เทพเจ้าจีนในกรุงเทพฯ เจ้าพ่อเสือ มาจากไหน?
เทพเจ้าจีนในกรุงเทพฯ
เจ้าพ่อเสือ มาจากไหน?
ปรับปรุงจากหนังสือ เทพเจ้าจีนในกรุงเทพฯ
โดยผศ. ดร. อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช
คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
ประติมากรรมเทพเจ้าจากศาลเจ้าจีนตั้งแต่สมัยธนบุรี–รัตนโกสินทร์ ในกรุงเทพฯ เป็นหลักฐานที่สะท้อนวัฒนธรรมและความเชื่อของชาวจีนอพยพ ซึ่งมีประวัติการตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้มากกว่า 200 ปี โดยสามารถสรุปประเด็น ได้ดังนี้
ขนาดและวัสดุของประติมากรรมประธานในศาลเจ้าจีนกรุงเทพฯ ทำให้เห็นถึงพัฒนาการในการสร้างประติมากรรมเทพเจ้า
ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 24-กลางพุทธศตวรรษที่ 25 ประติมากรรมมีขนาดเล็ก และนิยมแกะสลักจากไม้หรือใช้เทคนิคผกซาซึ่งมีผ้าและยางรักเป็นส่วนประกอบ ส่วนในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 25-ปัจจุบัน หลายศาลเจ้ายังคงนิยมประติมากรรมแบบยุคแรก แต่ในขณะเดียวกันบางศาลเจ้าประดิษฐานประติมากรรมประธานขนาดใหญ่และใช้วัสดุที่หลากหลาย
ความนิยมประติมากรรมเทพเจ้าขนาดเล็กที่แกะสลักจากไม้หรือผกซาที่มีอย่างต่อเนื่อง น่าจะสัมพันธ์กับการสืบทอดขนบธรรมเนียมเดิมในบ้านเกิดที่นิยมประดิษฐานเทพเจ้าลักษณะเช่นนี้ในศาลเจ้า
ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านขนาดและวัสดุในการสร้างเทพเจ้าคงสัมพันธ์กับแนวคิดการสร้างเทพเจ้าประธานที่เปลี่ยนแปลงในสมัยหลัง รวมไปถึงเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้นและการเข้าถึงวัสดุและเทคนิคที่เปลี่ยนแปลงไป
รูปแบบพบว่าประติมากรรมเทพเจ้าสามารถแบ่งได้ 2 กลุ่มใหญ่ คือ 1. กลุ่มที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของชาวจีนแต่ละกลุ่มภาษา และ 2. กลุ่มที่แสดงความสัมพันธ์กับศิลปะไทย
กลุ่มที่ 1 พบประติมากรรมที่แสดงเอกลักษณ์แบบเฉาซั่น หมิ่นหนาน และไห่หนาน ประดิษฐานอยู่ภายในศาลเจ้าของชาวจีนแต้จิ๋วฮกเกี้ยน และไหหลำตามลำดับ ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบศิลปกรรมกับกลุ่มภาษาที่อุปถัมภ์ศาลเจ้าเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี เอกลักษณ์ของแต่ละกลุ่ม เช่น ประติมากรรมแบบเฉาซั่นมีฐานที่ทารองพื้นสีดำและเขียนลายพันธุ์พฤกษาด้วยสีขาวอย่างประณีต ส่วนประติมากรรมแบบหมิ่นหนานอยู่ในท่านั่งห้อยพระบาทแบบไม่สมมาตร ใต้พระบาทประติมากรรมมีการแกะสลักรูปสิงโตจีนสองตัว
อย่างไรก็ดี สังเกตได้ว่า ประติมากรรมของศาลเจ้าบางแห่งแสดงรูปแบบศิลปะที่ไม่สอดคล้องกับกลุ่มภาษาของผู้อุปถัมภ์ศาลเจ้า เช่น ประติมากรรมของศาลเจ้าจุ้ยโบเนี้ยว (แม่ทับทิม) เขตดุสิต แสดงรูปแบบศิลปะสกุลช่างหมิ่นหนานของชาวฮกเกี้ยนแทนที่จะเป็นแบบไห่หนานของชาวไหหลำ
