โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

สลับฟ้าพลิกชะตา

นิยาย Dek-D

อัพเดต 22 เม.ย. 2567 เวลา 09.37 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. 2567 เวลา 09.37 น. • เสี่ยวเม่ย
ฉีกทุกกฏของสตรีไปกับสายลับระดับผู้บริหาร ผู้เดินทางข้ามเวลามาจากโลกที่ล่มสลาย…

ข้อมูลเบื้องต้น

สวัสดีค่ะผู้อ่านทุกท่าน

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของเสี่ยวเม่ย ที่เขียนขึ้นมาจากจินตนาการ ไม่ได้พาดพิงหรืออิงประประวัติศาสตร์ชาติใด ตัวละครและเมืองทั้งหมดเป็นชื่อสมมุติไม่ได้มีอยู่จริงนางเอกเป็นอาจารย์ฝึกสอนสายลับเป็นผู้ออกคำสั่งอยู่เบื้องหลัง ไม่แสดงฝีมือต่อหน้าคนอื่นถ้าไม่จำเป็น นางถูกส่งข้ามเวลามายังโลกใหม่ไม่ได้ย้อนอดีต ทรัพย์สินส่วนใหญ่นางปล้นค่ะ มีธุกิจไว้แค่บังหน้า ไม่ได้มีดราม่าเกินไป ความรักกุ๊กกิ๊กพอให้ยิ้มเล็กน้อย

ขอบคุณทุกการติดตาม

' เสี่ยวเม่ย '

เนตรดาว

ตุ่บ …!!

ความรู้สึกเหมือนถูกโยนจากที่สูงทำให้เนตรดาวรู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งศีรษะ ที่แก้มด้านซ้ายเหมือนจะมียางเหนียวๆไหลเยิ้มออกมา หูทั้งสองข้างได้ยินเสียงพูดคุยของผู้ชายที่มีมากกว่าหนึ่งคน เธอไม่ได้ลืมตาขึ้นในทันทียังคงตั้งใจฟังเสียงรอบข้างให้ชัดเจน

" เจ้าสังหารมันแล้วเช่นนี้จะทำอย่างไร ?" ชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นหลังจากเห็นผู้ที่มาด้วยกันบีบคอหญิงสาวจนหมดลมหายใจ แล้วทิ้งร่างของนางลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี

" ข้าก็แค่อยากเชยชมเรือนร่างของนางเล็กน้อย ผู้ใดใช้ให้นางต่อสู้ขัดขืนจนข้าพลั้งมือเล่า นางรนหาที่เองเรื่องนี้จะมาโทษข้ามิได้ " เสียงชายอีกคนหนึ่งพูดออกมาเหมือนเห็นชีวิตผู้อื่นเป็นเพียงสิ่งไร้ค่า

" แล้วทีนี้เป็นอย่างไรสตรีก็มิได้เชยชม สิ่งที่นายท่านต้องการก็ยังหาไม่พบ "

" เจ้าจะกังวลอันใดยังเหลือน้องชายของมันอีกผู้หนึ่งมิใช่หรือ เค้นเอาความจริงจากเด็กนั่นก็ได้แล้ว "

เนตรดาวที่ฟังเสียงพูดคุยอย่างสงบนิ่งค่อยๆหรี่ตาขึ้นมองสำรวจไปรอบๆ ภูมิประเทศแถบนี้ดูแปลกตาเบื้องหน้าเป็นแม่น้ำใหญ่ที่มีภูเขาโอบล้อมเป็นแนวยาวไปจนสุดสายตา สถานที่แห่งนี้เธอไม่เคยพบเห็นมาก่อน

หญิงสาวหันกลับมามองร่างกายของตัวเองก็ต้องแปลกใจ เธอควรจะบาดเจ็บสาหัสแขนข้างหนึ่งขาดหายไปไม่ใช่หรือ ทำไมร่างกายตอนนี้จึงยังครบสมบูรณ์หรือว่าสิ่งที่ได้เห็นจะเป็นเพียงความฝันเท่านั้น

เธอลองขยับแขนขาแล้วหยิกไปที่เนื้อของตัวเอง

" เจ็บ ..!! "

ไม่ใช่ความฝันแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไม่มีเวลาให้เนตรดาวคิดอะไรเพิ่ม เมื่อสายตาของเธอมองเห็นชายฉกรรจ์สามคน กำลังข่มขู่เด็กชายอายุราวสิบเอ็ดสิบสองปี

