โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว : จุดสมดุลของรัฐบาลอิ๊งค์ 2 ที่ต้องหาให้เจอ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 27 มิ.ย. 2568 เวลา 18.20 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2568 เวลา 13.15 น.

รัฐบาลอิ๊งค์ 2 – หลังการมาถึงของรอยร้าวในพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทยประกอบกับมรสุมทางการเมืองของตัวนายกรัฐมนตรี ส่งสถานการณ์การเมืองที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลให้กลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง

เกมชิงไหวชิงพริบทางการเมืองเริ่มปฏิบัติการนับแต่วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา หลายกระบวนการทางการเมืองถูกปลุกคืนชีพเพื่อกดดันการดำรงอยู่ของผู้นำรัฐบาล

การแก้เกมของนายกรัฐมนตรี ‘แพทองธาร’ ที่ไม่เลือกทั้งลาออกและไม่เลือกทั้งยุบสภาฯ หากแต่เดินหน้าเข้าสู่โหมดการปรับคณะรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่องเพื่อหวังช่วงชิงความได้เปรียบคืนสู่พรรคเพื่อไทย โดยอาศัยธงใหญ่ ‘ยึดมหาดไทยกลับมาเป็นของเรา’

แน่นอนว่า การปรับคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ สังคมคาดหวังกว่าการปรับเปลี่ยนครั้งไหนๆ เพราะนี่เป็นโอกาสสุดท้ายในการเรียกความศรัทธาจากประชาชนให้กลับคืนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เดิมพันครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ของตัวนายกรัฐมนตรี แต่ยังหมายรวมถึงอนาคตของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้าอีกด้วย

เกมการเมืองที่ปั่นป่วนเช่นนี้ หลายคนกำลังโทษโครงสร้างรัฐธรรมนูญที่เปิดช่องให้การเคลื่อนย้ายอุดมการณ์และนักการเมืองเป็นไปอย่างโจ่งแจ้ง ‘เสียงอยู่อีกทาง ตัวอยู่อีกทาง’ ในหน้าข่าวเห็นกันไม่เว้นแต่ละวัน สืบสาวสาเหตุไม่ใช่ใครมาจากการเปิดช่องทางกฎหมายอย่าง

“จากมาตรา 101 (9) ของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง เมื่อพ้นจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกตามมติของพรรคการเมืองนั้นด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองนั้น ในกรณีเช่นนี้ ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นมิได้เข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พรรคการเมืองมีมติ ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่พ้นสามสิบวันดังกล่าว”

เมื่อเป็นเช่นนี้โอกาสในการคว้านหาเสียงในสภาฯ เพื่อมาต่อรองตำแหน่ง เก้าอี้ ฝ่ายบริหารจึงสำคัญมากประเภทที่ว่า ไม่จำเป็นยึดโยงโควต้าพรรคหรือโควต้าใคร แถมทุกคนในวันนี้ต่างเดินเข้าไปในทำเนียบพร้อมตัวเลขเก้าอี้ส.ส. ที่อยู่ในสังกัดบ้าง หนุนหลังบ้าง ต่างพรรคต่างขั้วมั่วกันไปหมด ส่งผลให้การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ยืดระยะเวลาออกไปแล้วออกไปเล่า

บ่อยครั้งที่สังคมถามหาถึงการปรับปรุงโครงสร้างรัฐธรรมนูญ ปิดช่องเพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จริงอยู่ที่เราควรทำแต่บางครั้งอาจจะไม่ใช่คำตอบทั้งหมดสำหรับรัฐบาลในเวลานี้

เพราะโครงสร้างที่ดีอาจไม่ได้แก้ปัญหาทางการเมืองที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ อย่างเช่นที่เราเคยอ้างว่ามีรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศเคยมีมา แต่แล้วก็ไม่วายเกิดปัญหาการเมืองจนลุกลามบานปลายมาจนถึงปัจจุบัน

แล้วอะไรคือ คำตอบที่จะประคับประคองรัฐบาลให้อยู่รอดได้ภายใต้โครงสร้างทีมีอยู่?

