โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'เปลื้อง' ของผม | ธงทอง จันทรางศุ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 10 ต.ค. 2567 เวลา 07.33 น. • เผยแพร่ 09 ต.ค. 2567 เวลา 05.47 น.

ในชีวิตของมนุษย์เราเป็นธรรมดาที่ต้องประสบกับความพลัดพรากจากคนที่เรารัก คนที่เราคุ้นเคยเป็นธรรมดา

สองสามวันที่ผ่านมาเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมพบกับความพลัดพรากครั้งสำคัญในชีวิต

เรื่องมีอยู่ว่า ผมมีพี่เลี้ยงที่อยู่ด้วยกันมาตลอดชีวิต

โดยเธอได้มาอยู่กับครอบครัวของผมตั้งแต่ผมอายุได้เพียงแค่แปดเดือน และมีความผูกพันกันมาตลอด แม้จนถึงทุกวันนี้เราก็ยังอยู่ด้วยกัน

เธอมีห้องพักอยู่ในบ้านของผม ทำให้เราได้พบกันทุกวัน มากบ้างน้อยบ้างตามแต่ตารางชีวิตของผมเป็นไป

เธอผู้นี้ยืนโรงอยู่กับบ้านเป็นประจำ แขกไปใครมาก็จะต้องพบสุภาพสตรีชราคนนี้ก่อนพบผมเสียด้วยซ้ำ เพราะเก้าอี้ที่เธอนั่งเป็นประจำคุมเชิงอยู่ตรงประตูบ้านพอดี

เธอผู้นี้ชื่อ เปลื้อง ภูมิลำเนาเดิมมาจากจังหวัดร้อยเอ็ด และนึกออกไหมครับว่าร้อยเอ็ดเมื่อ 70 ปีมาแล้วจะห่างไกลจากความเจริญเพียงใด

ยุคสมัยนั้นเพิ่งผ่านสงครามโลกครั้งที่สองมาได้ไม่นาน แสงสีของเมืองใหญ่มีเสน่ห์พอที่จะดึงดูดชายหนุ่มและหญิงสาวจากบ้านนาให้เข้าสู่เมืองใหญ่เป็นธรรมดา

ส่วนเข้ามาแล้วจะทำมาหากินอย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง โรงงานอุตสาหกรรมก็ยังไม่มีมากนัก การสมัครไปทำงานบ้านจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่น้อย

เปลื้องเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ได้ไม่กี่วันก็ได้งานทำ และเป็นงานที่ได้ทำมาจนตลอดชีวิตเลยทีเดียว

งานนั้นคือเลี้ยงเด็กชายอายุแปดเดือน และเลี้ยงมาจนเด็กชายคนนั้นซึ่งคือผมคนนี้ อายุจะครบ 70 ปีอยู่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แล้ว

ผมมานึกทบทวนแล้วพบว่า ในครอบครัวฝ่ายข้างแม่ของผม มีคนเก่าคนแก่ที่อยู่ในฐานะทำนองเดียวกันกับเปลื้องอีกหลายคน และเป็นความสัมพันธ์ที่อธิบายไม่ง่ายเลยสำหรับความเข้าใจของคนยุคใหม่

เพราะความสัมพันธ์เช่นนี้เริ่มต้นด้วยการเป็นนายจ้างกับลูกจ้าง หน้าที่หลักคือช่วยเหลืองานบ้าน เลี้ยงดูลูกหลานในบ้านนั้น หรือบางคราวถ้ามีอายุอานามไล่เลี่ยกัน

หน้าที่ก็คือเป็นเพื่อนเล่นกันกับลูกของผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว จะเรียกว่าเป็นลูกทีมหรือเป็นเพื่อนกันก็ตอบไม่ได้แน่ชัด

ความสัมพันธ์อย่างนี้เมื่อเวลาผ่านไปนานปีเข้า ก็เป็นไปตามพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า วิสาสา ปรมาญาติ แปลเป็นไทยว่า ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง ชะดีชะร้ายจะคุ้นเคยยิ่งกว่าญาติแท้เสียอีก

เพราะแม้เป็นญาติกันโดยสายโลหิต แต่ถ้าอยู่ต่างบ้านต่างครอบครัว พบกันเป็นครั้งคราวตามโอกาส ที่ไหนเลยจะสู้คนที่พบหน้ากันทุกวันได้ แถมยังอยู่ร่วมชายคาเดียวกันเสียด้วย

สาเหตุหรือวิธีการที่ทำให้ความสัมพันธ์ที่ขึ้นต้นด้วยฐานะการเป็นนายจ้างกับลูกจ้างแปรเปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์ฉันญาติเช่นนี้

