โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

'สงครามส่งด่วน' ทำไมบางรายขาดทุนยับ แต่ยังไปต่อได้ ?

Stock2morrow

อัพเดต 05 มิ.ย. 2568 เวลา 13.28 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2568 เวลา 13.28 น. • Stock2morrow
'สงครามส่งด่วน' ทำไมบางรายขาดทุนยับ แต่ยังไปต่อได้ ?

'สงครามส่งด่วน' ทำไมบางรายขาดทุนยับ แต่ยังไปต่อได้ ?

เบื้องหลังความสะดวกสบายที่เราคลิกสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ มีสมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือดของเหล่าบริษัทขนส่งพัสดุอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขายและผู้ซื้อ

เรามักจะได้ยินว่าการขนส่งมีการเติบโตขึ้นทุกปี แต่พอได้ยินข่าวประกาศผลประกอบการกลับพบว่าบริษัทขนส่งในประเทศไทย 'ขาดทุนยับ'

คำถามสำคัญ คือ บริษัทที่ขาดทุนถึงยังไปต่อได้ พวกเขายังมองเห็นอะไรและคาดหวังอะไรถึงยังคงดำเนินธุรกิจต่อ

Stock2morrow จะเล่าให้ฟัง

.

ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา บริษัทขนส่งในไทยมีการแข่งขันที่ดุเดือดมาก บางบริษัทมีกำไร และบางบริษัทก็ขาดทุนมหาศาล

เช่น J&T Express ที่ขาดทุนถึง 7,093 ล้านบาท หรือตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ KEX Express (Kerry Express) ที่ขาดทุน 3,880 ล้านบาท

การขาดทุนหนักขนาดนี้ ถ้าเป็นบริษัททั่วไปคงจะปิดกิจการไปแล้ว แต่เราจะเห็นว่าธุรกิจขนส่งยังไปต่อได้ อาจจะมีการปรับโครงสร้าง ปิดสาขาบางส่วน

แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้บริษัทเหล่านี้ยังคงยอมแบกรับการขาดทุน และพวกเขาเห็นอะไรในอนาคต ?

คำตอบ มีอยู่ 3 เหตุผลหลักด้วยกัน คือ

.

1. การช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด เพิ่ม Economy of Scale เพิ่มอำนาจในการกำหนดราคาสร้างกำไรเติบโตมหาศาลในอนาคต

หัวใจหลักของการยอมขาดทุนคือการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดให้ได้มากที่สุด บริษัทขนส่งเชื่อว่า "ยิ่งใหญ่ ยิ่งได้เปรียบ"

การยอมลดราคาค่าบริการหรือจัดโปรโมชั่นดุเดือดในช่วงแรก แม้จะทำให้รายรับต่อชิ้นลดลงจนไม่คุ้มทุน

แต่เป้าหมายคือการดึงดูดลูกค้าจำนวนมหาศาลให้เข้ามาใช้บริการ เพื่อสร้างฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งและขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ให้เร็วที่สุด

เมื่อเครือข่ายขยายตัวจนใหญ่พอ จะเกิด "Economy of Scale" ที่ทำให้ต้นทุนต่อชิ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

และสามารถกลับมาทำกำไรในระยะยาวได้ นี่คือการลงทุนใน "Network Effect" ที่ยิ่งมีผู้ใช้มาก เครือข่ายยิ่งมีมูลค่ามากขึ้นนั่นเอง

.

2. เพิ่มขีดความสามารถ ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี

ธุรกิจขนส่งเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก บริษัทเหล่านี้จำเป็นต้องลงทุนมหาศาลในการสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น คลังสินค้าขนาดใหญ่ ศูนย์คัดแยกพัสดุอัตโนมัติ การจัดซื้อรถขนส่งจำนวนมาก รวมถึงการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเส้นทาง การคัดแยก การตรวจสอบสถานะพัสดุ และลดความผิดพลาด

การลงทุนเหล่านี้ไม่ใช่แค่การ "ใช้จ่าย" แต่เป็นการ "ลงทุน" เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับปริมาณพัสดุที่เติบโตต่อเนื่องในอนาคต

ซึ่งผลตอบแทนอาจไม่ปรากฏในทันที แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อความยั่งยืน

.

