัส ฟิสิกส์ อะไรพวกนี้แล้ว พอขึ้นปี 3 มา ก็ได้เรียนตัวเมเจอร์มากขึ้น เลยทำให้รู้สึกว่า นี่แหละ มาถูกทางแล้ว” เธอยังเล่าต่อว่า พอได้เริ่มเรียนวิชาที่ตั้งใจไว้ในตอนแรกมากขึ้น เช่นการใช้โปรแกรม 3D การสร้าง ปั้นของทุก ๆ อย่าง จากโลกที่ว่างเปล่า และค่อย ๆ แต่งแต้มด้วยสีสัน วางมุมกล้อง จัดแสง ตามแบบที่เรานึกฝัน ก็เป็นเสมือนการต่อเส้นสายที่เคยวาดไว้ในวัยเยาว์ให้ค่อย ๆ เริ่มมีชีวิตขึ้นมาทีละน้อย
“ตอนปี 3 ปาล์มต้องทำ Special Project คือทั้งเทอมต้องทำแอนิเมชัน 1 เรื่อง โดยทำตั้งแต่กระบวนการคิด เขียนบท ออกแบบตัวละคร ออกแบบฉาก ปั้นตัวละคร ปั้นฉาก วางกล้อง ใส่แสง เป็นต้น ถ้าถามว่าตอนนั้นเป็นยังไงบ้าง ปาล์มก็ทำอะไรได้ไม่เยอะหรอกค่ะ แต่ปาล์มก็ฝึกทำซ้ำ ๆ อันไหนไม่เข้าใจก็ถามอาจารย์ ปาล์มถามบ่อยมาก” ขณะที่ความคิดในการเติบโตไปฮอลลีวูดก็ยังคงเป็นความฝันที่ติดอยู่ในใจเสมอ
ศิลปิน VFX จากนิวยอร์กขยายความต่อ “มันเป็นความใฝ่ฝันว่าจะต้องไป ณ ตรงนั้นให้ได้ แต่ตอนนั้นภาษาอังกฤษปาล์มก็ไม่ได้ เลยเหมือนเป็นคนฝันเฟื่อง เหมือนเป็นคนจินตนาการเยอะ เอาแต่ฝัน แต่ไม่ลงมือทำ”
…. “แล้วอะไรเป็นจุดเปลี่ยน?”
“หลังจากเรียนจบ ปาล์มเริ่มทำงานเป็น Motion Capture Artist ก่อน เพราะตอนโปรเจ็กต์จบปาล์มทำเรื่องนี้พอดี” เธอระลึกถึงโอกาสการทำงานในอดีตที่ได้รับมาจากความพยายามมาโดยตลอดของเธอเอง ในช่วงนั้นเธอเล่าว่า มีการจัดประกวดด้านแอนิเมชัน เวิร์กช็อปด้านแอนิเมชันก็เยอะ ไปจัดงานที่เชียงใหม่ก็มี เธอก็ไม่เคยทิ้งโอกาสเหล่านี้ไปให้เสียเปล่า วินัยของเธอจึงช่วยส่งเสริมให้เธอส่งงานเข้าประกวดมาอย่างต่อเนื่องเท่าที่ชีวิตในรั้วมหาลัยจะเอื้ออำนวย
แม้จะไม่เคยได้รางวัลจากการส่งประกวดสักเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เธอได้คือการได้ฝึกทำซ้ำ ๆ และนั่นก็นำพามาซึ่งโอกาสแรก เพราะมีพี่คนหนึ่งที่ดันมาเห็นผลงานของเธอ จึงชวนเธอไปทำ Motion Capture Artist ก้าวแรกสู่สังเวียนการทำงานของปาล์มจึงได้เริ่มต้นขึ้นที่บริษัท Animated Storyboards Thailand
Pre-production
นอกจากโลกการทำงานที่เข้าปะทะหาเธอ ภาษาอังกฤษที่เธอวิ่งหนีก็กลับวนมาหาเธอจนเจออีกครั้ง “ที่ Animated Storyboards Thailand เขาเป็นบริษัทที่ใช้ภาษาอังกฤษเยอะมาก เพราะเขาทำงานกับต่างประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป โดยมีฝ่ายโปรดักชันหลักอยู่ที่ไทย เราก็เป็นเด็กใหม่ เวลาต้องอ่านบรีฟ ปาล์มก็กลัวผิด ปาล์มเลยต้องไปกูเกิลเพื่อหาว่าคำนี้ ๆ แปลว่าอะไร” ปาล์มจึงไม่ปล่อยให้ภาษาไล่ต้อนหาเธออยู่ฝ่ายเดียว ในที่สุดเธอเลยตัดสินใจต้องวิ่งเข้าหาภาษาบ้าง
