โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เปิดใจ จิรายุ ว่าที่โฆษกรัฐบาล “ผมเป็นลำโพงชั้นดีของนายกฯ แพทองธาร”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 ก.ย 2567 เวลา 04.36 น. • เผยแพร่ 25 ก.ย 2567 เวลา 04.27 น.
จิรายุ ห่วงทรัพย์

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ, วิรวินท์ ศรีโหมด

จิรายุ ห่วงทรัพย์ ว่าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หนึ่งในตำแหน่งสำคัญที่สุดที่จะพยุงรัฐบาลฝ่าคลื่นลมการเมือง

ชีวิตของชายผู้นี้ไม่เคยห่างจากไมโครโฟน เป็นทั้งนักข่าวหนังสือพิมพ์ นักข่าวโทรทัศน์ ผู้ประกาศข่าว พิธีกร เป็น สส.กทม.มาแล้ว 2 สมัย

แม้การเลือกตั้งรอบที่ผ่านมาเขาสอบตก แพ้กระแสพรรคก้าวไกล แต่ก็จับพลัดจับผลูไปเป็นโฆษกกระทรวงกลาโหม

“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “จิรายุ” ถึงการทำงานครั้งใหม่ บทบาทใหม่ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ต้องสอบสัมภาษณ์กับนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร กว่าจะได้รับงานนี้

ลำโพงชั้นดีของนายกฯ

“จิรายุ” เล่าถึงวันที่ถูกทาบทามให้มานั่งหน้าไมค์ทำเนียบว่า ทีมท่านนายกฯ โทรศัพท์ให้ผมมาพูดคุย ตอนแรกไม่ได้บอกว่าจะให้คุยกับใคร คิดว่าคุยแค่ผู้บริหารพรรค พอเข้าไปในห้องก็ดีใจได้เห็นท่านนายกฯแพทองธาร เห็นหมอมิ้ง (นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี) หมอเลี้ยบ (นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) นั่งอยู่ 3 คน รวมถึงเลขาฯท่านนายกฯ ก็คุยกันทุกเรื่อง

คณะทำงานท่านนายกฯ ถามหลายประเด็น ทั้งประสบการณ์ การเดินทางของชีวิต แต่ผมโชคดี อย่างว่ามีโปรไฟล์ มีต้นทุนทางสังคม เคยเป็นผู้ประกาศข่าว จัดรายการวิทยุ เป็น สส. เป็นประธานกรรมาธิการ และไปพูดถึงว่ามีคนบอกว่าไม่อยากให้ฝ่ายการเมืองมาเป็นโฆษก เดี๋ยวจะมีปัญหา กลัวจะพูดเยอะไป พูดเลยธง

ผมจึงเรียนต่อหน้าท่านนายกฯ ว่า ท่านครับ ผมเปรียบเสมือนเครื่องเสียงยี่ห้อดัง ราคาแพง วอลุ่มผม 100 ถ้าท่านนายกฯอยากให้ผมเปิดเท่าไหร่ให้บอก จะให้ผมปรับเบา ผมก็นุ่มได้ โทนธรรมดา ปรับสัก 40-50 ฟังเพลงแจ๊ซเบา ๆ ได้ ท่านนายกฯ ก็ยิ้ม แต่ถ้าจะให้ผมเคาน์เตอร์ เปิดเพลง Heavy Hard Rock จัดเต็มเลยครับ วอลุ่ม 100 ไม่มีลำโพงแตก

สุดท้ายผู้หลักผู้ใหญ่ก็หันมาถามท่านนายกฯ ว่าท่านเอาไงครับ รับไม่รับ ท่านนายกฯ บอกว่าโอเคค่ะ ดำเนินการ ผมเดินออกจากห้องก็ใจฟูไป

ส่วนอะไรทำให้ท่านนายกฯ เลือก ผมว่าเขาเห็นผมทำงาน ตอนเลือกตั้ง ผมเป็น สส. เป็นมือตรวจสอบ และตอนที่หาเสียงใน กทม. ท่านนายกฯ ก็เห็นผมปราศรัยบนเวที น่าจะเป็นจากประสบการณ์ ส่วนบุคลิก หน้าตา ก็นานาจิตตัง

