โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

1 ทศวรรษทีวีดิจิทัล ปรับตัวแค่ไหนจึงทันโลกเปลี่ยน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 31 ส.ค. 2567 เวลา 07.29 น. • เผยแพร่ 31 ส.ค. 2567 เวลา 08.05 น.
ฉัตรชัย ตะวันธรงค์-สรณ บุญใบชัยพฤกษ์-สุภาพ คลี่ขจาย-ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต

อีก 4 ปี 8 เดือน ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะหมดอายุลง แต่ดูเหมือน “ทีวีไทย” จะยังตั้งตัวไม่ได้ ในงานครบรอบ 1 ทศวรรษทีวีดิจิทัล โดยสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) และช่องทีวีสาธารณะ จัดงานสัมมนา “Beyond the Next Step” เพื่อหวังหาคำตอบและทางออกให้กับอนาคตทีวีไทย

ท่ามกลางผู้คนที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมทั้งผู้ประกอบการทีวี ผู้ผลิตเนื้อหา นักวิชาการ รวมถึงคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่มาร่วมสัมมนา เห็นตรงกันว่าเทคโนโลยีการแพร่ภาพกระจายภาพและเสียงได้เปลี่ยนแปลงสู่ระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง หรือ OTT กำลังสร้างความท้าทาย ทั้งในแง่ของการดึงผู้รับชม และเม็ดเงิน “โฆษณา” ที่ไหลออกไป

“ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมไฮไลต์และประเด็นสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องในงานพูดถึง เพื่อมองไปยังอนาคต ถึงอุตสาหกรรมทีวีไทยที่คนในวงการมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ กับคำถามสำคัญที่ว่า “ทีวี (ดิจิทัล) จะอยู่รอดและเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร”

ร่วมกันกำหนดอนาคต

ความท้าทายที่แพลตฟอร์มดิจิทัล OTT สร้างขึ้น “สุภาพ คลี่ขจาย” นายกสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) เรียกว่าเหมือนร้านหาบเร่แผงลอยที่เปิดขึ้นบนถนนคลื่นความถี่ที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลแย่งกันประมูลเพื่อเปิดร้านอาหาร ซึ่งเดิมทุกคนเชื่อว่าจะแบ่งค่าโฆษณาได้สัก 10% จากเจ้าของสัมปทานทีวีรายเดิม จึงแย่งกันประมูลใบอนุญาตจนวงเงินสูงถึง 5 หมื่นล้านบาท

แต่เมื่อเทคโนโลยีเร่งให้เครื่องทีวีเปลี่ยนไม่ทันการมาถึงของอินเทอร์เน็ต จึงประสบปัญหาอย่างมากจนต้องร้องคณะรักษาความสงบแห่งชาติในขณะนั้นให้ยกเลิกค่าใบอนุญาตงวดสุดท้ายเพื่อเยียวยา แต่ก็แลกมาด้วยกฎ Must Have และ Must Carry เพื่อให้เนื้อหาส่งถึงผู้รับชม

“สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” ประธาน กสทช. กล่าวว่า ทีวีไทย เป็นอัตลักษณ์ของชาติ ยังเป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้อยู่ ตอนนี้มีทางเลือกอะไร มีรายได้อย่างไร แต่เรื่องของทางเลือกผู้บริโภคก็สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่เนื้อหาที่ดีผ่านคลื่น หรือผ่านอินเทอร์เน็ตแบบต่าง ๆ แน่นอนว่าผู้บริโภคย่อมเลือกทางเลือกที่เหมาะกับตน เนื้อหาในการเป็นทีวีของประเทศก็ยังมีอยู่

สิ่งที่ต้องเตรียมหลังจากการหมดอายุของใบอนุญาตทีวีสาธารณะในปี 2572 มีหลายเรื่อง ซึ่งต้องพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ เพราะไม่รู้เลยว่าอีก 4-5 ปีเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปอย่างไร ถ้าจำกันได้ตอนที่ทุกคนประมูลใบอนุญาตทีวีก็เชื่อว่าทุกอย่างจะดี แต่ไม่ถึง 5 ปีเทคโนโลยีใหม่มาก็ต้องคืนช่องแล้ว ถ้ามองไปข้างหน้าตอนนี้ เดาไม่ได้เลยว่าอะไรจะเปลี่ยน เทคโนโลยีดาวเทียมวงโคจรต่ำจะเปลี่ยนทีวีหรือโทรคมนาคมไหม