ไม่อาจสรุปได้ว่าประติมากรรมเหล่านี้ผลิตขึ้นในจีน เนื่องด้วยในไทยมีช่างชาวจีนโพ้นทะเลและลูกหลานที่ยังสร้างประติมากรรมด้วยเทคนิคที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ อีกทั้งข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของเทพเจ้าหลายองค์มีลักษณะเป็นมุขปาฐะ ซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อนได้
กลุ่มที่ 2 แสดงความสัมพันธ์กับศิลปะไทยอย่างชัดเจน เช่น ประติมากรรมตี้หมู่เซิ่งเหนียง หรือเจ้าแม่โพสพ ในศาลเจ้าแม่โพสพ เขตจตุจักร และพระพุทธรูปในศาลเจ้าอีกหลายแห่ง รูปแบบของประติมากรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเป็นงานที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย
ความรู้สึกของชาวจีนที่ยังผูกพันกับบ้านเกิดทำให้พวกเขาเลือกประติมากรรมที่ยังสะท้อนเอกลักษณ์บ้านเกิดของตนเอง ในขณะเดียวกันการที่ชาวจีนบางกลุ่มมีทัศนคติที่มิได้ยึดติดกับวัฒนธรรมบ้านเกิดของตนเองแต่เพียงอย่างเดียว ทำให้ประติมากรรมที่ชาวจีนกลุ่มนี้เลือกเพื่อประดิษฐานในศาลเจ้าไม่สอดคล้องกับเอกลักษณ์ทางศิลปกรรมของกลุ่มภาษาตน
ศิราภรณ์และเครื่องทรงเทพเจ้ามีสถานะต่างกัน บางองค์มีฐานะเป็นจักรพรรดิ บางองค์มีฐานะเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น นักบวชศาสนาเต้า หรือพระสงฆ์ ฯลฯ สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่พบในชุดงิ้วของจีนรวมไปถึงภาพจิตรกรรมและประติมากรรมรูปบุคคลในศิลปะจีนด้วย เช่น เทพเจ้าที่มีสถานะจักรพรรดิสวมหมวกเหมี่ยนหรือมงกุฎ 9 มังกร แต่ถ้าหากเป็นเทพเจ้าที่มีสถานะเป็นนักรบจะใส่ชุดเกราะ
ความเชื่อเทพเจ้าประธานในศาลเจ้าทั้งหมด 129 แห่ง มีความหลากหลาย แต่เมื่อจัดกลุ่มและทำการศึกษาแล้ว พบว่า การเลือกสถาปนาเทพเจ้าส่วนหนึ่งนั้นสัมพันธ์กับอัตลักษณ์ของแต่ละกลุ่มภาษา เช่น
ชาวจีนแต้จิ๋วนิยมบูชาเทพเจ้าเปิ่นโถวกง หลงเหวยเหยี่ย
ชาวจีนไหหลำ นิยมบูชาเทพเจ้า 108 พี่น้อง และสุยเหว่ยเซิ่งเหนียง
ชาวจีนแคะบูชาเทพเจ้าซานซานกั๋วหวัง
ในขณะเดียวกันพบว่า ความเชื่อของชาวจีนในกรุงเทพฯ มีความปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชาวจีนอพยพทางแถบนี้ โดยตัวอย่างที่นำมาใช้ศึกษาเพื่อสื่อถึงประเด็นดังกล่าว คือ การนำรูปพระภูมิแบบไทยมาบูชาในฐานะเทพเจ้าเปิ่นโถวกง และการเรียกเทพเจ้าเสวียนเทียนซั่งตี้ว่า “เจ้าพ่อเสือ” โดยเทพเจ้าทั้ง 2 องค์นี้เป็นเทพเจ้าที่ชาวจีนแต้จิ๋วนับถือมากที่สุด
