โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โกงกันมาก-แก้ยังไง

Finnomena

เผยแพร่ 02 ธ.ค. 2567 เวลา 04.48 น. • Dr.Niwes Hemvachiravarakorn

ช่วงเร็ว ๆ นี้ดูเหมือนว่าจะมีกรณีการ “โกง” ครั้งใหญ่ ๆ ระดับ “พันหรือหมื่นล้านบาท” เกิดขึ้นมากในสังคม และคนที่โกงก็ดูเหมือนว่าจะเป็นคนที่มีชื่อเสียงและมีเงินมาก บางคนในระดับ “ซุปตาร์” หรือ “มหาเศรษฐี” นอกจากนั้น ก็เป็นทั้งคน “รุ่นใหม่” และ “รุ่นเก่า” เกิดอะไรขึ้น? และจะแก้ไขกันอย่างไร? ก่อนที่จะตอบคำถามนั้น มาทบทวนกันว่าทำไมคนจึงโกงเสียก่อน คำตอบของผมก็คือ คนนั้นมี “ยีนโกง” กันทุกคน เพราะคนที่ไม่โกงเลยตั้งแต่สมัยหมื่นปีแสนปีนั้น ตายหรือสูญพันธุ์กันไปหมดแล้ว มนุษย์ที่เหลือรอดอยู่นั้นจะต้องมี “ยีนโกง” กันทุกคนถึงจะเอาตัวรอดได้ และนี่ก็เหมือนกับยีนอื่น ๆ ที่ติดอยู่กับตัวมนุษย์มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์เช่น “ยีนโลภ” “ยีนโกรธ” “ยีนหลง” และที่สำคัญที่สุดก็คือ “ยีนเห็นแก่ตัว” ที่เป็น “ยีนแม่ของทุกยีน” ที่กล่าวถึง แน่นอนว่าคนก็ยังมียีนที่ “ไม่เห็นแก่ตัว” อยู่ด้วย แม้ว่ามันจะน้อยกว่า เช่นเดียวกับยีนที่ “ไม่โกง” และอื่น ๆ ที่จะกระตุ้นให้คนเราทำและแสดงออกให้เพื่อนมนุษย์เห็น เพราะว่าเราเป็น “สัตว์สังคม” ที่ต้องอยู่กับคนอื่น ๆ ถึงจะเอาตัวรอดได้ เราจะต้องแสดงตนว่าเป็น “คนดี” ซึ่งต้อง “ไม่โกง” หรือถ้าโกงก็ต้องพยายามไม่ให้ถูกจับได้ ในเมื่อคนมียีนโกงอยู่ในตัวทุกคน คนจะโกงเมื่อไร? และโกงแค่ไหน? หรือคนที่จะโกงนั้นจะต้องเป็นคนที่มี “สันดานโกง” หรือมี “ยีนโกง” มากกว่าหรือแรงกว่าคนอื่นหรือเปล่า? มีไหมประเภทว่าเป็น “คนดี” จริง ๆ ที่ไม่โกงเลย หรือคนที่เก่งหรือรวยมากอยู่แล้วที่จะไม่โกงเลย คำตอบของผมจะเป็นเรื่องของ “หลักการ” ที่สามารถอธิบายหรือตอบคำถามเหล่านั้นได้ ข้อแรกก็คือ คนจะโกงก็ต่อเมื่อเขาประเมินแล้วว่า “ผลตอบแทน” ที่จะได้รับหากโกงสำเร็จจะสูงมากพอเมื่อเปรียบเทียบกับความมั่งคั่งของตนเอง ในขณะที่“ความเสี่ยง” จากการ “ถูกจับได้” และ “โทษทัณฑ์” ที่จะได้รับมากน้อยแค่ไหน นี่ก็คือ “Risk- Reward Ratio” หรือ “สัดส่วนผลตอบแทนเทียบกับความเสี่ยง” ที่นักการเงินใช้ในการประเมินว่าจะลงทุนกับตราสารการเงินต่าง ๆ เช่นหุ้นและพันธบัตรหรือไม่ พูดง่าย ๆ เงินที่จะได้รับนั้นคุ้มค่าที่จะโกงหรือไม่ ถ้าเขาวิเคราะห์แล้วว่าโกงแล้วจะได้เงินน้อยเช่น ได้แค่ 1-2 ล้านบาท แต่ความเสี่ยงจะต้องติดคุกสูงและหนัก เขาก็จะไม่โกง ตรงกันข้าม ถ้าโกงแล้วได้เงินมาก เช่นในกรณีของการปั่นหุ้นหรือ ซื้อ-ขายหุ้น หรือหลอกลวงคนเข้ามาเล่น “แชร์ลูกโซ่” ที่อาจจะทำให้ได้กำไรเป็นร้อยหรือพันล้านบาท แต่โอกาสถูกจับน้อย หรือถึงจะถูกจับได้ก็อาจจะถูกลงโทษไม่แรง แบบนี้คนก็จะทำ อย่างไรก็ตาม นี่ก็นำมาสู่เงื่อนไขข้อที่สองนั่นก็คือ คนจะโกงจะต้องมีความสามารถหรือมีกำลังหรือพลังที่จะทำได้ และต้องอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ซึ่งในปัจจุบันผมคิดว่ามีอยู่ 2 ประเด็นก็คือ 1) เทคโนโลยีดิจิทัลที่เกี่ยวกับการโอนเงินและสื่อสังคมที่ก้าวหน้ามาก ที่สามารถโกงเงินจากคนจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว และ 2) คือเรื่องของกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ และตามไม่ทันความก้าวหน้าของการโกง ซึ่งทั้ง 2 ประเด็นทำให้ผลตอบแทนของการโกงสูงขึ้นมากในขณะที่ความเสี่ยงของการถูกจับและโทษที่ได้รับอยู่ในระดับเท่าเดิมหรือลดลง ผลก็คือ ธุรกิจของการโกง “โตระเบิด” อย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน ลองมาดูตัวอย่างของการโกงซัก 2-3 เรื่องที่เป็นการโกง “ยอดฮิต” ที่เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ เรื่องแรกก็คือ การปั่นหุ้นด้วยการ “Corner หุ้น” ที่คนทำ “กวาด” ซื้อหุ้นที่มี “Free Float” หรือมี “หุ้นหมุนเวียน” ในตลาดน้อย เช่น มีแค่ 25-30% ของหุ้นทั้งบริษัท จนเกือบหมดตลาด ส่งผลให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปแรงมากขนาดหลายเท่าตัวในเวลาแค่ไม่กี่เดือนหรือแค่ปีหรือสองปีและเป็นราคาที่แพงผิดปกติมาก ผลตอบแทนที่ได้รับจากการคอร์เนอร์หุ้นมักจะสูงมาก การทำกำไรระดับพันล้านบาทในระยะหลัง ๆ เป็นไปได้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะระดับมูลค่าหุ้นทั้งบริษัทเพิ่มขึ้นมาก บางตัวที่ใหญ่จริง ๆ อาจจะขึ้นไปถึง “ล้านล้านบาท” ตัวที่รอง ๆ ลงมาบางทีก็มี Market Cap. หรือมูลค่าตลาดของหุ้นสูงขึ้นไประดับหมื่นหรือแสนล้านบาท แต่ความเสี่ยงที่จะถูกจับได้และถูกลงโทษตามกฎหมายกลับไม่มีเพราะไม่มีกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่บอกว่าการ Corner เป็นสิ่งที่ผิดหรือห้ามทำ ความเสี่ยงเดียวที่มีดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องของการที่ “Corner แตก” คือราคาหุ้นถล่มทลายก่อนที่คนทำจะขายหุ้นหมด อย่างไรก็ตาม โอกาสที่เขาจะขาดทุนก็มักจะน้อยมาก เพราะเขามักจะขายทำกำไรได้ก่อนที่จะเกิด “หายนะ” ของหุ้น ดังนั้น การโกงด้วยการปั่นหุ้นด้วยการทำคอร์เนอร์จึงเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ เมื่อมีโอกาสหรือมีตัวหุ้นที่เข้าข่ายสามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ คนที่จะทำได้ต้องเป็นคนที่มีพอร์ตขนาดใหญ่ และบางทีก็ต้องมีฝีมือและบารมีพอที่จะทำ ต้องมีคนที่เกี่ยวข้องเช่นนักวิเคราะห์และสื่อช่วยสนับสนุน เป็นต้น ตัวอย่างการโกงเรื่องที่สองก็คือการหลอกลวงให้ลงทุนซื้อ-ขาย หุ้น เหรียญดิจิทัล และตราสารการลงทุนต่าง ๆ ผ่านการโฆษณาทางสื่อสังคมเช่น ไลน์หรือเฟซบุ๊กสำหรับคนที่ต้องการลงทุนแต่ยังไม่มีความรู้เพียงพอ วิธีการก็คือการชักชวนโดยการแอบอ้างบุคคลหรือนักลงทุนที่มีชื่อเสียงหรือแม้แต่หน่วยงานเช่นตลาดหลักทรัพย์ว่าเป็นคนที่จะให้ความรู้และแนะนำการลงทุนที่สามารถทำกำไรได้อย่างสูงและแน่นอน พอ “เหยื่อ” หลงกลเข้าไปติดต่อก็จะถูกหลอกให้โอนเงินเพื่อเข้าไปลงทุนในแพลตฟอร์มของคนโกงซึ่งจะถูกโกงเงินไปจนหมด ความเสี่ยงของคนโกงด้วยวิธีนี้ค่อนข้างจะต่ำ เพราะส่วนใหญ่แล้วจะมี “ฐาน” ที่เป็นเว็บไซต์อยู่ในต่างประเทศ เจ้าของบัญชีที่ใช้รับเงินจากเหยื่อเองนั้นก็มักจะเป็น “บัญชีม้า” ที่คนโกงจ้างคนที่อาจจะไม่รู้เรื่องราวอะไรไปเปิดไว้เพื่อให้คนโกงรับและโอนเงินออกไปอย่างรวดเร็วและทางการจับไม่ได้ และเนื่องจากการโกงด้วยวิธีนี้ทำได้ง่ายและไม่ต้องอาศัย“ทุน” ในการทำมากนัก จึงมีคนทำกันมากมายนับเป็นร้อย ๆ ราย อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการหลอกลวงผู้คนว่าคนทำเก่งแค่ไหน และเงินที่ได้รับส่วนใหญ่ก็อาจจะอยู่ในหลักร้อยล้านบาทเท่านั้น ตัวอย่างที่สามที่เป็นการโกงที่ “High Profile” หรือดังมากในช่วงเร็ว ๆ นี้ เพราะเกี่ยวข้องกับดาราและเหล่าเซเล็บทั้งหลายก็คือการโกงที่เป็นแนว “แชร์ลูกโซ่” หรือการชักชวนให้ลงทุนในสิ่งของที่ “ไม่มีตัวตน” หรือ “ไม่มีค่า” แต่ได้ผลตอบแทนที่ดีมาก แต่ผลตอบแทนนั้นมาจากการดึงเงินลงทุนจาก “นักลงทุนคนใหม่” มาจ่ายให้นักลงทุนคนเก่าเป็นทอด ๆ คล้าย ๆ กับ “ลูกโซ่” ที่คล้องต่อกันมาเป็นพรวน การโกงด้วยวิธีแชร์ลูกโซ่นั้น มักจะได้ผลตอบแทนที่สูงและเร็วมากเนื่องจาก “เหยื่อ” จะดึงดูด “เหยื่อ” รายใหม่ให้เข้ามาลงทุนเพราะตนเองจะได้ผลตอบแทนจากเหยื่อรายนั้นด้วย และด้วยประสิทธิภาพของสื่อสังคมในปัจจุบัน การดึงดูดหรือชักจูงคนโดยเฉพาะจากดาราและคนที่มีชื่อเสียงก็ทำได้ง่าย ความเสี่ยงของการถูกจับและโดนลงโทษในกรณีของแชร์ลูกโซ่นั้น ดูเหมือนว่าจะสูง อย่างไรก็ตาม วิธีการของแชร์ลูกโซ่ “ยุคใหม่” กับวิธีการค้าขายแบบ “การตลาดหลายชั้น” ที่ไม่ผิดกฎหมายนั้น ใกล้เคียงกันมาก สิ่งที่ต่างกันก็อาจจะเป็นแค่ว่าสินค้าที่ขายนั้น “มีค่า” หรือไม่ ถ้าเป็นสินค้าที่มีค่ามีความต้องการจริงจากผู้ใช้ ก็ถือว่าไม่ใช่แชร์ลูกโซ่และไม่ผิดกฎหมาย ประเด็นก็คือ คนที่ทำก็อาจจะตีความว่าสินค้าของตนนั้น “มีค่า” สามารถรักษาหรือให้ประโยชน์แก่ผู้ใช้จริง อย่างน้อยก็ทางด้านจิตใจ ซึ่งก็อาจจะไม่ได้แตกต่างกับสินค้าของบริษัทอื่นที่ก็ทำมาช้านานโดยที่ไม่มีความผิด และดังนั้น จึงไม่เสี่ยงที่จะถูกจับ วิธีที่จะแก้ไขไม่ให้มีการโกงกันมากในสังคมนั้น ผมคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดก็คือการปรับ กฎหมายและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะทำให้การโกงทำได้ยากขึ้น ตัวอย่างก็เช่น การปั่นหุ้นด้วยวิธีการทำคอร์เนอร์นั้น ก็ต้องไม่ให้ทำได้ง่าย เกณฑ์เรื่องแชร์ลูกโซ่ก็ควรที่จะชัดเจน เป็นต้น ส่วนเรื่องการโกงผ่านสื่อดิจิทัลนั้น รัฐก็ควรจะต้องมีหน่วยงานที่คอยตรวจสอบตั้งแต่แรกว่าเว็บหรือสื่อไหนโกง ก็ต้องรีบจัดการทันที เป็นต้ ประเด็นที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ จะต้องปรับ “Risk-Reward Ratio” ของการโกงทุกเรื่อง นั่นก็คือ ทำให้ผลตอบแทนที่จะได้รับจากการโกงต่ำลง และเพิ่มความเสี่ยงจากการถูกจับและการลงโทษจากการโกงสูงขึ้น ซึ่งนั่นก็จะทำให้การโกงและการคอร์รับชั่นของไทยลดลงอย่างถาวรด้วย พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงการโกงครั้งมโหฬาร “หลายแสนล้านบาท” ของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นเวียดนามที่กำลังถูกตัดสินให้ประหารชีวิตว่า อนาคตคงไม่มีใครกล้าทำอีก เพราะความเสี่ยงของการโกงในตลาดหุ้นเวียดนามนั้น สูงลิ่วถึงชีวิต ได้เงินเท่าไรก็ไม่คุ้ม ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...