หัวเลี้ยวที่สองมาถึงในช่วงที่เธอได้ย้ายมาทำงานที่ The Monk Studios เป็นการเริ่มเบนทิศหัวเรือจากการขยับไหวของร่างกายในฐานะ Motion Capture Artist เข้ามาสู่การเติมแต้มสีสันในฐานะ Lighting Artist
เธอเล่าถึงวันวันหนึ่งที่เธอยังจำไม่ลืม “วันนั้นมีพี่ที่ทำงานอยู่ที่ Disney มาเยี่ยมที่บริษัท เขาเป็นคนไทย ตอนนั้น Frozen (2013, Chris Buck, Jennifer Lee) กำลังเป็นกระแส และเขาก็บอกว่า เขาเรียนที่ Savannah College of Art and Design (SCAD) แล้วเขาก็กำลังทำงานที่ Disney อยู่ เขาชื่อพี่ตู่-รัตนิน สิรินฤมาณ เป็น Effects Artist” แววตาเธอยังฉายแววความตื่นเต้นแม้ว่าเป็นการเล่าถึงเรื่องในอดีตนี้ “ปาล์มได้ยินแล้วก็ร้องโห! เลย มันเป็นไปได้ด้วยเหรอเนี่ยพี่”
หลังจากวันนั้น เธอถูกถามไถ่จากรุ่นพี่อีกหลายคนว่าให้ลองยื่นเรียนต่อดูที่ SCAD เนื่องจากมีทุนให้และค่าครองชีพที่ไม่สูงจนเกินไป จนมีรุ่นน้องอยู่คนหนึ่งที่ยื่นสมัครไปที่นี่และได้ทุนน 50% เธอจึงตัดสินใจที่จะลองยื่นสมัครทุน ฝึกภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง และเริ่มฝึกทำอาหารด้วยตัวเอง
หมวกอีกใบที่เธอสวมอยู่ระหว่างการทำงานประจำคือการเป็นอาจารย์พิเศษสอนตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เป็นระยะเวลากว่า 4 ปี คุณสมบัตินี้จึงช่วยให้เธอได้รับทุน Educator Fellowship (ทุนส่วนลดค่าเรียน 50%) จากทาง SCAD ในสาขา Visual Effects
และแล้ว ความจริงก็เข้าใกล้ความฝันไปอีกขั้น
Production
“พอไปถึง เขาก็ให้ไปสอบภาษาอังกฤษก่อน เพราะว่าคะแนน IELTS ที่เขาต้องการคือ 6.5 แต่ปาล์มได้ 5.5 จึงต้องไปทดสอบภาษาอังกฤษเพิ่มเติม ที่เขาเรียกว่า English as a second or foreign language (ESL) ซึ่งคนส่วนใหญ่เขาจะได้ประมาณระดับ 4 แต่ปาล์มสอบได้ระดับ 2 จากทั้งหมด 6 ระดับ (ระดับจากต่ำไปสูงคือ 1-6)” แต่เธอก็ไม่ให้ภาษาอังกฤษมาเป็นอุปสรรค หลังจากโทรไปปรึกษากับทางบ้านเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มมากขึ้นจากตอนแรก เธอก็ตัดสินใจเลือกที่จะอยู่สู้ต่อ
เนื่องด้วยการต้องเรียนภาษาอีกถึง 5 คอร์ส เธอจึงเริ่มกังวลว่าจะลืมวิชาที่ได้ร่ำเรียนมา เลยเกิดเป็นไอเดียในการทำช่องยูทูบของตัวเองที่ชื่อ Palm CGI โดยนำชีทเรียนจากการทำงานเป็นอาจารย์พิเศษให้นักศึกษามาตลอด 4 ปี นำมาเรียบเรียงเพื่อเคาะฝุ่นความรู้ให้กับตัวเองและยังได้ส่งต่อความรู้ให้แก่ผู้อื่นที่สนใจ