การสถาปนาเทพเจ้าประธานมีพัฒนาการไปตามยุคสมัย โดยในเบื้องต้นนั้นชาวจีนเลือกเทพเจ้าที่นิยมบูชาทางแถบภาคใต้ หรือเฉพาะบ้านเกิดของชาวจีนแต่ละกลุ่มภาษา ซึ่งแนวดังกล่าวยังยึดปฏิบัติเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 25 เป็นต้นมา แนวทางการเลือกเทพเจ้าเพื่อเป็นประธานในศาลหลากหลายมากขึ้น ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างชาวจีนในกรุงเทพฯ กับภูมิลำเนาของบรรพบุรุษที่ลดน้อยลง และสถานะทางเศรษฐกิจของคนจีนที่ร่ำรวยขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงนี้ขึ้น
จากการค้นคว้าในประเด็นต่างๆ ข้างต้น จึงสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของงานศิลปกรรมและความเชื่อของชาวจีนในกรุงเทพฯ ที่มีทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ
ยุคต้นยังคงรักษารูปแบบศิลปกรรมและความเชื่อที่ตนเองคุ้นเคย
เมื่อเวลาผ่านไปถึงแม้ชาวจีนส่วนหนึ่งจะยังมีการสืบทอดงานศิลปกรรมและความเชื่อจากบรรพบุรุษ แต่ด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น การติดต่อกับชาวจีนกลุ่มอื่นในกรุงเทพฯ การรับอิทธิพลจากศิลปะพื้นถิ่น หรือการเปลี่ยนแปลงในดินแดนจีน ได้ทำให้กรอบความคิดของชาวจีนและลูกหลานชาวจีนในกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลให้งานศิลปกรรมและความเชื่อที่สืบทอดมามีการเปลี่ยนแปลงด้วย
“เจ้าพ่อเสือ” มีในหนังสือเทพเจ้าจีนในกรุงเทพฯโดย ผศ. ดร. อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก กันยายน 2565 ราคา 400 บาท
เสวียนเทียนซั่งตี้
และนาม “เจ้าพ่อเสือ”
การเรียกเทพเจ้าเสวียนเทียนซั่งตี้ว่า “เจ้าพ่อเสือ” ซึ่งไม่พบมาก่อนในวัฒนธรรมจีน โดยปรากฏเป็นป้ายนามภาษาไทยของศาลเจ้า เช่น ศาลเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร และเขตพญาไท หรือปรากฏเป็นแผ่นป้ายนามติดไว้ทางด้านหน้าขององค์เทพเจ้า เช่น ศาลเจ้าพ่อเสือ เขตคลองเตย
อย่างไรก็ตาม นามภาษาจีนของศาลเจ้าซึ่งโดยปกติคือนามของเทพเจ้ายังคงเป็นเสวียนเทียนซั่งตี้ หรือเสวียนเทียนต้าตี้
จากการสืบค้นประวัติเจ้าพ่อเสือจากหนังสือและอินเทอร์เน็ต พบว่ามีเรื่องเล่าเดียวกันซึ่งมีความสัมพันธ์กับศาลเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร ดังนี้
สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ย่านวัดมหรรณพาราม (เป็นวัดที่อยู่ใกล้กับศาลเจ้าพ่อเสือดังกล่าว) ยังเป็นป่ารก บริเวณนั้นมีแม่ลูกอาศัยอยู่ด้วยกัน โดยแม่ชื่อนางผ่อง และลูกชื่อนายสอน วันหนึ่งลูกถูกเสือกัดตาย แต่ต่อมาทางการจับเสือตัวนั้นได้ และเสือตัวนั้นสำนึกผิด จึงดูแลนางผ่องแทนนายสอนที่ตายไป ต่อมานางผ่องเสียชีวิตลง เสือตัวนั้นเสียใจมากจึงกระโดดเข้ากองเพลิงที่เผาศพนางผ่อง และตายตามไป นายอำเภอและชาวบ้านจึงร่วมกันสร้างศาลขึ้นและนำเถ้ากระดูกของเสือตัวนั้นมาบรรจุไว้ในรูปปั้น เรียกกันว่า ศาลเจ้าพ่อเสือ จนทุกวันนี้ จากตำนานข้างต้น สันนิษฐานได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเทพเจ้าเสวียนเทียนซั่งตี้และเจ้าพ่อเสือเริ่มต้นที่ศาลเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร
