“อินทนิล” ผุดร้านกาแฟคอนเซ็ปต์ไม่ซ้ำสู้ศึกกาแฟปั๊มน้ำมัน
เปิดแผนรบ “อินทนิล” สู้ศึกกาแฟปั๊มน้ำมัน ไฟเขียวผู้ซื้อแฟรนไชน์ออกแบบร้าน-คัดสินค้าโลวคอลวางขายในสาขาตัวเองได้ พร้อมขยายสถานีชาร์จรับดีมานด์รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเวลาใช้งานในปั๊มนานขึ้น ไม่หวั่นเศรษฐกิจลาว-กัมพูชาดิ่งเตรียมลงทุนเปิดสาขาเพิ่ม
นายยศธร อรัญนารถ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากรีเทล จำกัด เปิดเผยว่า “บางจากรีเทล” มีแผนขยายธุรกิจนอนออยล์ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนราวๆ 10-20% โดยปี 2567 และปีถัดๆไปบริษัทจะดำเนินธุรกิจภายใต้สโลแกน “เพื่อคุณ-เพื่อโลก” โดยเน้นผลิตภัณฑ์และงานบริการที่ดีที่สุด โดยปัจจุบัน “อินทนิล” มีโพรดักซ์ขายดี 3 เมนูคือ “อเมริกาโน่เย็น” ที่ใช้เมล็ดกาแฟอาราบิก้า 100% ต่อมาคือ “โกโก้” ที่เข้มข้นยืนหนึ่งในตำนาน และ “ชาไทย” ที่ใช้เครื่องเอสเพรสโซ่ในการชงและใช้ใบชาแท้สำหรับจับกลุ่มทุกวัยและสามารถดื่มได้ทุกวัน
“ตลาดชาไทยเป็นตลาดที่น่าสนใจเพราะเป็นเครื่องดื่มที่สามารถดื่มได้ทุกเวลา ต่างจากกาแฟที่คนส่วนใหญ่จะดื่มเฉพาะช่วงเช้าและช่วงบ่าย เพราะฉนั้นเราต้องเพิ่มออฟชั่นเพื่อดึงลูกค้าให้เข้ามาที่สาขาเพิ่มขึ้นในระหว่างวันและใช้เวลานานขึ้นจากปัจจุบันที่ส่วนใหญ่ในเวลาในปั๊มน้ำมันประมาณ 15 นาที ซึ่งในอนาคตอาจจะพัฒนาต่อเป็นไอศกรีมหรือซอฟเสริฟ
และแม้ว่าต้นทุนโกโก้และกาแฟแพงขึ้น แต่เรายังสามารถหาซอร์สซิ่งเมล็ดกาแฟจากที่อื่นได้ ส่วนโกโก้เรายังมีซัพพลายที่มีสัญญาระยะยาวทำให้วัตถุดิบไม่ขาด และยังไม่มีแผนปรับขึ้นราคาขึ้นแต่อย่างใด”
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ อินทนิล พยายามให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเป็นผู้นำร่องใช้แก้วบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ 100% ซึ่งในตลาดมีไม่มากและเป็นผู้ใช้เม็ดพลาสติกที่ย่อยสลายได้ 100% อันดับ 1 ของอาเซียนและใช้ในทุกสาขา
นอกจากนี้ อินทนิลยังมี EV Charging ในปั๊มสถานีบริการน้ำมันบางจากค่อนข้างเยอะ นั่นหมายความว่าผู้ใช้รถยนต์ EV จะใช้เวลาในปั๊มมากขึ้น 30-40 นาที ขณะเดียวกันอินทนิลก็ยังมีแผนเปิดโมเดล Green Store ในปีหน้าโดยเลือกโลเคชั่นในชุมชน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างทำงานร่วมกับ Start Up เพื่อหาวัสดุบางอย่างที่ตอบโจทย์คอนเซ็ปต์กรีนทั้งหมด
วาง 5 กลยุทธ์บูสต์ธุรกิจแฟรนไชน์
นอกจากนี้ อินทนิล ยังให้วางเป้าหมายสำหรับการขับเคลื่อนธุรกิจ “แฟรนไชส์” ทั้งในสถานีบริการน้ำมันและนอกสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันมีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศมากกว่า 1,000 สาขาผ่าน 5 กลยุทธ์คือ
1. การขยายสาขา อินทนิลจะทำงานร่วมกับนักลงทุนหรือผู้ซื้อแฟรนไชน์ตั้งแต่วิเคราะห์ทราฟฟิกในพื้นที่เพื่อคำนวณยอดขายสร้างความมั่นใจว่าจะสามารถสร้างรีเทิร์นให้กับผู้ลงทุนได้ ทั้งนี้ผู้บริหารตั้งเป้าว่าภายในสิ้นปี 2567 อินทนิลจะมีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 1,060 สาขา และจะขยายในทุกๆปีเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 200 สาขา