และเพื่อให้ทางบ้านสบายใจ ไม่อยากให้ต้องมาเป็นห่วงในสภาพความเป็นอยู่ต่าง ๆ ครั้นจะบอกเล่าเพียงตัวอักษรก็ดูจะไม่เห็นภาพ เธอจึงเริ่มถ่าย vlog บันทึกการเดินทาง กิจวัตรประจำวันต่าง ๆ เป็น วีดีโอไดอารี่ของตัวเอง เพื่อให้ทางบ้านมั่นใจและคลายความกังวล จึงเกิดเป็นยูทูบอีกช่องที่ชื่อ Palm Journeys :: ปามเจอนี่
เมื่อภาษาพร้อม ก็เข้าสู่โหมดการเรียน ที่ปาล์มยังคงมีคำตอบให้เซอร์ไพรส์ เพราะวิชาโปรดของเธอไม่ใช่วิชาที่เป็นเรื่องของเทคนิคต่าง ๆ ในการใช้โปรแกรม แต่คือวิชาที่มีชื่อเรียบง่ายว่า “Portfolio”
“มันคือการเตรียมตัวเราเพื่อไปสมัครงาน คอร์สนี้ถ้าเราไปลง เราจะมีทักษะในการเตรียมสมัครงานให้กับตัวเองเยอะมาก ตั้งแต่เขียนเรซูเม่ CV เว็บไซต์รวมผลงาน เหมือนกับเขาจะสอนเราว่า การเตรียมตัวไปทำงานอย่างมืออาชีพต้องเตรียมตัวอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการสมัครงาน การสัมภาษณ์งานมีกี่รอบ ยิ่งช่วงนั้นเป็นช่วงหลังโควิดเริ่มซา ก็ต้องมีการเตรียมตัวสัมภาษณ์ทางออนไลน์ ต้องเช็กเสียงของไมค์ พื้นหลัง รวมไปถึงการเลือกที่ทำงาน ที่อยู่อาศัย ตำแหน่งงาน ค่าเช่า ค่าใช้จ่ายที่ต้องคิดในการย้ายไปทำงานในเมืองต่าง ๆ เพราะอเมริกาใหญ่มากและแต่ละเมือง มีค่าครองชีพและสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน”
ก่อนจบการศึกษา ทางมหาวิทยาลัยยังมีงานที่ชื่อ Career Fair ซึ่งรวมตัวบริษัทชั้นนำด้านการสร้างเทคนิคพิเศษเพื่อให้นักศึกษาได้มีโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์งานอีกด้วย และหลังจากที่ปาล์มได้ผ่านการลับคมจากคอร์ส Portfolio เธอจึงพร้อมแล้วสำหรับโลกการทำงาน
“พอดีว่าเพื่อนปาล์มที่เรียนจบก่อนหน้าไป 2 เทอม เขาไปได้งานทำที่บริษัท Visual Effects Studio ในนิวยอร์ก และเขาก็เอาเว็บไซต์ พอร์ตโฟลิโอ ผลงานอื่น ๆ ของปาล์มไปให้เจ้านายเขาดู และเจ้านายของเพื่อนที่เป็น Head of Studio บริษัทก็ทักมาถามใน Linkedin ว่าถ้าเราอยากจะชวนมาทำงานที่นิวยอร์ก จะย้ายมามั้ย” ซึ่งเธอก็ตอบกลับไปอย่างไม่ลังเลในตอนนั้นว่า “ย้ายค่ะ”
FuseFX จึงกลายมาเป็นบริษัทแรกที่เธอได้เข้าทำงานหลังเรียนจบ บริษัทที่นำโปรเจ็กต์ภาพยนตร์เรื่อง Barbie (2023, Greta Gerwig) มาสู่ Portfolio ของเธอ