แน่นอนว่าไม่ได้อาศัยมิติทางกฎหมายเป็นพื้นฐานในการกำหนดความสัมพันธ์ เพราะยุคสมัยนั้นยังไม่มีค่าจ้างขั้นต่ำ ไม่มีประกันสังคม

ผู้ทำงานประเภทนี้ไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทนแต่เพียงเงินค่าจ้างอย่างเดียว หากแต่รวมถึงที่พักอาศัย ถึงจะเป็นห้องเล็กห้องน้อยหรือห้องใหญ่ก็ตามทีเถิด เรื่อยไปจนอาหารการกิน การรักษาพยาบาลในเวลาเจ็บป่วย

ถึงแม้วันหยุดไม่ได้มีการประกาศล่วงหน้าแน่นอน แต่ถ้าผู้เป็นนายใช้งานลูกจ้างหามรุ่งหามค่ำ ที่ไหนเลยจะผูกน้ำใจคนเอาไว้ได้ เขาย่อมวิ่งหนีไปนานแล้ว

ความสัมพันธ์เช่นนี้จึงเป็นความสัมพันธ์ที่ผมอยากจะอธิบายหรือบอกกับตัวเองว่าเป็นความสัมพันธ์แบบไทย หรือความสัมพันธ์แบบโลกตะวันออก ที่ไม่สามารถพลิกตำราของโลกตะวันตกมาอธิบายได้ชัดเจน

การจ้างงานลักษณะนี้ไม่ใช่การจ้างงานในโรงงานอุตสาหกรรม ที่มีกำหนดเวลาทำงานแน่นอนตายตัว เป็นต้นว่าทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น เกินเวลาจากนั้นไปแล้วต้องจ่ายค่าล่วงเวลา

ไม่ใช่การทำงานในบริษัทธุรกิจที่ผู้เป็นนายจ้างมีความสัมพันธ์กับลูกจ้างบนพื้นฐานของกฎหมาย

หากแต่เป็นเรื่องของจิตใจที่เชื่อมโยงผูกพันกัน

ไม่ต้องดูอื่นไกล ในแวดวงเครือญาติของผมเอง ผมเคยเห็นมาแล้วว่า ในบางรายหลังจากอยู่ด้วยกันมาตลอดชีวิต วันหนึ่งผู้เป็นนายขัดสนเดือดร้อนเรื่องการเงิน ผู้ที่เราบอกว่าเป็นลูกจ้างแต่เติบโตวิ่งเล่นคลุกคลีตีโมงมาด้วยกันกับนายจ้างพอมีเงินเก็บหอมรอมริบอยู่บ้าง ลูกจ้างก็ให้นายจ้างยืมเงินเฉยเลย

เป็นการยืมเงินที่ไม่มีการทำสัญญา ไม่มีดอกเบี้ย มีแต่หัวใจผูกติดกันไว้เท่านั้น

ถ้าถึงวันหนึ่งผู้ที่เป็นนายมีลูกมีหลาน เด็กที่เกิดใหม่ก็ต้องนับถือผู้เป็นลูกจ้างและเรียกขานให้ถูกต้องโดยลำดับญาติตามสมควร เช่น เรียกว่าพี่ เรียกว่ายาย เรียกว่าป้า หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เหมาะสมกับความเป็นไป

ในวัยเด็กของผม ผมจึงรู้จักกับ “ยายแปง” ผู้เป็นสาวเหนือและไว้ผมมวยตลอดชีวิต

ยายแปงเป็นชาวเชียงใหม่ มีชื่อเต็มว่า “คำแปง” และมาอยู่กับครอบครัวของแม่ผมตั้งแต่สมัยคุณตาไปรับราชการเป็นผู้พิพากษาที่จังหวัดเชียงใหม่สมัยปีมะโว้

ยายแปงเป็นพี่เลี้ยงของแม่ผมรวมทั้งน้าผู้เป็นน้องของแม่อีกสองสามคน

เมื่อยายแปงมีอายุมากขึ้น เธอก็หมุนเวียนไปอยู่ตามบ้านของ “เด็ก” ที่เธอเลี้ยงมา รวมทั้งบ้านแม่ของผมด้วย

เมื่อยายแปงล้มป่วยลงตามอายุและถึงจุดจบของชีวิต การดูแลความเป็นไปทั้งหมดก็เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของเด็กเหล่านั้นทุกคน

ในเมื่อยายแปงเลี้ยงแม่ผมมา ยายแปงก็ต้องเป็น “ยาย” ของผมอย่างแน่นอน

ลองนึกถึง “ป้าเล็ก” อีกสักคนดีไหมครับ ผมเสียดายที่จำไม่ได้แล้วว่าป้าเล็กมาจากจังหวัดไหน