เมื่อรัฐธรรมนูญไม่สามารถสร้างฉันทามติทางการเมืองในภาวะหนึ่งๆได้ คนที่สร้างได้คือตัวแสดงในรัฐธรรมนูญ ในที่นี้ผมกำลังหมายถึง ผู้นำฝ่ายบริหาร โดยมองไปถึงระดับปัจเจกบุคคล อย่างตัวนายกรัฐมนตรีและการตัดสินใจทางการเมืองที่จะต้องเลือกอย่างสมเหตุสมผล เลือกจากสถานการณ์ความรู้สึกนึกคิดของสังคม เลือกบนฐานที่พรรคของตนไปยึดโยงหรือเกาะเกี่ยวอยู่ เลือกจากคนที่มีอยู่เพื่อตอบสนองความคาดหวัง และความรู้สึกของประชาชนโดยส่วนใหญ่ ที่มอบให้กับตัวแทนของพวกเขา

วันนี้เราอยู่บนสมมติฐานที่ว่าพรรคการเมืองทุกพรรควันนี้ต่างทราบจุดแข็งและจุดอ่อนของแต่ละฝ่ายเป็นอย่างดี แต่ละฝ่ายต่างเลือกที่จะสร้างอรรถประโยชน์สูงสุดให้แก่ตน

ยกตัวอย่าง หลังมีคลิปการสื่อสารระหว่างผู้นำไทยและกัมพูชา พรรคก้าวไกลเลือกที่จะเสนอให้นายกรัฐมนตรียุบสภา เพราะมั่นใจในความนิยมและคะแนนเสียงที่จะได้รับมาและมีโอกาสเป็นรัฐบาล ขณะที่นายกรัฐมนตรีมี 3 ทางเลือกหลักให้กับพรรคเพื่อไทย คือ อยู่ต่อ ลาออก ยุบสภา หากลาออกวันนี้ยังมีโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะกลับมาได้แต่กลับมายากเพราะจะสูญเสียอำนาจการต่อรองระหว่างพรรคแนวร่วมฯ อย่างหนักหน่วงในการเลือกคนของพรรคเพื่อไทยให้กลับคืนสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

ขณะที่หากเลือกที่จะยุบสภาโอกาสในการกลับมาเป็นผู้นำในบรรดาพรรคแนวร่วมอนุรักษ์นิยมยิ่งไปได้ยาก เมื่อพรรคเพื่อไทยไม่ได้แสดงผลงานที่ชัดเจนในการบริหารงาน 2 ปีกว่าที่ผ่านมา

มิหนำซ้ำยังสูญเสียฐานที่มั่นของพรรคจากการจับมือร่วมกับพรรคฝั่งตรงข้ามในอดีต และหนักไปกว่านั้นคือ 2 ปีที่ผ่านมาไม่ได้พิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่าตนเองเป็นหัวหอกพรรคอนุรักษ์นิยมอย่างจริงจัง กลับกันโอกาสนี้กลับกลายเป็นของพรรคภูมิใจไทยที่ฉกฉวยจากความตึงเครียดไทย – กัมพูชา ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่

ทางเลือกสุดท้ายของตัวนายกรัฐมนตรี จึงเลือกที่จะอยู่ต่อเพื่อปรับตำแหน่งแห่งที่ของรัฐมนตรีให้เข้าฝาเข้ารอย เร่งผลักดันสร้างผลงาน และเปิดโอกาสให้นายทหารเข้าว่าการกระทรวงกลาโหมเสียเอง