“ถ้าทางสมาคมทีวีฯเห็นว่าตัวกฎหมายที่ต้องบังคับให้ประมูลใบอนุญาต คือตัวล็อกไม่ให้ธุรกิจอยู่รอด เราก็ต้องเริ่มคุยกันวันนี้ และแก้กฎหมาย ซึ่งจะต้องเสนอรัฐบาล แน่นอนว่าเราต้องเริ่มทำงานด้วยกัน”

“เทคโนโลยี-ผู้บริโภค” เปลี่ยนเร็ว

“ฉัตรชัย ตะวันธรงค์” อุปนายกสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ทีวีแต่ละช่องต้องปรับตัว ช่องทีวีแต่ละช่องที่มีในปัจจุบัน มีการปรับตัวแบบต่าง ๆ บางช่องใช้วิธีรีรันโปรแกรมซ้ำ บางช่องเน้นขายของเป็นหลัก เป็นการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด

“หน้าที่สมาคม และพวกเรา คือ การจัดการแนวทางให้อนาคตของโทรทัศน์แห่งชาติอยู่รอดอย่างยั่งยืน เราต้องเห็นว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของชาติที่ต้องดำรงอยู่ต่อไป ตัวอย่างจากหลายประเทศแสดงให้เห็นว่า โทรทัศน์เป็นเครื่องมือเชิงรุกได้ ทั้งการสนับสนุนกีฬา สนับสนุนเนื้อหาด้านวัฒนธรรม และอื่น ๆ คำถามคือ เราได้ทำงานเชิงรุกในด้านนี้บ้างหรือยัง”

ตนเชื่อว่าทุกวันนี้ ทุกคนมีมือถือ 1-3 เครื่องที่ใช้งานนอกเหนือจากโทรทัศน์ดิจิทัล 22 ช่อง และ 5 ช่องสาธารณะ ซึ่งเป็นเสาหลักแห่งชาติ ทั้งมีคอนเทนต์ทางเลือกให้ผู้บริโภคอีกมากมาย แต่ละคนมีสายตาสองข้าง ดูได้เพียงจอเดียว ไม่ว่าจะดูบนมือถือหรือทีวี ปัจจุบันมีช่อง YouTube ประมาณ 2 ล้านช่องในประเทศไทย ทุกช่องเหล่านี้ร่วมกันให้ท่านเลือกบนมือถือ เพื่อรับชมเนื้อหาที่ต้องการ

“สภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนไปแล้ว สำเร็จรูปแบบเก่าไม่ได้ผลอีกต่อไป สิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนคือความช้า เรายังคงเคลื่อนไหวช้าเหมือนเดิม”

“ฉัตรชัย” กล่าวต่อว่า ใน 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลง สมาคมพยายามทำงานร่วมกับ กสทช. และภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อขับเคลื่อน และแก้ปัญหาของอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพื่อกระเป๋าตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อให้อุตสาหกรรมโทรทัศน์อยู่รอดได้ในระยะยาว วันนี้ คนดูโทรทัศน์ดิจิทัลผ่านโครงข่ายภาคพื้นดินเหลือเพียง 15% ขณะที่คนดูผ่านอินเทอร์เน็ตแซงหน้าไปแล้ว

“นี่เป็นสิ่งที่เราต้องกังวล เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และผู้บริโภคก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน”

ปลดล็อก กม.แข่งขันเท่าเทียม

สิ่งที่สำคัญคือ การทำงานเชิงรุกในการส่งเสริมการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวและแข่งขันได้ในยุคดิจิทัล การพัฒนาแพลตฟอร์มของตัวเอง เช่น Video on Demand (VOD) เป็นหนึ่งในแนวทางที่ผู้ประกอบการไทยใช้เพื่อเพิ่มรายได้จากการขายลิขสิทธิ์ในต่างประเทศ และช่วยชะลอการเสื่อมสลายของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย และให้โอกาสในการปลูกฝังและพัฒนาเนื้อหา เนื่องจากยังเห็นคอนเทนต์ดี ๆ และรายการที่ได้รับความนิยม

