โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

5 สัญญาณเตือน เปลี่ยนยางเมื่อไหร่ดี? วิธีสังเกตอาการยางหมดสภาพ

สยามคาร์ - Siamcar

เผยแพร่ 09 ส.ค. 2567 เวลา 06.21 น. • ทีมข่าวสยามคาร์
5 สัญญาณเตือน เปลี่ยนยางเมื่อไหร่ดี? วิธีสังเกตอาการยางหมดสภาพ

อายุการใช้งานของยางรถยนต์

หากยางรถยนต์มีอายุการใช้งานครบ 6 ปี นับจากวันผลิต หรือมีความลึกดอกยางน้อยกว่า 3 มม. หรือใช้งานมาประมาณ 40,000-50,000 กิโลเมตร ควรเปลี่ยนยางโดยทันที รวมถึงยางอะไหล่ที่ควรตรวจสอบและเปลี่ยนทันที โดยไม่ต้องคำนึงถึงการสึกของดอกยางแต่อย่างใด

เมื่อไหร่ต้องเปลี่ยนยาง?
ยางรถยนต์ทุกชนิด ทุกเกรด และทุกประสิทธิภาพ ล้วนแล้วแต่มีวันที่จะเก่าและเสื่อมลงตามกาลเวลา เพราะการวิ่งบนถนนหลากหลายรูปแบบ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และการใช้งานในเรื่องของลักษณะการขับขี่ รวมถึงอุณหภูมิเขตร้อนชื้นของประเทศไทย ส่งผลต่อเนื้อยาง หน้ายาง และดอกยาง ผลกระทบเหล่านั้นสามารถสังเกตได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง ดังนี้

1. เติมลมยางบ่อยครั้ง ยางอ่อนเร็วผิดปกติ
หากพบว่าต้องเติมลมยางบ่อยครั้งหรือลมยางอ่อนเร็วผิดปกติ นี่คือสัญญาณหนึ่งที่บอกว่า ยางรถยนต์ ของเรามีความผิดปกติแล้วล่ะ ให้ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าอาจจะเกิดจาก “ยางรั่วซึม” หรือ รวมไปถึง “ยางรถหมดสภาพ” ก็ได้เช่นกัน เช่น ยางมีอายุการใช้งานเกิน 5 ปีแล้ว แน่นอนว่าปัจจัยหลักๆ มาจาก ยางยางเสื่อมสภาพนั่นเอง เนื่องจากยางของเราจะเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา ส่งผลให้โครงสร้างยางอ่อนแอลง มีโอกาสเกิดการรั่วซึมได้จากของแหลมมีคมต่างๆ บนพื้นผิวถนน นอกจากนี้ ยางที่หมดสภาพยังอาจส่งผลต่อสมรรถนะการขับขี่ได้อีกด้วย

2. การยึดเกาะถนนแย่ลง ไม่ดีเท่าที่ควร
แน่นอนว่า เมื่อยางเสื่อมสภาพ เนื้อยางจะเริ่มแข็งขึ้น กระด้างขึ้น ตามธรรมชาติของยาง รวมถึงความสึกของดอกยางที่ลดลงแรงเสียดทานระหว่างยางกับพื้นถนนลดลง โดยเฉพาะบนพื้นผิวถนนที่เปียกหรือลื่น เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เช่น รถลื่นไถล เบรกไม่อยู่ เสียการควบคุมรถ เป็นต้น

3. เสียงยางหอน ตอนรถวิ่ง
เสียงยางหอนตอนรถวิ่ง อาจเกิดจากสาเหตุได้หลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการเสื่อมสภาพ ยางรถยนต์ โดยทั่วไปจะมีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 3-5 ปี หากใช้งานมานานเกินไป เนื้อยางอาจเสื่อมสภาพหรือหมดอายุการใช้งานแล้ว ส่งผลให้ยางหอนเมื่อขับด้วยความเร็วสูง ลักษณะของเสียงหอนจากยางจะคล้ายกับเสียงเครื่องบินหรือรถโฟวิลวิ่งอยู่ข้างๆ จนบางครั้งดังเข้ามาในห้องโดยสาร

4. ดอกยางสึกไม่เท่ากัน
โดยปกติแล้วดอกยางของล้อคู่หน้ากับล้อคู่หลังจะสึกไม่เท่ากัน โดยเฉพาะยางของล้อคู่ที่เป็น “ล้อขับเคลื่อน” จะสึกหรอเร็วกว่ายางล้อคู่ที่ทำหน้าที่หมุนตาม ซึ่งการสึกหรอที่แตกต่างกันนี้ถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากพบว่าดอกยางสึกหรอไม่เท่ากันมากจนผิดปกติ เป็นบั้งๆ หรือสึกเป็นก้อนๆ ไม่สม่ำเสมอ อาการเหล่านี้กำลังบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพ ว่า “ยางรถเสื่อมสภาพ” แนะนำว่าเราควรจะสลับยางทุกๆ 10,000 กิโลเมตร เพราะถ้าไม่สลับยาง จะมีผลต่อความสึกหรอที่ไม่เท่ากันของยางทั้ง 4 เส้นได้ หากไม่แน่ใจว่าจะสลับยางอย่างไรให้ถูกวิธี หรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาดอกยางสึกไม่เท่ากัน สามารถปรึกษาช่างผู้ชำนาญ ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย ดันลอปช็อป ได้ทุกสาขาทั่วประเทศ

5. ยางแข็งกระด้าง
ยางแข็ง หมายถึง อาการที่หน้ายางของรถยนต์สูญเสียความยืดหยุ่นและความนุ่มนวลลง เป็นผลมาจากอายุการใช้งาน ขาดการดูแลอยู่เป็นประจำ เช่น การจอดรถตากแดดเป็นเวลานาน ทำให้หน้ายางหมดอายุ เริ่มแข็ง และระยะเบรกไม่ดีเหมือนเคย อาจนำไปสู่อุบัติเหตุได้ โดยเบื่องต้นเราสามารถเช็คได้ง่ายๆ เพียงแค่ สังเกตุเบื้องต้น จากรอยแตกร้าวลายงา ในร่องดอกยาง และบริเวณแก้มยาง ที่เป็นสัญญาณบอกว่า ยางเริ่มสึกหรือหมดอายุ แสดงว่าหน้ายางหมดอายุแล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...