3. เกมระยะยาว เพื่อสร้างกำไร ปูทางเข้าสู่ความเป็น 'มหาชน'

บริษัทขนส่งที่ยอมขาดทุนไม่ได้มองแค่กำไรในแต่ละไตรมาสหรือแต่ละปี แต่พวกเขากำลังเล่น "เกมระยะยาว" ที่เชื่อว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างเครือข่าย และการสร้างฐานลูกค้าที่ใหญ่พอ จะทำให้เกิดจุดคุ้มทุน (Break-even Point) และเริ่มทำกำไรได้อย่างยั่งยืนในที่สุด

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของบริษัทเหล่านี้คือ การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) แม้ในขณะที่ยังขาดทุนอยู่ก็ตาม

การทำ IPO ช่วยให้บริษัทสามารถระดมทุนก้อนใหญ่จากสาธารณะได้ ซึ่งเป็นเงินทุนสำคัญในการขยายกิจการ ลดภาระหนี้สิน และลงทุนในนวัตกรรมต่อไป

นอกจากนี้ การเข้าตลาดหลักทรัพย์ยังเป็น "ทางออก" (Exit Strategy) ให้กับนักลงทุนรายแรกๆ เช่น VC และ Private Equity ที่เข้ามาลงทุนในบริษัทตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นที่ยังไม่มีกำไร ทำให้พวกเขาสามารถขายหุ้นและรับผลตอบแทนจากการลงทุนได้เมื่อบริษัทมีมูลค่าสูงขึ้น

.

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลย คือ Amazon(AMZN) บริษัทที่ยอมขาดทุนต่อเนื่องเป็นเวลานานเพื่อสร้างการเติบโตและส่วนแบ่งตลาด

ในช่วงแรกของการก่อตั้ง Amazon มุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้าและลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และเทคโนโลยี

แม้จะขาดทุนในหลายปีแรกหลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 1997 แต่กลยุทธ์นี้ทำให้ Amazon สามารถครองตลาดอีคอมเมิร์ซและขยายไปสู่ธุรกิจอื่น ๆ เช่น Cloud Computing (AWS) ได้อย่างแข็งแกร่ง

ท้ายที่สุด Amazon ก็สามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้อย่างมหาศาล และสร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ถือหุ้นที่อดทนรอคอยมานานได้อย่างไม่น่าเชื่อ

.

สรุปแล้ว การขาดทุนของบริษัทขนส่งส่วนใหญ่จึงไม่ใช่สัญญาณของการล้มเหลวเสมอไป แต่เป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน "สงคราม" เพื่อช่วงชิงตำแหน่งผู้นำในตลาดที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเราก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่าตลาดขนส่งพัสดุมีแนวโน้มที่เติบโต

เพียงแต่การแข่งขันที่ดุเดือน การเน้นไปที่ราคาและการบริการทำให้หลายบริษัทมีผลประกอบการที่ขาดทุน

ทั้งนี้ พวกเขากำลังเดิมพันกับอนาคตที่เชื่อว่าปริมาณพัสดุจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ต้นทุนต่อชิ้นถูกลงมากพอ พลิกกลับมาเป็นกำไรพร้อมกับการครองส่วนแบ่งการตลาดที่มากพอจะกำหนดราคาตลาดได้ในอนาคต

สุดท้าย บริษัทที่ประสบความสำเร็จก็มักจะปูทางเข้าสู่ความเป็น 'มหาชน' สร้างผลตอบแทนมหาศาลให้กับนักลงทุนรายแรกๆ

.

แถมท้ายอีกนิด เราอาจจะสงสัยว่าแล้วบริษัทที่ขาดทุน พวกเขายังอยู่ต่อได้อย่างไร ?

คำตอบ คือ การระดมทุนจากภายนอกอย่างต่อเนื่อง (Equity Funding) ไม่ว่าจะเป็น Venture Capital (VC) และ Private Equity (PE)

บริษัทขนส่งหลายแห่งเริ่มต้นจากการเป็นสตาร์ทอัพ หรือเป็นบริษัทที่ยังไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์

พวกเขาระดมทุนจาก VC หรือ PE ซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงสูงเพื่อแลกกับโอกาสในการเติบโตแบบก้าวกระโดด

นักลงทุนเหล่านี้จะอัดฉีดเงินทุนเป็นรอบๆ (Funding Rounds) เพื่อให้บริษัทมีเงินทุนหมุนเวียนและขยายกิจการ

.

หรืออีกกรณีหนึ่ง คือ ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทแม่

หมายความว่า บริษัทขนส่งบางแห่งถูกต่อยอดมาจาก Platform ขายของออนไลน์ ที่เห็นชัดเจนที่สุด คือ Shopee มีขนส่งชื่อ 'SPX Express' ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Sea Group หรืออย่าง Lazada ก็จะมี 'LEX' บริษัทขนส่งเป็นของตัวเอง ซึ่งมี Alibaba เป็นบริษัทแม่คอยสนับสนุนเงินทุน

การขาดทุนของหน่วยธุรกิจขนส่งอาจถูกชดเชยด้วยกำไรจากธุรกิจอื่นในเครือ ซึ่งถือว่าได้เปรียบกว่ามาก

#Stock2morrow #สื่อสถาบันความรู้และสังคมของนักลงทุน #สงครามส่งด่วน #Netflix #FlashExpress

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...