อย่างไรก็ตาม ทางเลือกนี้มีโอกาสเสี่ยง คือ นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งได้แต่ไม่สามารถเลือกได้ซึ่งตัวแสดงที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี เพราะติดเงื่อนไขการดำรงสถานะของรัฐบาลผสม และการต่อรองตำแหน่ง เมื่อเป็นเช่นนี้โอกาสในการทำผลงานอย่างที่ต้องการ จึงเป็นไปเฉพาะรายเฉพาะกระทรวง ไม่สามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีร่วมกันให้กับรัฐบาลได้ นี่คือความเสี่ยง

ขณะที่ปัจจัยการฉายภาพเป็นพรรคแกนนำอนุรักษ์นิยมตอนนี้แทบไม่ต้องพูดถึงแล้ว เนื่องจากรัฐบาลเสียรังวัดอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากคลิปหลุดระหว่างผู้นำไทยและกัมพูชา แถมยังโดนผู้นำกัมพูชาขู่รายวันว่าจะเปิดคลิป เปิดภาพ เปิดข้อมูลลับ ที่จะกัดกร่อนความเชื่อมั่นของประชาชนส่วนใหญ่

เลือกอยู่ต่อในวันนี้ยังต้องเลือกเพื่อ ‘ดำรงสถานะรัฐบาล’ อีกหลายเรื่อง

วันนี้รัฐบาลก้าวย่างเข้าสู่ขวบเดือนที่ 9 เผชิญทั้งศึกนอกศึกในที่ต้องจัดการ มีร่างพรบ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. … หรือร่างพรบ. นิรโทษกรรม ร่างพรบ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือ ร่างพรบ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่ต้องสินใจ มีร่างพรบ.งบประมาณประจำปี พ.ศ. 2569 ที่จะต้องฝ่าด่านในสภาฯ แถมยังมีมีโจทย์ใหญ่ภายนอกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 3 ประการอย่าง

1.การขึ้นภาษีตอบโต้ทางการค้า ปัจจุบันสถานะอยู่ระหว่างการกำหนดในระดับนโยบายเพื่อขอความเห็นชอบร่างความตกลงการเจรจาค้าต่างตอบแทน (Reciprocal trade and Tariffs) ระหว่างไทยและสหรัฐ

2.ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ต่อสถานการณ์น้ำมันโลก ที่แนวโน้มอาจดันภาพรวมเงินเฟ้อ ราคาสินค้าและบริการและอาจซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้

3.ความตึงเครียดระหว่างชายแดนไทยและกัมพูชา ที่นอกจากจะบั่นทอนความสัมพันธ์ ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจของคนทั้งสองประเทศแล้ว ยังกระทบต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจชายแดนของทั้งสองประเทศ

จนถึงขณะนี้รัฐบาล ‘แพทองธาร’ ไม่มีเวลาฮันนีมูนแล้ว มีแต่จะต้องเดินไปหาข้อตกลงร่วมกันของสังคมในแต่ละเรื่องในแต่ละอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนเพื่อกรุยทางไปสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า

แน่นอนว่าตอนนี้ เธอเลือกอยู่ต่อผ่านการปรับสมดุลขั้วอำนาจในรัฐบาลเป็นเบื้องต้นแล้ว

แต่เบื้องหลังจากนั้นจะไม่แม้แต่จะเป็นการบริหารอำนาจอย่างเดียวอีกแล้ว แต่จะเป็นการเร่งบริหารผลงาน สร้างสมดุลระหว่างการจัดการทางการเมืองและเศรษฐกิจให้กับประชาชนหลังจากที่รอคอยมานานหลายปี รอคอยกับความเชื่อที่ว่า ‘เพื่อไทยมา แล้วเศรษฐกิจจะดี’

เวลางวดเข้ามาทุกขณะถึงเวลาแล้วครับ ที่รัฐบาลจะต้องเร่งพิสูจน์ความท้าทายเหล่านี้ และสร้างผลงาน และความเชื่อกลับคืนสู่ประชาชน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อรรถสิทธิ์ พานแก้ว : จุดสมดุลของรัฐบาลอิ๊งค์ 2 ที่ต้องหาให้เจอ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...