แต่แน่ใจว่าป้าเล็กมาอยู่กับครอบครัวของคุณยายแต่ยังเป็นเด็กเล็ก

อายุของป้าเล็กใกล้เคียงกันกับป้าของผมคนหนึ่ง และเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก พูดให้หวือหวาหน่อยก็ต้องบอกว่า ป้าของผมมีป้าเล็กเป็นสมบัติส่วนตัว

และในทางกลับกัน ป้าเล็กก็มีป้าของผมคนนั้นเป็นสมบัติส่วนตัวเหมือนกัน

เมื่อป้าของผมออกเรือนแต่งงานไปอยู่ที่ไหนก็ตาม มีลูกกี่คนก็แล้วแต่ ป้าเล็กก็อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขในทุกเหตุการณ์

ป้าเล็กช่วยป้าของผมเลี้ยงลูกทุกคน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผมจึงได้รับคำสั่งสอนมาตั้งแต่แรกรู้จักกันว่า ผมพึงเรียกสุภาพสตรีท่านนี้ว่า ป้าเล็ก

เปลื้องของผม ก็อยู่ในฐานะเช่นเดียวกันกับยายแปงหรือป้าเล็ก

เพราะเปลื้องเลี้ยงมาทั้งผมและน้องชายของผม

อย่างที่เล่าแล้วว่าเปลื้องมาอยู่กับครอบครัวผมเมื่อผมมาอายุเพียงแปดเดือน นั่นแปลว่าเปลื้องเห็นน้องชายผมมาตั้งแต่วันแรกเกิด

เมื่อน้องชายผมแต่งงานและมีลูก หลานลุงของผมทั้งสองคน จึงเรียกเปลื้องว่า ย่าเปลื้อง ตามธรรมเนียม

เมื่อเปลื้องอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และอยู่ในเขตที่จะรับรดน้ำขอพรตามประเพณีไทยได้แล้ว ทุกปีผมก็ต้องขวนขวายหาเครื่องหอมผ้านุ่งผ้าห่มไปรดน้ำขอพรจากเปลื้องเป็นประจำ

ยิ่งในช่วงประมาณสิบกว่าปีท้ายที่ผ่านมา พ่อแม่ของผมไม่อยู่แล้ว เปลื้องเป็นผู้อาวุโสด้วยอายุมากกว่าผมเพียงคนเดียวในบ้าน

การรดน้ำสงกรานต์ในแต่ละปีจึงเป็นความชื่นใจพิเศษงอกเงยขึ้นมาจากการที่พบเห็นหน้ากันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ที่เล่าสู่กันฟังมาทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ด้วยความอาลัยอาวรณ์และปรารถนาจะให้ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างลูกจ้างของเมืองไทยในปัจจุบันต้องเป็นอย่างนี้ทุกรายทุกกรณี

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครอบครัวของผมทั้งในอดีตและปัจจุบันไม่สามารถถือเป็นบรรทัดฐานสำหรับภาพใหญ่ของเมืองไทยทุกวันนี้ได้เสียแล้ว

การรับจ้างทำงานบ้านยังมีเหลืออยู่ก็จริง แต่รายละเอียดของความสัมพันธ์กลายเป็นเรื่องราวสมัยใหม่ไปเสียแล้วโดยมาก มีครอบครัวเพียงไม่กี่ครอบครัวที่จะเหนี่ยวรั้งความสัมพันธ์แบบโบราณไว้ได้

แม้แต่ตัวผมเองก็เถิดครับ เมื่อเปลื้องไม่อยู่แล้ว ผมก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับความเป็นจริง จะไปเรียกร้องหาอาหารเมนูอร่อยจากฝีมือเปลื้องไม่ได้อีกแล้ว ต่อไปร้านสะดวกซื้อก็จะเป็นที่คุ้นเคยของผมมากขึ้น

ข้อเขียนของผมวันนี้จึงมาแปลกแหวกแนวอยู่สักหน่อย คือไม่มีข้อคิดหรือคำถามอะไรฝากทิ้งท้าย ให้ท่านผู้อ่านได้ขบคิด เพียงแต่เป็นการปรารภกับตัวเองของชายชราคนหนึ่ง ว่าโลกที่ผมรู้จักกำลังเปลี่ยนแปลง

และผมต้องเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสถานการณ์ จะยึดมั่นถือมั่นว่าทุกอย่างต้องเหมือนเดิมเสมอไปย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

จำไว้ให้ดีนะตัวเอง อิอิ

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘เปลื้อง’ ของผม | ธงทอง จันทรางศุ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...