นาม “ศาลเจ้าพ่อเสือ” ของศาลเจ้าแห่งนี้ ทำให้หลายคนคิดว่า เทพเจ้าประธานของศาลเจ้าคือ เจ้าพ่อเสือ อย่างไรก็ดี ป้ายนามภาษาจีนที่อยู่ทางด้านหน้าของศาลเจ้าเขียนว่า “เสวียนเทียนซั่งตี้” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าศาลเจ้าแห่งนี้แท้จริงแล้วบูชาเทพเจ้าเสวียนเทียนซั่งตี้เป็นประธาน
ทั้งนี้ เมื่อเข้าสู่ภายในพบว่า การจัดวางเทพเจ้าสอดคล้องกับนามภาษาจีนของศาลเจ้าคือ ประดิษฐานเทพเจ้าเสวียนเทียนซั่งตี้เป็นประธาน ส่วนด้านขวาและด้านซ้ายของเทพเจ้าประธาน ประดิษฐานเทพเจ้าเสือและเทพเจ้าโชคลาภ ตามลำดับ
น่าสังเกตว่าป้ายนามภาษาไทยของเทพเจ้าเสวียนเทียนซั่งตี้ และเทพเจ้าเสือแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยองค์เสวียนเทียนซั่งตี้มีนามว่า “เจ้าพ่อใหญ่” ส่วนเทพเจ้าเสือมีนามว่า “เจ้าพ่อเสือ”
หากนามภาษาไทยของเทพเจ้าทั้ง 2 องค์เป็นวิธีการเรียกขานที่มีมาแต่เดิม นั่นย่อมหมายถึงว่า ถึงแม้ศาลเจ้าแห่งนี้มีนามภาษาไทยที่เน้นความสำคัญไปที่เทพเจ้าเสือ แทนที่จะเป็นเสวียนเทียนซั่งตี้ แต่การเรียกเทพเจ้าเสวียนเทียนซั่งตี้ และเทพเจ้าเสือยังไม่สับสน
การปรากฏนามศาลเจ้าพ่อเสือต่อมาทำให้เกิดความสับสนโดยเข้าใจว่า “เจ้าพ่อเสือ” หมายถึงเทพเจ้าเสวียนเทียนซั่งตี้ ดังจะเห็นได้จากศาลเจ้าพ่อเสือ เขตคลองเตย ซึ่งบูชาเทพเจ้าเสวียนเทียนซั่งตี้เป็นประธาน แต่สังเกตได้ว่า ป้ายนามภาษาไทยของเทพเจ้าองค์นี้กลับเป็น “เจ้าพ่อเสือ”
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ศาลเจ้าขุนด่านเจ้าพ่อเสือ เขตภาษีเจริญ ซึ่งสร้างราวต้นพุทธศตวรรษที่ 26 โดยศาลแห่งนี้บูชาขุนด่าน ซึ่งเชื่อว่าเป็นทหารสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี และเทพเจ้าเสวียนเทียนซั่งตี้ เป็นประธาน อย่างไรก็ดี ศาลเจ้าแห่งนี้มิได้ใช้นามเทพเจ้า “เสวียนเทียนซั่งตี้” (เฮี่ยงเทียนเสี่ยงตี่) หรือ “ต้าเหลาเหยี่ย” (ตัวเหล่าเอี๊ยะ) มาประกอบเป็นนามศาลเจ้า แต่กลับใช้คำว่า “เจ้าพ่อเสือ” แทน
คุณประเสริฐ ธรรมมา ผู้ก่อตั้งศาลเจ้าแห่งนี้ กล่าวตอนหนึ่งเกี่ยวกับเทพเจ้าเสวียนเทียนซั่งตี้ว่า “เทพเจ้าเหี่ยงเทียงเซี่ยงตี่ ซึ่งคนไทยเชื้อสายจีนจะเรียกท่านว่า เจ้าพ่อเสือ”
แสดงให้เห็นถึงความสับสนระหว่างเทพเจ้าทั้ง 2 องค์
ในปัจจุบันยังมีผู้บูชาเทพเจ้าเสวียนเทียนซั่งตี้ หลายท่านเข้าใจว่าเทพเจ้าทั้ง 2 มิใช่องค์เดียวกัน เช่น ผู้ดูแลศาลเจ้าขุนด่านเจ้าพ่อเสือซึ่งอธิบายให้ผู้เขียนฟังอย่างชัดเจนว่า แท้จริงแล้วต้องเรียกเทพเจ้าเสวียนเทียนซั่งตี้ว่า เจ้าพ่อใหญ่ ตามนามภาษาจีน ต้าเหลาเหยี่ย ส่วนเจ้าพ่อเสือเป็นเพียงบริวารของท่านเท่านั้น