แต่ทุกคนไม่ควรพึ่งพาแพลตฟอร์มโทรทัศน์แห่งชาติเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่ไม่ใช่โทรทัศน์ ด้วยการที่รัฐหรือ กสทช. เข้ามามีบทบาทในการปลดล็อกและทำให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียมมากขึ้น

“ผมมองว่า กสทช. พยายามอยู่แล้ว แต่ความเข้าใจและการดำเนินการใน 10 ปีที่ผ่านมา เน้นที่การกำกับดูแลเท่านั้น ซึ่งควรมีมิติของการส่งเสริมควบคู่ไปด้วย ต้องเน้นการปกป้อง และวางยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน ซึ่งในแผนแม่บทฉบับใหม่จะเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงโทรทัศน์ของประชาชน โดยโครงการการสตรีมมิ่งแห่งชาติเป็นตัวอย่างหนึ่ง”

“ฉัตรชัย” กล่าวต่อว่า สมาคมร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้อง เช่น Tel Co อย่าง ทรู ดีแทค และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในการพัฒนาแพลตฟอร์มนี้ แม้แพลตฟอร์มจะเกิดขึ้นช้า แต่การบริหารแพลตฟอร์มเป็นความร่วมมือของผู้ถือใบอนุญาตโทรทัศน์ และพาร์ตเนอร์อื่น ๆ ช่องทีวีสาธารณะที่มีศักยภาพก็จะร่วมมือในการขับเคลื่อนแพลตฟอร์มนี้ ซึ่งจะเป็นสมบัติส่วนกลางที่ กสทช. มีหน้าที่ประคับประคอง ไม่ใช่เพียงให้บริการฟรีเท่านั้น

แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแห่งชาติ

แนวความคิดเรื่องการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการทีวีเพื่อทำแพลตฟอร์มกลางที่กล่าวมาข้างต้น สอดคล้องกับความคิดเห็นของ “ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต” กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ ที่มองว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวเป็นการพยายามรักษาวิธีคิดแบบ Linear ที่มีผังรายการ ขณะที่บริบทเปลี่ยนแปลงสู่การมองแบบ Exponential ที่เนื้อหาไม่เป็นเส้นตรงแต่ต้องไปทุกช่องทางและทุกเวลา ทั้งบน OTT IPTV Satellite TV และอื่น ๆ

“สองแนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่ต่อสู้กันอยู่ แต่ถ้ามองในมุมที่ต้องรักษาผังรายการไว้ เพราะการดูทีวีแบบดั้งเดิมยังเป็นกิจกรรมของคนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะคนที่มีอายุ ซึ่งจะละทิ้งไม่ได้”

ดังนั้น กสทช. มีการคุยกับอุตสาหกรรมมาหลายเดือนแล้วในการมี National OTT Streaming Platform ในเบื้องต้นจะต้องรองรับเนื้อหาแบบ Linear ซึ่งจะตอบโจทย์ในแง่การเผยแพร่คอนเทนต์ การโฆษณา และข้อมูลพฤติกรรมผู้ชม

สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ เรื่องของอินเตอร์เฟซแรก ผู้มีโทรทัศน์ต้องรีโมตเชื่อมผู้ชม-ผู้ฟังกับเนื้อหาจะมีปุ่มรีโมตที่กดเข้าไปแล้วเจอแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแห่งชาติได้เลย แล้วนำพาไปสู่ช่องต่าง ๆ แต่ส่วนนี้ยังเป็นปัญหาในระดับการผลิตระดับโลก เท่าที่คุยการผลิตเครื่องรับโทรทัศน์ เป็นอุตสาหกรรมที่เป็นสากลมาก อีกโฟลว์หนึ่งที่จะเชื่อมแพลตฟอร์มได้ คือ ติดตั้งแอปมากับโทรทัศน์ เป็นอีกความเป็นไปได้หนึ่งในทางเทคโนโลยี

อย่างที่บอกนี่เป็นมาตรการรักษา “ผังรายการ” ทำให้เห็นเงื่อนไขที่ว่าทำอย่างไร ให้เนื้อหาทีวีเดิมไปอยู่บนแพลตฟอร์มใหม่ได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น