“ผมเป็นลำโพงชั้นดีของท่านนายกฯแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งสามารถปรับวอลุ่มได้ ผมพูดข่าวดีก็เพราะ พูดข่าวร้ายก็เต็มที่ได้ ดังนั้น การเป็นคนที่ต้องอยู่ใกล้ชิดนายกฯ เอาข้อมูลมาเผยแพร่ให้กับประชาชนก็ต้องรู้จักประมาณตน ว่าควรหรือไม่ควร เราอยู่ระดับใกล้ชิดกับประเทศ อะไรที่เป็นประโยชน์ก็ต้องนำเรียนท่าน เพราะผมพูดตั้งแต่ตอนเจอท่าน ขอท่านอยู่เรื่องเดียว ถ้าท่านมีอะไรก็ตำหนิผมเลย เพราะถ้าไม่ตำหนิ ไม่ดุกัน จะทำให้เกิดทำงานแล้วรู้สึกไม่สบายใจ บางเรื่องเราไม่รู้หรอก สิ่งที่เราทำไปอาจถูกใจคนคนหนึ่ง แต่ไม่ถูกใจอีกคนหนึ่ง สิ่งนี้จะเป็นกระจกให้เราได้”

ประสบการณ์นักรบ

“จิรายุ” ให้คำนิยามของการเป็น “โฆษกรัฐบาล” ว่า โฆษกไม่ใช่เป็นผู้ส่งสารไปถึงผู้รับเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้รับที่รับสารมาแล้วมาปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเพิ่มให้มัน Work ดังนั้น การเป็นโฆษก ไม่ว่าเป็นโฆษกอะไรก็แล้วแต่ พูดแล้วต้องทำให้คนฟัง แต่ถ้าพูดแล้วคนส่ายหัว แม้แต่โฆษกงานศพก็เป็นไม่ได้

ส่วนผมเหมือนนักรบ เรารบมา มีประสบการณ์แล้ว ผ่านสงครามมาแล้ว ถึงเวลาประเทศต้องการแล้ว มารับเพื่อเอาเราไปรบ เหมือนในหนัง ผมก็ไม่รู้สึกอะไร จนกระทั่งพี่สุทิน คลังแสง (อดีต รมว.กลาโหม) มาให้ผมเป็นโฆษกกระทรวงกลาโหมฝ่ายการเมืองคนแรกของประเทศที่เป็นพลเรือน อยู่มาได้เกือบปี โดนกดดันเยอะ

ผมอยู่กับพี่ทินมาจนกระทั่งปรับ ครม. ถือว่าประสบการณ์จากกระทรวงกลาโหมทำให้เราได้เรียนรู้ขั้นตอนและวิธีการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสาร จะต้องแปลงเป็นนัยภาษาอื่นให้ได้ ปืนคือปืน ระเบิดคือระเบิด แต่ถ้าบอกว่าเป็นระเบิดแล้ว คนคิดว่าเป็นปืนฉีดน้ำ ปืนบีบีกันได้ แสดงว่าโฆษกมีปัญหา ดังนั้น ถ้าจะพูดอะไรต้องพูดให้ชัดเจน ว่าปืนต้องบอกให้ได้ว่าเป็นปืนอะไร ซึ่งการเป็นโฆษกรัฐบาล หรือเป็นที่ปรึกษาของนายกฯ การอธิบายสารต้องทำให้คนเข้าใจ

ถ้าเรามีองคาพยพอย่างชัดเจน แม้บางเรื่องเป็นแค่ล้อมกรอบเล็ก ๆ ในโซเชียล แต่คนไปขยายความ เช่น น้ำท่วมจังหวัดเชียงราย ประชาชนจะไปทำบัตรประชาชนกับทะเบียนบ้านใหม่ยุ่งยากไหม จริง ๆ โฆษกไม่จำเป็นต้องพูด ปลัดอำเภอก็พูดได้ แต่ใฐานะที่ผมเป็นโฆษกรัฐบาล ผมก็พูดว่าหาข้อมูลมาให้แล้ว ไปที่อำเภอ แค่เอานิ้วมือไปแตะข้อมูลก็ขึ้นแล้ว

ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นมุมเล็ก ๆ ในทำเนียบรัฐบาล แต่เป็นมุมใหญ่ของประชาชนที่เดือดร้อนในต่างจังหวัด เป็นสิ่งที่ทำตั้งแต่วันแรก