“บริษัทนี้มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ลอสแองเจลิส และก็จะมีอีกหลายที่ย่อย ๆ ในเมืองต่าง ๆ ปาล์มอยู่ที่นิวยอร์กที่มีฝ่ายคอมพิวเตอร์กราฟฟิก (CG) อยู่แค่ประมาณ 15 คน และมีคนจัดแสงอยู่แค่ 2 คน ซึ่งคือปาล์มและเพื่อนอีกคน” เธอคิดว่ามันคงเป็นโชคชะตาเหมือนกันที่ทำให้เธอได้เข้ามามีส่วนในภาพยนตร์เรื่องนี้ “ที่บริษัทจะมีการประชุมออฟฟิศกันปกติทุกสัปดาห์ สัปดาห์หนึ่งปาล์มก็เข้าประชุม และเขาก็บอกว่า โอเค โปรเจ็กต์ต่อไปเราจะทำ Barbie นะ จากนั้นหัวหน้าทีมก็แจกจ่ายงานเหมือนทุก ๆ ครั้ง” เรียบง่ายเช่นนั้น
Short Break – VFX
ด้วยความรู้ความเข้าใจในเรื่อง VFX สำหรับภาพยนตร์ในคนไทยยังมีอยู่น้อย และหลายคนยังสงสัยว่า VFX คืออะไร และแตกต่างจากแอนิเมชันอย่างไร เราจึงให้ปาล์มเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอาชีพและตำแหน่งงานที่เธอทำ
“แอนิเมชันเป็นรูปแบบหนึ่งของงานที่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนจอจะถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ตัวละคร ฉาก พร็อบ ต่างๆ ส่วน VFX ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของงาน ที่มีคนแสดงจริง ซึ่งจะได้ออกมาเป็นวีดีโอเรียกว่า plate แล้วค่อยมาสร้างหรือเพิ่มเติมรายละเอียดต่าง ๆ ให้โลกความเป็นจริงและโลกที่เราประดิษฐ์ขึ้นใหม่ผสมกันอย่างเนียนตา ซึ่งทั้งสองมี CG เป็นหนึ่งในวิธีการทำ” เธอโน้ตเพิ่มเติมไว้ว่า นี่คือคำอธิบายตามนิยามทั่วไป แต่ภาพยนตร์ในปัจจุบันก็มีสัดส่วนผสมผสานกันทั้งสองสิ่งมากยิ่งขึ้น
“ความยากจึงอยู่ตรงนี้ว่า เราจะเชื่อมโลกความจริงกับโลกที่สร้างขึ้นมาได้อย่างไร” นี่จึงเป็นที่มาของการต้องเตรียมตัวในด้าน VFX ตั้งแต่ก่อนถ่ายทำ “หลายคนจะคิดว่า ถ่ายมาก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยแก้ในโพสต์โปรดักชัน ซึ่งบางครั้งเราจะต้องเก็บวัตถุดิบจากหน้ากองถ่ายจริง ๆ มาด้วย ตัวอย่างเช่นสภาพแสง การที่เราจะทำแสงโดยใช้ CG ให้เหมือนกับโลกความเป็นจริง เราต้องมีค่าแสง จุดสว่าง จุดมืด ค่าสะท้อนต่าง ๆ ซึ่งค่าเหล่านี้เราต้องไปเก็บจากที่จริง ในกองถ่ายปัจจุบันจึงมีตำแหน่ง VFX Supervisor ที่เป็นหัวหน้า จะไปอยู่หน้ากองถ่ายด้วย เพื่อไปให้คำปรึกษาว่าช็อตนี้ต้องเก็บค่าอะไรมาบ้างเพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการทำ CG ให้สมจริงมากที่สุดในภายหลัง”
