โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ก.ล.ต.ยกเครื่องปรับเกณฑ์ คุมเข้มคัดบริษัทเข้าตลาดหุ้น มีผลบังคับใช้ 1 มี.ค.68

TODAY

อัพเดต 06 ก.พ. 2567 เวลา 17.53 น. • เผยแพร่ 06 ก.พ. 2567 เวลา 10.53 น. • workpointTODAY

สำนักงาน ก.ล.ต.ยกเครื่องปรับปรุงหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ฟื้นความเชื่อมั่นตามแผนยุทธศาสตร์ที่มุ่งสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อถือ (Trust & Confidence)

‘พรอนงค์ บุษราตระกูล’ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า หลังจาก ก.ล.ต. ได้จัดทำโครงการ ‘บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์เข้มแข็ง’ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. ที่มุ่งสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อถือ (Trust & Confidence) เพื่อยกระดับคุณภาพของบริษัทจดทะเบียนและบุคลากรในตลาดทุน

ในการประชุมครั้งที่ 2/2567 เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2567 มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เสนอมา โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) ปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่กำหนดคุณสมบัติของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) โดยจะมีการปรับเกณฑ์พิจารณาฐานะการเงิน

สำหรับบริษัทที่จะเข้ามาจดทะเบียนใน SET

– กำไรล่าสุดถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็น 75 ล้านบาท จากเดิมที่ 30 ล้านบาท

– กำไรในช่วง 2-3 ปีล่าสุด ต้องอยู่ที่ 125 ล้านบาท จากเดิมที่ต้องมี 50 ล้านบาท

– ส่วนผู้ถือหุ้นหลัง IPO ต้องอยู่ที่ 800 ล้านบาท จากเดิม 300 ล้านบาท

– ทุนชำระแล้วหลัง IPO ลดลงมาอยู่ที่ 100 ล้านบาท จากเดิม 300 ล้านบาท

– การกระจายการถือหุ้นโดยผู้ถือหุ้นรายย่อย กรณีทุนจดทะเบียนชำระแล้วน้อยกว่า 300 ล้านบาท จากเดิมที่ไม่มีกำหนด ปรับเป็น รวมกันไม่น้อยกว่า 30% ของทุนชำระแล้ว

– จำนวนเสนอขาย IPO หากทุนจดทะเบียนชำระแล้วน้อยกว่า 300 ล้านบาท จากเดิมที่ไม่กำหนด ปรับเป็นต้องเสนอขายไม่น้อยกว่า 20% หรือ 60 ล้านบาท

ส่วนบริษัทที่จะเข้ามาจดทะเบียนใน mai

– กำไรล่าสุดถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็น 25 ล้านบาท จากเดิมที่ 10 ล้านบาท

– กำไรในช่วง 2-3 ปีล่าสุด ต้องอยู่ที่ 40 ล้านบาท จากเดิมที่ไม่กำหนด

– ส่วนผู้ถือหุ้นหลัง IPO ต้องอยู่ที่ 100 ล้านบาท จากเดิม 50 ล้านบาท

– การกระจายการถือหุ้นรายย่อย กรณีทุนจดทะเบียนชำระแล้วน้อยกว่า 300 ล้านบาท จากเดิมที่ไม่มีกำหนด ปรับเป็นรวมกันไม่น้อยกว่า 30% ของทุนชำระแล้ว

– จำนวนเสนอขาย IPO ปรับให้ใช้เกณฑ์เดียวกับ SET คือ ทุนจดทะเบียนชำระแล้วน้อยกว่า 300 ล้านบาท ต้องเสนอขายไม่น้อยกว่า 20% หรือ 60 ล้านบาท ทุน 300-500 ล้านบาท เสนอขาย 15% และมากกว่า 500 ล้านบาท ต้องเสนอขายไม่น้อยกว่า 10% หรือ 75 ล้านบาท

การปรับกฏเกณฑ์การเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีความมุ่งหวังเพื่อให้บริษัทที่เข้ามาผ่านการคัดกรองที่ดีและเข้มงวดมากขึ้นตั้งแต่ประตู่ด่านแรก

(2) ปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อทำให้กระบวนการพิจารณาคุณสมบัติของบริษัทที่จะจดทะเบียนโดยอ้อม (Backdoor Listing) และการย้ายกลับมาซื้อขาย (Resume Trade) มีความเข้มข้นเทียบเท่ากับการเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO)

