โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หน้าผา หนี้เสีย SM กลุ่มบ้าน 1H/67 แตะ 1.43 แสนล้าน โต 11.7% คาดไหลเป็น NPL เพิ่ม

การเงินธนาคาร

อัพเดต 20 ก.ย 2567 เวลา 14.56 น. • เผยแพร่ 20 ก.ย 2567 เวลา 02.37 น.

SM กลุ่มบ้าน ครึ่งปีแรก 2567 ทะยาน 1.43 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.7% จับตากลุ่มบ้านหลังที่ 2-3 ค้างชำระสัดส่วนสูง 19% อนาคตส่อไหล NPL เพิ่ม พร้อมเผยเทรนด์ใหม่คนทิ้งหนี้บ้าน หันจ่ายหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลแทน ชี้เสริมสภาพคล่อง ช่วงรายได้ไม่พอรายจ่าย

วันที่ 20 กันยายน 2567 นายเผด็จ เจริญศิวกรณ์ รองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ เครดิตบูโร เปิดเผยในงาน “กรุงเทพจตุรทิศ : Property เจอหนี้ 10 ปี อสังหาฯไทยกลับไปไม่เหมือนเดิม” ว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมา GDP ไทยเติบโตไม่เกิน 5% โดยไตรมาส 2 ปี 2567 ขยายตัว 2.3% ส่วนหนี้ครัวเรือนแตะระดับ 90.8% ของ GDP

ขณะที่ผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบอินไซด์ที่น่าสนใจ คือ หนี้สินครัวเรือนเฉลี่ยคนไทยอยู่ที่ 606,378 บาท เพิ่มขึ้น 8.4% (yoy) โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 46.4% หนี้เพิ่มมากกว่ารายได้

กลุ่มเปราะบางรายจ่ายทะยาน 138% ของรายได้ หนี้เพื่อบริโภคโต

เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายทั้งหมดของครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง รายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท มีค่าใช้จ่ายสูง 138% ของรายได้ แบ่งเป็น ค่าใช้จ่ายทั่วไป 113.2% และค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้ 25% สะท้อนรายได้ไม่ไม่พอรายจ่าย

ข้อมูลเครดิตบูโร พบว่า ณ ไตรมาส 2 ปี 2567 หนี้คงค้างสะสมเมื่อเทียบแบบรายปี โต 1.3% (yoy) หลัก ๆ การเติบโตมาจากหนี้เพื่อการบริโภค อาทิ หนี้บัตรเครดิต มูลค่า 5.53 แสนล้านบาท เติบโต 2.2% และหนี้จากสินเชื่อส่วนบุคคล มูลค่า 2.6 ล้านล้านบาท เติบโต 2.5% ส่วนหนี้จากสินเชื่อที่อยู่อาศัย มูลค่า 5 ล้านล้านบาท เติบโต 3.5%

SM บ้านขยายตัว 11.7% สวนทางสินเชื่อบุคคลลดลง

ข้อมูลช่วง 6 เดือนแรก พบว่า กลุ่มค้างชำระหนี้มากกว่า 30 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน หรือ SM มีมูลค่าราว 5 แสนล้านบาท ที่น่าสนใจคือพบการเติบโตการค้างจ่ายหนี้ใน 3 กลุ่ม ได้แก่

1.กลุ่มสินเชื่อที่อยู่อาศัย มูลค่า 143,152 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.7% (yoy)

2.กลุ่มสินเชื่อรถยนต์ มูลค่า 210,947 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% (yoy)

3.สินเชื่อบัตรเครดิต มูลค่า 11,592 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.3% (yoy)

สวนทางกับสินเชื่อส่วนบุคคล ที่มีกลุ่ม SM มูลค่า 84,928 ล้านบาท ลดลง 1.4% (yoy) และลดลง 48.4% (qoq)

“สิ่งนี้บอกถึงพฤติกรรมคนที่เปลี่ยนไป ปกติคนจะยอมผิดนัดชำระหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลก่อน จึงตามมาด้วยบัตรเครดิต รถ และบ้าน เป็นลำดับสุดท้าย แต่วันนี้กลับด้านกัน คนต้องการสินเชื่อส่วนบุคคลกับเครดิตการ์ดไว้เสริมสภาพคล่อง เพราะรายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย”