ศาลเจ้าจีน กรุงเทพฯ ที่บูชาเทพเจ้าเสวียนเทียนซั่งตี้เป็นประธาน จะนิยมตั้งประติมากรรมรูปเสือไว้ควบคู่กันด้วย แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเทพเจ้าเสวียนเทียนซั่งตี้กับเสือ ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่าอาจมีที่มาจากความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับเสือของชาวจีนทั้ง 5 กลุ่มภาษา โดยเชื่อว่า เสือเป็นสัตว์บริวารของเทพเจ้าเจ้าที่ปั๋วกง และถู่ตี้กง และมักมีคำพังเพยที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเสือกับเทพเจ้าที่ เช่น “เจ้าที่ไม่ปริปาก เสือจะไม่ลากหมา”
นอกจากนี้ สัตว์ดังกล่าวยังปรากฏเป็นบริวารของเทพองค์อื่นๆ ที่นิยมบูชาทางแถบบ้านเกิดของชาวจีน 5 กลุ่มภาษาด้วย เช่นเทพเจ้าก่านเทียนต้าตี้ ซึ่งมีหน้าที่เป็นเทพอารักษ์เช่นเดียวกับปั๋วกง และถู่ตี้กง และยังพบว่าแท่นที่มีการตั้งเทพเจ้าเสวียนเทียนซั่งตี้บางแห่งมีการตั้งประติมากรรมรูปเสือด้วยเช่นกัน ดังนั้น เมื่อมีการสร้างศาลบูชาเทพเจ้าเสวียนเทียนซั่งตี้ที่เขตพระนคร คนสร้างศาลเจ้าจึงสถาปนาประติมากรรมเทพเจ้าเสือเป็นบริวารตามแบบที่เคยปฏิบัติ
ในส่วนมูลเหตุที่ทำให้ศาลเจ้าที่บูชาเสวียนเทียนซั่งตี้กลับมีชื่อเป็นภาษาไทยว่า ศาลเจ้าพ่อเสือ อาจมาจากคนท้องถิ่น คือ คนสยาม หรือคนไทย ซึ่งเข้าไปกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาลเจ้า และต่อมาจึงตั้งชื่อตามที่ตนเองเข้าใจโดยอาจสังเกตเห็นว่าศาลเจ้าแห่งนี้มีเทพเจ้าเสือตั้งอยู่ จึงนำมาตั้งชื่อศาลแห่งนี้ว่า ศาลเจ้าพ่อเสือ ทั้งนี้ สังเกตได้ว่า ตำนานเสือวัดมหรรณพารามไม่มีการกล่าวถึงคนจีนเลย และเมื่อตำนานเล่าว่ามีการสร้างศาลขึ้น ก็กล่าวแต่เพียงว่าสร้างให้เสือกตัญญูเท่านั้น แต่มิได้เอ่ยถึงเทพเจ้าเสวียนเทียนซั่งตี้ แสดงให้เห็นว่า ตำนานดังกล่าวคงถูกสร้างขึ้นโดยคนพื้นที่เพื่อรองรับความเข้าใจของตนเอง
การตั้งนามภาษาไทยให้ศาลเจ้าจีนโดยไม่ให้ความสำคัญกับเทพเจ้าประธาน แต่กลับให้ความสำคัญกับเทพเจ้าบริวาร มิได้ปรากฏแค่เพียงกลุ่มศาลเจ้าที่บูชาเสวียนเทียนซั่งตี้เท่านั้น แต่ยังปรากฏในศาลเจ้าอื่นๆ ด้วย เช่น ศาลเจ้าแม่โพสพ เขตบางกะปิ โดยเจ้าแม่โพสพคือนามภาษาไทยที่ใช้เรียกเทพเจ้าอู๋กู่หรือเทพเจ้าธัญพืชของจีน ทั้งนี้ศาลเจ้าดังกล่าวตั้งเจ้าแม่อู๋กู่ในฐานะเทพเจ้าบริวาร แต่ตั้งเจ้าแม่เทียนโฮ่วเป็นประธาน
ป้ายนามภาษาจีนด้านหน้าศาลเจ้าพ่อเสือเขียนนามของเทพเจ้าเสวียนเทียนซั่งตี้
เจ้าพ่อเสือ ศาลเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร ประดิษฐานในฐานะเทพเจ้าบริวาร
(บน) เทพเจ้าประธานเสวียนเทียนซั่งตี้ ศาลเจ้าพ่อเสือ เขตคลองเตย
(ล่าง) ป้ายนามภาษาไทยของศาลเจ้าพ่อเสือ จะเห็นว่า ประติมากรรมองค์กลางใช้ชื่อภาษาไทยว่า “เจ้าพ่อเสือ”
ภายในศาลเจ้าขุนด่านเจ้าพ่อเสือมีการตั้งประติมากรรมรูปเสือไว้เป็นจำนวนมาก