เธอยกตัวอย่างฉากหนึ่งที่เธอได้ทำในภาพยนตร์เรื่อง Barbie “ช็อตนั้นมันเป็นช็อตที่ตัวละครนั่งอยู่ในคอกทำงานที่เรียงรายกันไปสุดลูกหูลูกตา คือเขาก็จะมีคอกจริงอยู่ประมาณ 5-6 แถว และเขาก็บรีฟมาว่า คนที่ทำงานในนี้เนี่ย ทำงานไม่หยุดหย่อนเลย ทำงานด้วยความซีเรียส เหมือนอยู่ในคุกและด้านบนก็ยาวไปสุดลูกหูลูกตา ข้างหลังก็สุดเหมือนกัน” หน้าที่เธอคือปั้นคอกพวกนี้เพิ่มเพื่อต่อเติมไปให้ดูสุดลูกหูลูกตาตามบรีฟ (Set Extension) โดยสร้างแบบคอกทำงานให้ใกล้เคียงกับคอกที่ถูกถ่ายมาตามจริงให้ได้มากที่สุด (สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับช็อตดังกล่าวได้ที่นี่)
Visual Effects by FuseFX / Barbie (2023)
Visual Effects by FuseFX / Barbie (2023)
“ส่วน VFX ที่ดีในสายตาของปาล์มคือต้องทำให้ไม่รู้ว่ามีมันอยู่ เพราะมันคือเครื่องมือหนึ่งที่ใช้เพื่อสนับสนุนการเล่าเรื่องของผู้กำกับให้เขาไปถึงในจุดที่เขาอยากสื่อสาร มีคำพูดหนึ่งของ Supervisor ปาล์มตอนทำงานอยู่ที่ไทยเคยอธิบายว่า VFX คือ “Invisible Art” เป็นสิ่งที่สนับสนุนทุกอย่างในด้านภาพของภาพยนตร์”
“อย่างเช่นภาพยนตร์เรื่อง Parasite (2019, Bong Joon-Ho) ถ้าดูคลิปเบื้องหลังที่เค้าปล่อยออกมา บ้านที่เขาถ่าย ชั้นแรกคือบ้านจริง ถ่ายจริง แต่บ้านข้างบนก็คือสีน้ำเงินทั้งแถบ ชั้นสองคือ บ้าน CGมันไม่มีจริง ซึ่งถามว่าตอนเราดู เรารู้สึกแบบนั้นมั้ย เราก็ไม่รู้สึกแบบนั้น เราก็ไม่รู้สึกว่ามันคือคอนกรีตปลอมหรือคอนกรีต CG”
Post-production (cont’d)
“ชีวิตก็ต้องใช้ งานก็ต้องทำ เงินก็ต้องหา” ปาล์มบอกกับเราในช่วงท้ายของบทสนทนา แม้เธอจะเริ่มมีภาพยนตร์และทีวีซีรีส์หลายเรื่องเข้าไปอยู่ในประวัติผลงานของตัวเอง แต่ประโยคดังกล่าวก็ย้ำกับเราว่านี่แค่จุดเริ่มต้น
หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้อาจจะเกิดแรงบันดาลใจที่อยากจะเดินรอยตามทางบ้าง แม้จะเป็นทางที่มีคนกรุยให้ก่อนหน้าแล้ว แต่หลักใหญ่ใจความของการเดินทางที่สำคัญไม่แพ้จุดหมายปลายทางมีสองอย่างที่เราสรุปได้จากการคุยกับศิลปินหญิงท่านนี้
หนึ่งคือ คุณต้องเริ่มออกเดินทาง และสองคือวินัย
กว่าจะเริ่มออกเดินทางได้ เมื่อเธอมองย้อนกลับไป ความเสียดายอยู่อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เธอน่าจะตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษให้มากกว่านี้ แทนที่ความเสียดายทางภาษา ปาล์มยังมีระเบียบวินัยและความใฝ่รู้ที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก
ครั้งหนึ่งตอนที่ปาล์มยังทำงานอยู่ที่ The Monk Studios มีนักศึกษาต่างชาติเข้ามาฝึกงานกับทางสตูดิโอ ในตอนนั้นดูเหมือนว่าจะไม่มีใครกล้าจะไปนั่งข้าง ๆ นักศึกษาฝึกงานคนนั้น อาจเพราะอุปสรรคด้านภาษา ปาล์มซึ่งในเวลานั้นก็พูดภาษาอังกฤษได้อย่างงู ๆ ปลาๆ แต่เธอเหมือนเป็นคนเดียวในวันนั้นที่ยกมือขออาสานั่งข้าง ๆ นักศึกษาฝึกงาน นี่คือบทเรียนที่หนึ่ง คุณต้องเริ่มที่จะเปลี่ยนแปลง
Netflix / Shirley (2024)
แม้ว่าปัจจุบันเส้นทางของการเป็นคนทำงานเบื้องหลังในตำแหน่งเหล่านี้เปิดกว้างกว่า 10 ปีที่ผ่านมาอย่างมากก็ตาม และมีคนไทยเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ชื่อดังมากมาย เช่น ตุล- วีรภัทร ชินะนาวิน จาก RIFF Studio, ช้าง-ธัชพล เลิศวิโรจน์กุล จาก Chaya Pictures และยังเป็น Senior Lighting Technical Director ที่ Sony Pictures หรืออีกคนที่คนไทยอาจจะเริ่มคุ้นชื่อกันในปีหลังมานี้อย่าง ฝน-ประสานสุข วีระสุนทร Head of Story ที่ Walt Disney Animation Studios และผลงานล่าสุดคือการกำกับภาพยนตร์เรื่อง Wish (2023, Chris Buck, Fawn Veerasunthorn)
“ปาล์มว่า ช่วง 5-7 ปีหลังมันก็เปิดกว้างมาก ๆ แล้วสำหรับตัวปาล์มเอง ยิ่งหลังโควิดมา หลายบริษัทมีการทำงานแบบไม่ต้องเข้าออฟฟิศ จำพวกคนที่อาจจะไม่อยากย้ายประเทศ ก็มีตำแหน่งงานที่เปิดให้สำหรับเงื่อนไขของคนเหล่านี้ ถ้าถามว่ามันเป็นไปได้ง่ายขึ้นมั้ย ปาล์มว่ามันเป็นไปได้ง่ายกว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้วด้วยซ้ำ แต่ว่าเนื่องจากที่มันเป็นไปได้ง่ายขึ้นนี้เอง ทำให้จำนวนคนที่มันเข้าถึงมันก็เพิ่มมากขึ้นด้วย การแข่งขันก็สูงมากขึ้นตามไปด้วย”
“ปาล์มคิดว่าเรื่องวินัยเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนที่อยากมาสายงานนี้ วินัยในเรื่องการเรียนรู้ด้วยตัวเอง วินัยในการฝึกทำโปรเจ็กต์ของตัวเอง สมมติตอนปาล์มเรียน อาจารย์ให้จัดแสงห้องนอน ทุกคนก็จะมีห้องนอนเป็นของตัวเอง ห้องครัว ทุกคนก็จะมีห้องครัวเหมือน ๆ กัน ถ้าอาจารย์ให้เรา 100 เปอร์เซ็นต์ ในความเป็นจริงเราไม่มีทางรับรู้ได้ 100 เราอาจจะได้สัก 70 - 80 หลังจากนั้นเราต้องนำมันมาทำต่อเองด้วย ลองฝึกเองด้วยโจทย์ที่เราตั้งเอง มันถึงจะแตกต่าง มันถึงจะทำให้งานชิ้นนี้กลายเป็นเราคนเดียวเท่านั้นที่ทำมันขึ้นมา”
นอกจากเรื่องสำคัญข้างต้นแล้ว ก่อนจะจบบทสนทนากัน ปาล์มยังได้พูดถึงประเด็นที่จะทำให้เราสามารถก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม นั่นคือเรื่องของการรู้จักและยอมรับการวิจารณ์ผลงาน