“การเติบโตลักษณะนี้เป็นตัวเลขที่เหมาะสมสำหรับการหาพื้นที่ที่เหมาะสมกับธุรกิจแฟรนไชส์ ปัจจุบันเรามีสัดส่วนแฟรนไชส์ประมาณ 75% หรือประมาณ 700 กว่าสาขา และร้านที่บริษัทลงทุนเอง 25% สัดส่วนในปั๊ม 60% และนอกปั๊ม 40%”
นอกจากนี้อินทนิลยังมีแผนที่จะเปิดร้านในสถานีบริการน้ำมัน “เอสโซ่” ที่ได้เข้าซื้อกิจการก่อนหน้านี้โดยจะพิจราณาหลังจากร้านกาแฟเดิมสิ้นสุดสัญญา ส่วนการขยายนอกสถานีบริการน้ำมันจะเน้นในโลเคชั่นที่ทราฟฟิกหนาแน่น เช่นโรงพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัยหรือชุมชนซึ่งตอบโจทย์ผู้ประกอบการแฟรนไชน์ได้ดี
ในส่วนของการขยายตลาดต่างประเทศปัจจุบันมีสาขาในสปป.ลาว 5 สาขาและมีแผนจะเปิดเพิ่ม 1 สาขาในปีนี้ ขณะเดียวกันจะเปิดตลาดใหม่ใน “กัมพูชา” ซึ่งอยู่ระหว่างการพูดคุยปรับแผนธุรกิจหลังจากเศรษฐกิจกัมพูชาได้รับผลกระทบทางลบ
2. การพัฒนาร้านร่วมกับผู้ประกอบการในรูปแบบใหม่ “Unique Design” โดยเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสามารถออกแบบร้านดีไซน์ทั้งภายในภายนอกสาขาของตัวเอง 20% ของพื้นที่บนพื้นฐานความเป็นจริงและความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐกิจเพื่อสร้างความแตกต่าง รวมทั้งสามารถนำสินค้าโลคอลเข้ามาวางจำหน่ายได้ด้วย
“ผู้ประกอบการจะรู้ความต้องการของลูกค้าในพื้นที่ได้ดีกว่า แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่อินทนิลสามารถตรวจสอบเพื่อให้สินค้าได้มาตราฐาน นอกจากนี้เรายังมีทีมงานสนับสนุนเข้ามาเป็นที่ปรึกษาด้านงานบริการและการบริหารจัดการร้านค้ารวมถึงการเทรนนิ่งบาริสต้าต่างๆ”
3. Service Excellence อินทนิลมีเป้าหมายสร้างแบรนด์ให้อยู่ในใจลูกค้า โดยเพิ่มทีมงานในส่วนของ “Mobile Training to Store” บาริสต้าทุกคนที่ผู้ประกอบการหามาจะต้องผ่านการเทรนนิ่งก่อนเข้าทำงานในร้านเพื่อใช้เครื่องมือได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังมีการมีการแข่งขันจัดอันดับบาริสต้าซึ่งจะเป็นคอร์หลักที่ทำให้แบรนด์อินทนิลคงอยู่ได้และขยายอย่างต่อเนื่องได้
4. การพัฒนาตลาดและผลิตภัณฑ์ โดยในส่วนของการพัฒนาตลาดจะเน้นในเรื่องของฐานลูกค้า CRM ผ่านฐานสมาชิก “บางจากกรีนสไมล์” ที่ปัจจุบันมีฐานสมาชิกราวๆ 8 ล้านสมาชิก ซึ่งจะได้รับ 'พริวิเลจ'ในการซื้ออาหารและเครื่องดื่มในราคาที่ลดลงและลิงค์ไปกับการซื้อน้ำมันด้วย
“ยอดขายมากกว่า50% มาจาก “กรีนสไมล์” ซึ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆคาดว่าอนาคตจะสามารถเพิ่มยอดใช้จ่ายผ่านกรีนสไมล์ มากกว่า70-80% ปีนี้เราจะเน้นหนักมากขึ้นในกลุ่ม Gen Z โดยสื่อสารโปรโมชั่นและ 'พริวิเลจ' ผ่านช่องทาง IG , X และTikTok มากขึ้น”
ส่วนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ อินทนิลจะมี Seasonal Menu ทุก ๆ 2 เดือน เพื่อทำให้เกิด movement และมีทางเลือกสำหรับผู้บริโภคให้เข้ามาที่ร้านอินทนิลได้ทุกวัน รวมทั้งเน้นหนักในเรื่องของ Extra shot หรือ DIY ลูกค้าสามารถสร้างเมนูอินทนิลของตัวเองเช่นชาเขียวเติมโกโก้ช็อต ซึ่งลูกค้าให้ความสนใจอย่างมาก รวมทั้งเมนูสุขภาพ Plant Base เข้ามารองรับลูกค้าที่ไม่ดื่มนมวัวด้วย