แชร์ต่อข่าวดีประเทศไทย

จิรายุบอกว่า สิ่งแรกที่อยากทำในฐานะโฆษกรัฐบาล คือข่าวดีประเทศไทย เราจมปลักกับข่าวร้าย ๆ ข่าวบูลลี่มาเยอะมาก จนบางทีสำลัก แต่ข่าวดีประเทศไทยแทบไม่เห็นเลย ทั้งที่เมืองไทยมีอะไรเยอะแยะมากมายที่เป็นประโยชน์ จึงคิดว่ากระทรวงต่าง ๆ ต้องแชร์ข่าวดีประเทศไทยมาทุกสัปดาห์ แล้วผมจะสรุปส่งให้กับสื่อมวลชนเป็นข่าว เป็นคลิป

เช่น ช่วงปลายฝนต้นหนาว เรื่องการท่องเที่ยวจะทำอย่างไร เมื่อถึงช่วงหนาว รัฐบาลเตรียมแก้ภัยหนาวอย่างไร ถ้าหนาวมากก็ให้จัดเตรียมการช่วยเหลือ เรื่องผ้าห่ม แต่ถ้าหนาวน้อยก็ประกาศให้นักท่องเที่ยวไปเที่ยว บริหารวัน บริหารสถานที่ สิ่งเหล่านี้จากส่วนกลางการบริหารประเทศต้องบอก

ผมอยากทำรายการนายกฯ พบประชาชน ได้นำเรียนไปแล้ว หมอมิ้งก็เห็นด้วย อาจจะเป็นรายการคุยในทำเนียบ เทียบถึงพี่น้องประชาชน อาจจะมีการไลฟ์สด อาจเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องต่าง ๆ มาพูดถึงข่าวดีประเทศไทย

นอกจากนี้ ห้องแถลงข่าวที่ตึกนารีสโมสร ควรจะมีพร็อพจากกระทรวงต่าง ๆ มาวาง เช่น ช่วงที่มีเทศกาลผีตาโขน อาจเอาผีตาโขนมายืนตอนแถลงข่าวเลยก็ได้ สื่อมวลชนไม่ใช่ได้แต่ผลการประชุม ครม. แต่ยังได้เห็นการโปรโมตการท่องเที่ยว

พูดความจริง ไม่มีจิก-แขวะ

จิรายุบอกถึงภารกิจตอบโต้ทางการเมือง หากมีไอโอโจมตีรัฐบาลว่า ถ้าเทียบกับ 5 ปีที่แล้ว วันนี้ข่าวบูลลี่กันลดน้อยลง จากกลุ่มวิเคราะห์สถานการณ์ข่าวของทำเนียบฯ เท่าที่ผมเข้าไปดู คนเริ่มรู้สึกว่าบางเรื่องไม่น่าเชื่อถือ เป็นอวตาร ดังนั้น ถ้าบางเรื่องบูลลี่เล็กๆ อาจปล่อยไป แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ ๆ ก็ต้องดู และต้องบลัฟกลับไป

การตอบโต้ทางการเมืองของโฆษกรัฐบาล เราชั่งใจเสมอว่าถ้าให้จิรายุไปตอบโต้ทุกอย่างเหมือนตอนเป็นฝ่ายค้านก็จะยุ่งแล้ว เดี๋ยวจะแยกไม่ออกว่าอันไหนคือของจริง อันไหนบูลลี่ อันไหนอวย ดังนั้น มีการพูดคุยกันว่าผมจะอยู่ในสถานะที่พูดความเป็นจริงของรัฐบาลให้มากที่สุด ไม่มีจิก แขวะ เหมือนตอนเป็นฝ่ายค้าน Position ผมต้องพูดความจริง ส่วนกรณีตอบโต้ เรามี สส. เรามีนักการเมืองนอกสภาตอบโต้เรื่องนี้

ถ้าผมลงไปเล่นทุกเรื่อง ไม่ต้องให้ใครมาด่า ผมส่องกระจกตัวเองก็มองว่าพูดทำไม พูดไปคนจะเชื่อไหม เช่น มีคนมาร้องนายกฯ เรื่องมินิฮาร์ต ผมไปตอบโต้เขาว่าว่างนักหรือไงมาร้องเรื่องมินิฮาร์ต แต่ตอนนี้ผมอยู่ในทำเนียบฯ ไปตอบแบบนี้ไม่ได้แล้ว ผมก็จะอธิบาข้อกฎหมาย อาจจะส่งถึงอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดูเรื่องข้อกฎหมาย