“ด้วยความที่เราเป็นคนไทย เราจะไม่ค่อยกล้าแสดงตัวเท่าไรว่าเราทำเรื่องนี้นะ เมื่อก่อนตอนเป็นเด็ก ก็จะไม่กล้าโพสต์งานตัวเองเลย เพราะรู้สึกว่ามันไม่สวยหรือกลัวโดนตัดสินเช่นว่า แค่นี้ก็โชว์หรอ” แต่ประสบการณ์การทำงานจากทั้งในไทยและเทศทำให้เธอสามารถก้าวพ้นจุดนั้นมาได้แล้ว “คอมเมนต์มาเถอะ เดี๋ยวเราจะทำให้ดีขึ้น เราจะชอบติดความรู้สึกว่า ไม่ได้ละ เขาไม่ชอบงานเรา แปลว่าเขาไม่ชอบเราแน่เลย แต่เราต้องเข้าใจใหม่ว่า บางครั้งเขาไม่ได้คอมเมนต์ตัวเรา เขาคอมเมนต์งาน เช่นสมมติว่าเขาคอมเมนต์เราว่าช็อตนี้ไม่ดี ไม่ได้แปลว่าเขาคอมเมนต์ว่าเราไม่ดี แต่เรายังทำงานไม่ตรงโจทย์ที่เขาต้องการ”
สุดท้ายคือเรื่องความฝัน “ในใจปาล์มตอนนี้ ปาล์มก็ยังอยากมีชื่อในเครดิตภาพยนตร์หนังโรง คือขอสัก 1 เรื่อง ก็ถือว่าปลดล็อกแล้ว ถ้าคนที่ไม่อิน เขาอาจจะดูเหมือนว่าแค่ชื่อเอง แต่สำหรับคนที่ทำ มันมีความหมายมากเลย เป็นของวงศ์ตระกูลเอาไว้ให้ลูกให้หลานดูอะไรแบบนี้เลย (หัวเราะ)” แม้ว่าเธอจะมีส่วนร่วมในภาพยนตร์ Barbie แต่เนื่องจากการจัดทำเครดิตท้ายภาพยนตร์จะไม่ได้ใส่ชื่อทุกคนไว้ แต่จะเรียงลดหลั่นตามลำดับขนาดงานที่แต่ละสตูดิโอมีส่วนรับผิดชอบ ยกตัวอย่างเรื่อง Barbie จะมี Framestore เป็นสตูดิโอหลักรับผิดชอบในเรื่อง VFX ก็จะได้เครดิตบนภาพยนตร์เยอะ น่าจะมีชื่อครบทุกคน “ส่วนสตูดิโอที่ปาล์มทำน่าจะอยู่สักลำดับที่ 2 หรือ 3 เพราะได้เครดิตแค่ VFX Supervisor ชื่อเดียว ไม่มีชื่อปาล์ม ส่วนสตูดิโอต่อไปก็จะได้แค่ชื่อสตูดิโอ” นี่จึงเป็นเหตุว่า ความฝันข้อนี้ของเธอยังไม่ถูกปลดล็อก ณ วันนี้
ศิลปิน VFX จากนครแอปเปิลยักษ์ทิ้งท้ายให้กับคนที่ยังมีฝันแบบเธอว่า “ถ้าใครอยากทำงานสายนี้ ก็ต้องบอกว่า มันก็มีทั้งสมหวังและผิดหวังอยู่เรื่อย ๆ ปาล์มว่างานสายไหนก็มีเหมือน ๆ กัน เป็นสายอาชีพหนึ่งที่อาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้ แล้วแต่ว่าบุคคลที่อยากทำนั้นมองว่างานมันตอบโจทย์ชีวิตเขาไหม เพราะบางครั้งการทำงานสายนี้ที่ไทยก็ตอบโจทย์ชีวิตเขาได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องมาต่างประเทศก็ได้ แต่ว่าสำหรับบางคนอย่างปาล์มที่มันติดมาตั้งแต่เด็กมาแล้ว เราดูการ์ตูนมาแบบนี้ เราอยากมาเห็นตรงนี้ อยากมาเห็นเมืองนี้ ถ้าไม่ทำ มันก็จะรู้สึกค้างอยู่ในใจ”
ที่มา : บทความ "Barbie: VFX Supervisor Talks Creating the Film's Mattel Headquarters" โดย Nicole Drum
ภาพ : ฐิตาภรณ์ ภิระบรรณ์
เรื่อง : คณิศร สันติไชยกุล