“ราคาของเรามีความใกล้กับผู้เล่นอื่นๆในโพชิชั่นเดียวกัน ค่าใช้จ่ายต่อบิลอยู่ที่ราวๆ100บาทไม่รวมนอนดริ้งค์ ช่วงเวลาที่ลูกค้าหนาแน่นอยู่ที่ประมาณ6-8 โมงเช้าและช่วงบ่ายต้นๆ ตอนนี้สัดส่วนนอนดริ้งค์ของอินทนิลอยู่ที่ประมาน20% เราคาดหวังเพิ่มสัดส่วนเป็น50% โดยเพิ่มโพรดักซ์ใหม่ๆที่พัฒนาร่วมกับ SME เช่นหมูปิ้งซึ่งตอนนี้นำร่อง 6-7 สาขาของแฟรนไชส์”
5. เทคโนโลยี สิ่งที่อินทนิลกำลังทำอยู่คือ “QR Smart Order” ไม่ว่าจะเป็น “สั่งที่รถรับที่ร้าน” “คุณสั่งเราส่ง” “สแกนสั่งเสริฟ” รวมถึงจ่ายเงินและในอนาคตจะนำ AI เข้ามาเสริมบริการในร้าน
“เราเชื่อว่าใน 5 กลยุทธ์นี้จะทำให้ธุรกิจแฟรนไชส์ของเราเติบโตอย่างยั่งยืน และทำให้ผู้ประกอบการที่เข้ามาร่วมทำแฟรนไชส์กับเราได้รับความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐศาสตร์ รวมทั้งทำให้ผู้สนใจลงทุนสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น”
ด้านนางสาวมยุรี ชุมดี หนึ่งในผู้ประกอบการจากร้านอินทนิล สาขาธีระ แกรนด์ เอสเตท โดยการบริหารงานของ บริษัทธีระ แกรนด์ เอสเตท จำกัด เปิดเผยว่าธุรกิจสถานีบริการน้ำมันเริ่มเข้าสู่ Sunset Industry อย่างไรก็ตามเชื่อว่า “บางจาก” จะเป็นธุรกิจแบรนด์สุดท้ายที่จะออกจากตลาดนี้ เพราะยังเห็นเส้นทางธุรกิจ เห็นเม็ดเงินการลงทุนสำหรับต่อยอดไปสู่การรองรับรถยนต์ไฟฟ้า
ขณะเดียวกันหลังจากโควิดคลี่คลายลงผู้บริโภคมีความต้องการบริการแบบ One Stop Service ในสถานที่เดียวในเวลาที่จำกัด ดังนั้นการนำ “อินทนิล” เข้ามาในสถานีบริการน้ำมันจะเป็นการเรียกยอดขายในอีกทางหนึ่ง
“เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกค้าติดแบรนด์อินทนิลยอดขายน้ำมันก็จะตามมาและลิ้งค์ไปยังสินค้าอื่นๆด้วย”
นอกจากนี้การตลาดของอินทนิลก็มีความเข้มข้นเห็นได้ว่าระยะหลังมีเมนูปั่นและน้ำผลไม้เข้ามา และเปิดโอกาสให้นำสินค้าโลวคอลมาขายในร้านได้เช่น ธีระ แกรนด์ เอสเตท ได้ครีเอทเมนูที่เกี่ยวกะทิ ข้าวต้มมัดและหมูปิ้งซึ่งโดนใจลูกค้าอย่างมาก โดยเฉพาะหมูปิ้งที่ทำกำไรให้สาขาไม่ต่ำกว่า 3.5 หมื่นบาทต่อเดือน และภายในปี2568จะเพิ่มเมนูผลไม้สดและผลไม้สดปั่นเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ๆ
ขณะที่ภทิรา กุมุทพงษ์พาณิช และ ภาวัณ จูฑะพุทธิ ผู้ประกอบการจากร้านอินทนิล สาขาเลียบคลองรังสิต (คลอง 2) โดยการบริหารงานของบริษัท บุญเฮงถาวร จำกัด เปิดเผยเพิ่มเติมว่าภาพของร้านกาแฟในปั๊มน้ำมันในอดีตส่วนมากเป็นการเข้าเติมน้ำมันและแวะซื้อกาแฟแบบ Take Home ไปดื่มในรถ ที่บ้านหรือที่ทำงาน แต่ปัจจุบันไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคใช้บริการร้านกาแฟเปลี่ยนไป ใช้เวลาในร้านนานขึ้น
ดังนั้น บุญเฮง จึงดีไชน์ให้ร้านกาแฟอินทนิล สาขาเลียบคลองรังสิต ให้เป็นจุดมีตติ้งพอยซ์ เป็นจุดนัดพบระหว่างเพื่อน เพื่อนร่วมงาน คู่ค้าแวะมาหาบรรยากาศใหม่ๆ
“เราต้องมีฟังก์ชั่นที่ตอบสนองความต้องการลูกค้า เช่นห้องประชุม ซึ่งมีลูกค้าเข้ามาจองเรื่อยๆหรือแม้แต่กระทั่งการนำอาร์ตทอยซึ่งเป็นเทรนด์ตอนนี้เข้ามาขายที่ร้านเพื่อดึงดูดให้ลูกค้า GEN ใหม่ๆเข้ามาที่ร้าน”