(3) ปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อยกระดับการแจ้งเตือนผู้ลงทุน และการเพิกถอนบริษัทที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยหลังจากวันที่ 1 เมษายน 2567 จะมีการยกระดับมาตรการการขึ้นเครื่องหมาย ซึ่งทาง ก.ล.ต. และ ตลท. ได้เพิ่มเกณฑ์ขึ้นเครื่องหมาย ได้แก่

– บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ขาดทุนสุทธิ 3 ปีติดต่อกันจนส่วนของผู้ถือหุ้นน้อยกว่าทุนชำระแล้ว

– มีการผิดนัดชำระหนี้สถาบันการเงินหรือตราสารหนี้งบการเงินที่ไม่มีการแสดงความคิดเห็นใดๆ

– มีรายได้จากการดำเนินงานประจำปีต่ำ สำหรับ SET ต่ำกว่า 100 ล้านบาท และ mai ต่ำกว่า 50 ล้านบาท

ทั้งนี้ หากบจ.เข้าข่ายผิดเกณฑ์ดังกล่าว จะถูกขึ้น C เป็นอันดับแรก และจะมีการกำหนดระยะเวลาเพื่อปรับแก้ไข แต่หากบจ.ไม่สามารถแก้ไขได้ตามระยะเวลาจะมีการยกระดับเครื่องหมายเพิ่มเติมทั้ง SP และ NC ซึ่งจะนำไปสูเหตุเพิกถอนในท้ายที่สุด

(4) ปรับปรุงหลักเกณฑ์การเปิดเผยรายชื่อผู้ถือหุ้นและผู้ถือหน่วยสำหรับบริษัทจดทะเบียน ทรัสต์ และกองทุนต่าง ๆ

โดยการปรับเกณฑ์พิจารณาฐานะการเงินจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ส่วนกรณี Backdoor Listing และ Resume Trade รวมถึงการยกระดับการแจ้งเตือน จะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 เมษายน 2567

ส่วนกรณีสุดท้ายการปรับปรุงหลักเกณฑ์การเปิดเผยรายชื่อผู้ถือหุ้น คาดว่าจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังอยู่ระหว่างการทบทวนหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น ปรับปรุงหลักเกณฑ์การทำรายการที่มีนัยสำคัญ (MT) และการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน (RPT) เพื่อกำหนดหน้าที่ให้บริษัทจดทะเบียนต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนให้ชัดเจนเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์เพื่อกำหนดให้ต้องยื่นงบการเงินย้อนหลัง 3 ปีล่าสุดที่ผ่านการตรวจสอบและเป็นไปตามมาตรฐานการจัดทำรายงานทางการเงิน Publicly Accountable Entities (PAE) เริ่มบังคับใช้แล้ว สำหรับบริษัทที่จะขอยื่นเสนอขายหุ้น IPO ในปี 2567

รวมทั้งการยกระดับการทำหน้าที่ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียนเพื่อส่งเสริมให้บุคลากรซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในบริษัทจดทะเบียน (Line of defense) เช่น กรรมการ กรรมการตรวจสอบ กรรมการอิสระ ผู้บริหารและเลขานุการ

รวมถึงผู้ประกอบวิชาชีพ (Gatekeeper) เช่น ผู้สอบบัญชีและที่ปรึกษาทางการเงิน ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องและเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้งเดินหน้าส่งเสริมความรู้และความคุ้มครองให้ผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังรวมถึงการทบทวนหลักเกณฑ์และมาตรการในการซื้อขายหลักทรัพย์ให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น เช่น ทบทวนเกณฑ์การกำหนดวงเงินลูกค้า การพิจารณาคุณภาพหลักประกัน และการปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อไม่ให้คนไทยซื้อขายหลักทรัพย์ประเภทใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย หรือ Non-Voting Depositary Receipt (NVDR)

รวมทั้งร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ศึกษาแนวทางการออกเกณฑ์ Auto Halt หรือหยุดการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราวสำหรับหุ้นที่มีการซื้อขายผิดปกติ โดยคาดว่าจะมีการออกหลักเกณฑ์และนำมาปฏิบัติได้ภายในปี 2567

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...