เปิดโลกเทคโนโลยีการโฆษณา

ในวงเสวนาคนทีวี นอกจากจะพูดตรงกันว่า “ทีวีแบบดั้งเดิมมีคุณค่าที่ต้องรักษาไว้” แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงอนาคตที่ต้องการเคลื่อนย้ายเนื้อหาสู่แพลตฟอร์มใหม่ที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งสิ่งสำคัญที่เป็นรายได้ของอุตสาหกรรมทีวี คือ “โฆษณา” การย้ายแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะเมื่อพูดถึง “แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับชาติ” จึงต้องคำนึงถึงวิธีการโฆษณาที่จะทำให้เกิดรายได้ที่เหมาะสมในอนาคตเพราะเทคโนโลยีโฆษณาที่ดีจะนำไปสู่ประโยชน์ทั้งผู้ลงโฆษณา และสื่อทีวีด้วย

“นิค ฉั่ว” กรรมการผู้จัดการประจำเอเชีย-แปซิฟิกของ INVIDI ผู้ให้บริการเทคโนโลยีโฆษณา และ “เอกชัย ภัคดุรงค์” หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านกลยุทธ์องค์กร บมจ.ไทยคม พูดถึงโฆษณาในทศวรรษหน้า ในหัวข้อ “The Next Decade of TV Advertising”

และได้ชูเทคโนโลยีทีวีระบุตำแหน่ง Addressable TV จากความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่แม้คอนเทนต์จะเป็นทีวีแต่ใช้งานผ่านอุปกรณ์หลายประเภท โดยอธิบายความแตกต่างระหว่างทีวีแบบดั้งเดิม ทีวีแบบระบุตำแหน่ง และทีวีออนไลน์

โดยคนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับทีวีแบบดั้งเดิมเป็นอย่างดี ลงโฆษณาหนึ่งรายการ และเผยแพร่ให้ทุกคนเห็นโฆษณาเดียวกันเรียกว่า “Spray and Pray” ขณะที่โฆษณาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ปัจจุบันปรับแต่งได้ตามความเหมาะสมของผู้ใช้ตามฐานข้อมูลเพื่อให้ตรงจุด

ถามว่า“ทีวีจะเชื่อมความเป็นออนไลน์ได้อย่างไรจึงจะตรงจุด” ผู้บริหารไทยคม กล่าวว่า ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมที่รับการถ่ายทอดข้อมูลถึงหลังคาบ้าน ประกอบกับ “คลาวด์-AI” มีความก้าวหน้าทำให้สามารถประมวลผลได้ว่าจุดรับส่งสัญญาณตำแหน่งนั้น ๆ ชื่นชอบอะไร มีแนวโน้มดูโฆษณาแบบใด จึงยิงโฆษณาได้ตรงจุดและ“เฉพาะบุคคล” มากขึ้น

“ด้วยทีวีแบบระบุตำแหน่ง เราพยายามนำทีวีดั้งเดิมเข้าใกล้โลกออนไลน์มากขึ้น ปัญหาของการโฆษณาแบบดั้งเดิมคือกว้างเกินไป และไม่รับประกันว่าโฆษณาเฉพาะนั้นจะมีประสิทธิภาพ เช่น หากโฆษณาแพมเพิส โฆษณาจะมีประสิทธิภาพมากกว่าหากกำหนดเป้าหมายไปที่ผู้ที่มีแนวโน้มจะมีลูกในไทย สถานการณ์อาจดีขึ้น แต่ในสิงคโปร์คนมีลูกน้อยกว่า การสิ้นเปลืองในการโฆษณาจึงมีความสำคัญมากกว่า”

ผู้บริหาร INVIDI ทิ้งท้ายด้วยว่า Addressable TV เพิ่มรายได้ 300-700% ตามรูปแบบการขายที่ใช้ ลดค่าใช้จ่ายโฆษณาทีวีให้ผู้ลงโฆษณา 6.1% ในปี 2567 และการโฆษณาแบบ Addressable TV สร้างรายได้ 7.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2565 เพิ่มขึ้น 373% ระหว่างปี 2560-2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 1 ทศวรรษทีวีดิจิทัล ปรับตัวแค่ไหนจึงทันโลกเปลี่ยน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...