เป็นเหมือนผู้เล่นบางจังหวะ แล้วบางจังหวะมาเป็นโค้ช โค้ชคือศูนย์หน้าที่ออกมายืนข้างนอก ผมจะยืนแบบนั้น

นายกฯ เป็นคนรับฟัง

จิรายุมองจุดแข็งของนายกฯแพทองธารว่า ท่านเป็นคนรับฟัง แต่ก่อนผมเห็นแต่ในโทรทัศน์ ตอนท่านเป็นหัวหน้าพรรคก็เห็นแค่ตอนปราศรัย แต่ที่ผมชอบมากที่สุดคือเป็นผู้หญิงที่แกร่ง ผมเป็นพ่อของลูก 2 คน มีภรรยา ผมรู้สึกว่าตอนที่ท่านไปปราศรัยหาเสียงใส่ชุดคลุมท้อง 7-8 เดือน ยังมาช่วยปราศรัย ผมชอบวิธีการทำงานตั้งแต่ตอนนั้น

แต่พอได้คุยกับท่านก่อนที่จะได้รับตำแหน่งที่ปรึกษากับโฆษกรัฐบาล ท่านก็บอกผมว่า ดูพี่จิรายุอภิปรายมาตลอด อิ๊งค์นั่งดูอยู่ก็ประทับใจ ดังนั้น ก็เมื่อแนวคิดมันใกล้กัน ผมคิดว่ากับผู้บริหารระดับชาติในบุคลิกแบบนี้อย่างสะดวกใจมากสุด

วันแรก ๆ ที่คุยกัน ท่านบอกว่าการทำงานของรัฐบาลต้องคมความคิด ต้องประเมินสถานการณ์และวิเคราะห์ และหาเหตุหาผลมาเป็นองค์ประกอบ เพื่อตอบให้ได้ ผมตั้งกองบรรณาธิการข่าว เหมือนข่าวรายวัน ว่า agenda วันนี้ไปทางไหน แล้วเราจะเสนอเรื่องอะไร นายกฯก็อยู่ในกลุ่มนี้ ท่านก็จะให้ความเห็นมา บางอย่างผมก็ฝากความเห็นให้ท่าน ส่วนจะใช้หรือไม่ก็อยู่ที่ท่าน ประสบการณ์หน้างานของท่าน

ส่วนจุดแข็งของรัฐบาลคือ มีองคาพยพที่สำคัญ เหมือนกับการแต่งตั้งที่ปรึกษาที่มีหลายรุ่น ตั้งแต่อายุ 50-70 ปี หรือ 50 ปีลงมา อายุต่าง ๆ จะเป็นความรู้ความสามารถทำให้รัฐบาลเดินหน้าไปได้ คำถามที่ผมตอบสังคมว่าทำไมต้องตั้งคณะที่ปรึกษาด้านนโยบายอายุมาก เวลาขึ้นเครื่องบิน นักบินเก่าแต่เครื่องบินใหม่ น่าขึ้นไหมล่ะ ถ้าเทียบกับนักบินใหม่แถมเครื่องบินเก่า คือหลักการเดียวกัน

การมีที่ปรึกษาเปรียบเหมือนคนที่มีประสบการณ์ ถ้าสมองเขาพูดออกมาเป็นสิ่งดีกับงานก็นำไปปฏิบัติ เช่นเดียวกับการเดินเข้าถ้ำ ผู้อาวุโสที่เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลเขาเดินตั้งแต่กิโลเมตรที่ 1 ถึงกิโลเมตรที่ 5 แล้ว ทำไมต้องไปเดินใหม่ล่ะ ที่เหลือนายกฯก็เดินต่อไปจนถึงกิโลเมตรที่ 6 ไปถึงกิโลเมตรที่ 10

ต่อจากนี้ไปองคาพยพของคนรุ่นใหม่และผู้ที่มีความรู้ความสามารถจะมาบอกพวกเรา ว่าจะเดินต่อไปให้ถึงกิโลที่ 10 ได้อย่างไร เพื่อประหยัดเวลา ปัญญาไม่ได้เกี่ยวกับอายุ ไม่ได้วิ่งมาราธอน เพราะเอาสมองมาใช้