กลุ่มซื้อบ้านหลังที่ 2-3 หนี้ SM-NPL เริ่มขยายตัว ส่วนมากเป็นสินเชื่อที่เปิดช่วงเกิดโควิด

สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัย ช่วงปีแรก 2567 มีคน 2.8 ล้านรายมีสินเชื่อบ้าน แบ่งเป็น บ้าน 1 หลัง สัดส่วน 82.7% และบ้านหลังที่ 2-3 สัดส่วน 16.1% ที่เหลือเป็นกลุ่มมากกว่า 4 หลังขึ้นไป

ทั้งนี้ สัดส่วน 92% ยังเป็นกลุ่มคุณภาพชำระหนี้ได้ดี แต่อีก 8% เป็นกลุ่มเริ่มค้างชำระ (SM) และกลุ่มหนี้เสีย (NPL)

“จากที่เราเห็น กลุ่มบ้านหลังที่ 2-3 เริ่มมีปัญหาเข้าสู่กลุ่ม SM ประมาณ 19.3% และเป็น NPL 19.4% สะท้อนว่าคนกำลังวิกฤต”

ที่น่าสนใจ คือ บัญชีที่เป็น SM ในปี 2566 เริ่มค้างชำระ 1 เดือน (SM) ครั้งแรกจำนวน 18,755 บัญชี ส่วนใหญ่ประมาณ 12,577 บัญชี เป็นการเปิดบัญชีระหว่างปี 2563-2566 หรือช่วงเกิดโควิดเป็นต้นมา

“สินเชื่อบ้านที่เปิดหลังโควิด ผิดนัดชำระหนี้อย่างมีนัยยะสำคัญ ถามว่าเขามีเจตนาในการผิดนัดชำระอย่างมีนัยยะสำคัญไหม คงไม่ใช่ เพราะวิกฤตและโควิดทำให้เขาเป็นอย่างนี้”

ส่วน NPL ในอดีตถือว่าน้อยมาก แต่ปัจจุบันกลุ่มบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท อยู่ที่ประมาณ 30%

ทั้งนี้ สินเชื่อบ้านในอนาคต SM น่าจะหดตัวลง แต่การหดตัวลง และกลายเป็น NPL แทน ซึ่งเทรนด์ NPL บ้านเป็นขาขึ้น แม้ว่าในไตรมาสต่อไปจะใกล้เคียงกับไตรมาสที่ผ่านมา แต่คงต้องดูต่อไปว่าจะมีอะไรที่สามารถช่วยคนกลุ่มนี้ได้หรือไม่

อสังหาปี 67 ยังท้าทายสูง

ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยกลางปี 2567 และแนวโน้มปี 2567 ในภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ไทยในครึ่งปีแรก 2567 การเปิดตัวโครงการใหม่มีการเปิดตัว จำนวนโครงการลดลง มูลค่าโครงการลดลง ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยเพิ่มขึ้น แต่จำนวนหน่วยขายลดลง

ส่วนอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ที่ระดับ 60-65% จากยอดการขออนุมัติสินเชื่อในไตรมาส 1/2567 ต่อเนื่องจากไตรมาส 4/2566 โดยเฉพาะบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท

ในปี 2567 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงเข้มงวดปล่อยสินเชื่อบ้าน เนื่องจาก ภาระหนี้ครัวเรือนสูง และสัดส่วน NPL ในกลุ่มสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยยังคงอยู่ในสัดส่วนที่สูง เมื่อเทียบกับสินเชื่อบุคคลประเภทอื่น ๆ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัยในตลาดโดยเฉพาะที่อยู่อาศัยที่มีระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทต่อหน่วย

ส่วนปัจจัยที่ยังคงมีผลกระทบต่อภาคอสังหาฯ มีดังนี้

  • ภาวะเศรษฐกิจไม่พื้นตัวตามคาด
    • อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง
    • ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น
    • ผลกระทบภาวะหนี้ครัวเรือน
    • กระทบกำลังซื้อของผู้บริโภค

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...