POLY ผู้นำธุรกิจการขึ้นรูปชิ้นส่วนยาง ซิลิโคน และพลาสติก ขับเคลื่อน-พัฒนาองค์กรด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย สู่การสร้าง New S-curve เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
หากจะกล่าวถึงบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านชิ้นส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์มายาวนานมากกว่า 20 ปี และยังคงเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ยิ่งกว่านั้นคือการต่อยอดไปยังธุรกิจอื่นๆ ที่ดูเหมือนจะไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่สามารถก้าวข้ามผ่านความท้าทายในการดำเนินธุรกิจจนกลายเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง เห็นจะหนีไม่พ้น บริษัท โพลีเน็ต จำกัด (มหาชน) หรือ POLY
โดยการเดินทางด้านธุรกิจของ POLYเริ่มต้นจากการผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ ต่อมาได้มีการขยายขอบเขตไปยังอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภคทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่ล่าสุดได้ขยายธุรกิจไปยังอุตสาหกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยเน้นไปที่การใช้นวัตกรรมในการผลิตสินค้าที่จะทำให้มีคู่แข่งขันน้อยราย และมีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูง ส่งผลให้บริษัทฯ กลายเป็นที่ยอมรับในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงแบบครบวงจร
ทั้งนี้ ปัจจุบัน POLYประกอบธุรกิจ 3 กลุ่มหลักด้วยกัน ได้แก่
1.อุตสาหกรรมยานยนต์ สามารถแบ่งตามองค์ประกอบชิ้นส่วนได้ 2 ประเภท คือ ชิ้นส่วนภายในและชิ้นส่วนภายนอก อาทิ ไฟหน้า ไฟท้าย กล่องร้อยสายไฟ ตกแต่งภายใน ชิ้นส่วนความปลอดภัย จุกถุงลมนิรภัย ช่องแอร์ ดุมล้อ (เป็น OEM ให้กับโตโยต้า และฟอร์ด)
ทั้งนี้ คาดว่าจะได้รับงานเพิ่มเติมในการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนซิลิโคนและชิ้นส่วนพลาสติกให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ด้านธุรกิจชุดสายไฟสำหรับรถยนต์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ ภายในไตรมาส 1-2 ปี 2568
2.สินค้าอุปโภคบริโภค ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนประเภทยาง ซิลิโคน และพลาสติก อาทิ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า จุกยางระบายน้ำหม้อหุงข้าว บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากซิลิโคน ชิ้นส่วนอุปกรณ์กีฬา ชิ้นส่วนกันน้ำในระบบแสงสว่างเอาท์ดอร์ เป็นต้น
โดยโอกาสในธุรกิจกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค คาดว่าจะได้เห็นความร่วมมือระหว่าง POLY และแบรนด์ดังหรือแบรนด์ระดับโลกเพื่อดึงดูดคำสั่งซื้อปริมาณสูงด้วยผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้น
3.เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนประเภทซิลิโคน และพลาสติก อาทิ อุปกรณ์ให้สารละลายทางเลือด อุปกรณ์ช่วยในการมีบุตร รวมถึงชิ้นส่วนอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับช่วยในการผ่าตัดต่างๆ เป็นต้น
โดยกลุ่มธุรกิจเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ POLYได้เริ่มผลิตชิ้นส่วนสำหรับอุปกรณ์การเก็บเลือด ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีความซับซ้อนในการผลิตสูง โดยคำสั่งซื้อจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีแผนการตลาดเพื่อเข้าถึงลูกค้ารายใหม่ๆ ผ่านการออกงาน Exhibition และ Medical Fair ต่างๆ ในฐานะผู้ผลิตที่มีนวัตกรรมและมาตรฐานสูง
นอกจากทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจดังกล่าวแล้ว POLY ยังได้กระจายรายได้ไปยังหลายกลุ่มธุรกิจ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง และสร้าง New S-curve ในอนาคต โดยล่าสุดได้เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ในกลุ่มไฟฟ้าเพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันได้รับ License สำหรับการผลิตสินค้าดังกล่าวแล้วจากบริษัทคู่ค้าในต่างประเทศ ที่จะกลายเป็นอีกหนึ่งโอกาสทางธุรกิจที่จะช่วยหนุนการเติบโตให้กับบริษัทฯ ต่อไปในอนาคต
ส่วนในแง่ของผลการดำเนินงาน ในไตรมาส 3/67 POLYมีรายได้จากการขายและบริการรวม 253ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้จากการขายและบริการรวม 245ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 57 ล้านบาท เติบโตขึ้น 53.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 37ล้านบาท เป็นผลมาจากกลยุทธ์การสร้าง New S-curve โดยรุกพัฒนานวัตกรรมสินค้าในกลุ่มเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีอัตรากำไรค่อนข้างสูง ส่งผลให้ยังมีการเติบโตของกำไรสุทธิที่ดีท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เติบโตช้า
ขณะที่ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือน (มกราคม-กันยายน) ปี 2567 มีรายได้จากการขายและบริการรวม 727ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้จากการขายและบริการรวม 720ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 150.4 ล้านบาท เติบโต 88% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 80.1 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นสูงถึง 215.8 ล้านบาท เติบโตถึง 31.5% และมีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 23% เป็น 30% โดยเป็นผลจากรายได้ของกลุ่มเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ซึ่งเป็นสินค้ากลุ่มที่มีอัตรากำไรที่ดีมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ประกอบกับสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความซับซ้อนในการผลิตสูงและมีคู่แข่งน้อยราย และเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนรายได้ใหญ่ที่สุด ก็มีอัตรากำไรที่สูงขึ้นเช่นกัน จึงทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านต้นทุนจากการดำเนินงานที่ลดลง
ทั้งนี้ ปัจจุบัน POLY มีสัดส่วนรายได้มาจากกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ (Automotive) 61.9% กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer) 18.6% และกลุ่มอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ (Medical) 19.5% ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงที่สุดและมีการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.7%