ส่วนจุดอันตราย ณ ปัจจุบันยังมองไม่เห็น คิดว่านายกฯ เป็นคนที่บอกได้ และมี Vision กับวัยของเขา เขาเก่ง จะหาว่าอวย แต่ลองฟังดูแล้วกันเวลาเขาพูด คนเราพูดแป๊บเดียวก็รู้ว่ามีสกิลหรือเปล่า และการเดินไปเรื่อย ๆ ขึ้นอยู่กับองคาพยพของคนที่อยู่ร่วมกันในสังคม ถ้าคนในสังคมเกินครึ่งเห็นว่ารัฐบาลนี้ไม่ดีก็จะมีปัญหากับรัฐบาล ดังนั้น สิ่งเดียวคือพี่น้องประชาชน

ทักษิณและดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท

แต่คำถามที่เรียกร้องมาตลอดคือเอาคุณทักษิณกลับบ้าน ทำไมไม่เอาปัญญาของท่านมาใช้งาน ปล่อยให้ท่านไปทำงานค้าขายต่างประเทศ ขายดิบขายดี 16 ปี มีแต่คนบอกว่า Number 1 เจ๋ง เอาท่านกลับมาได้ไหม

และรัฐบาลในอดีตพูดชัดเจนมาก ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ คนเคยทำสนับสนุน ไม่เห็นต้องพูดอะไรเยอะแยะมากมาย เจ็บคอ ถ้าอดีตนายกฯ มาให้คำแนะนำไม่ดีเหรอ ไม่เห็นจะแปลกเลย แม้กระทั่งตัวผม พ่อ แม่ ก็ให้คำแนะนำหลายเรื่องมาก

“ผมว่าเอาความดีมาใช้เถอะ ของดี ๆ ปล่อยให้ประเทศอื่นเข้าใช้ประโยชน์…เสียดาย”

ส่วนเรื่องดิจิทัลวอลเลตที่คนบอกว่ากลับไปกลับมา ถ้ามองอย่างใจเป็นธรรมแล้วคิด ถ้าเปรียบเป็นโทรศัพท์มือถือเจน 14 เปลี่ยนปีละเจนนะ วันนี้ไปเจนที่ 16 แล้ว เราจะไม่เปลี่ยน ปรับปรุงอะไรเหรอ หรือเราจะทำแค่เจน 14 แล้วจบกัน

แล้วตอนนั้นเรายังไม่ได้เป็นรัฐบาลเลยตั้งแต่ปี 2557 พอเข้าไปเป็นรัฐบาล เลยเห็นว่ามีคนจนตั้ง 14 ล้านคน มีคนพิการรวมอยู่ มีคนที่ไม่เคยใช้แอป มีชาวบ้าน ป้าแม้น ยายมีอยู่ต่างจังหวัดเยอะแยะ ดูปุ๊บเราไม่เปลี่ยนเลยเหรอ ถ้าเราเป็นดิจิทัลวอลเลต 100% จะเกิดอะไรขึ้น พอเราปรับก็บอกว่าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เมื่อตอนหาเสียงเราคุยเรื่องโทรศัพท์เจน 14 อยู่ ตอนนี้เป็นเจน 16 มันก็ต้องปรับ

ในทางการเมืองก็บี้ได้ว่า ทำไมไม่ใช้ดิจิทัลวอลเลต แต่ความเป็นจริงยังมีคนอีกเป็น 10 ล้านคนอยู่ต่างจังหวัดเขาไม่รู้หรอก เขาอยากรู้แค่ว่าได้เงินยังไง แบบไหนที่ไม่ยาก ต้องปรับตามสถานการณ์ ยอมรับว่าบางเรื่องต้องปรับต้องเปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยนก็จะจมอยู่กับของโบราณเหรอ

“ผมมาเป็นโฆษกประจำสำนักนายกฯ ก็ต้องอธิบายแบบนี้ ให้คนฟังแล้วคิดแบบผม เราพูดความจริงไปเลย” จิรายุกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดใจ จิรายุ ว่าที่โฆษกรัฐบาล “ผมเป็นลำโพงชั้นดีของนายกฯ แพทองธาร”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...