" ของสิ่งนั้นอยู่ที่ใดรีบบอกพวกข้ามาเดี๋ยวนี้ หากมิอยากลงนรกตามพี่สาวของแกไป " ชายผู้หนึ่งตวาดด้วยเสียงอันดังแล้วจับคอเสื้อของเด็กชายยกขึ้นจนตัวลอยเหนือพื้น

" พวกคนชั่ว..!! แกสังหารท่านพี่ ข้าไม่มีวันบอกพวกแก " เด็กชายดิ้นรนยกเท้าถีบเข้าใส่คนตรงหน้าอย่างไม่กลัวเกรง ชายผู้นั้นจึงเหวี่ยงร่างเขาลงไปบนพื้น มืออีกข้างที่ถือดาบชี้ไปที่หน้าของเด็กชาย

" ดี.. !! ในเมื่อพูดดีๆไม่รู้เรื่องเช่นนั้นก็ไปตายเสีย " มันขยับเข้าไปใกล้เงื้อดาบในมือขึ้นโดยชายอีกสองคนไม่ทันจะห้ามปราม เด็กชายได้แต่ก้มหน้ามองพื้นแล้วหลับตาอย่างยอมรับชะตากรรม

ดาบในมือที่เงื้อง่าแต่ทว่ายังไม่ได้ฟันลงไป เจ้าของดาบก็รู้สึกเสียวแปลบที่ลำคอหันมองมือที่จับดาบซึ่งบัดนี้กลับว่างเปล่า สำนึกสุดท้ายของมันจบลงอย่างไม่เชื่อสายตาเมื่อดาบของมันย้ายไปอยู่ในมือของหญิงสาวที่เพิ่งถูกพวกมันสังหารไปเมื่อครู่

ชายฉกรรจ์อีกสองคนตกตะลึงกับสิ่งที่ได้เห็น สตรีที่ตายไปแล้วกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาเข่นฆ่าสหายของมันไม่ต่างจากภูตผีปีศาจ ทั้งสองคนกำดาบในมือตัวเองแน่นน่าเสียดายที่ความไวของพวกมันไม่มากพอ ยังไม่ทันได้มีโอกาสยกดาบขึ้นมาต่อสู้ก็เจ็บแปลบที่ลำคอจนต้องยกมือขึ้นมากุม

โลหิตสดๆหลั่งไหลจากลำคอราวน้ำพุ ชายฉกรรจ์ทั้งสองตาเบิกโพลนสะอึกออกมาสองสามครั้ง ก่อนที่ร่างของพวกมันจะร่วงลงไปกองกับพื้นโดยที่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกมันกันแน่

เนตรดาวมองสามร่างที่ไร้วิญญาณด้วยความสงบนิ่งไม่ได้มีความรู้สึกใดๆ เธอทิ้งดาบลงบนพื้นแล้วเดินเข้าไปจับไหล่เด็กชายที่ยังไม่ลืมตา

" เจ้าหนู.. เจ้าปลอดภัยแล้ว.. !! "

เด็กน้อยได้ยินเสียงที่คุ้นเคยก็ลืมตาขึ้นเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง สายตาของเขาจับจ้องสตรีที่อยู่ตรงหน้า โดยไม่ได้สนใจว่าตัวเองรอดชีวิตมาได้อย่างไร

" ท่านพี่.. !!"

เนตรดาวไม่ทันตั้งตัวก็ถูกเด็กน้อยตรงหน้าพุ่งเข้ามากอดเอาไว้แน่นแล้วร้องไห้เสียงดัง

" ฮือ.. ! ฮือ.. ! ท่านพี่ยังไม่ตาย.. !! "

หญิงสาวงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเธอเข้าใจว่าเด็กชายผู้นี้อาจจะหวาดกลัวจนขาดสติจึงปล่อยให้เขากอดอยู่ครู่หนึ่งแล้วค่อยๆดันตัวให้ห่างออกมา

" เจ้าหนู.. เจ้าจำคนผิดแล้ว ข้าไม่ใช่พี่สาวของเจ้า "

เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจ ครู่หนึ่งสายตาก็พลันหม่นหมองลง

" ท่านพี่เป็นอันใด ท่านจำข้าไม่ได้หรือขอรับข้าหานอี้เป็นน้องชายของท่าน "

" เจ้าจำผิดคนแล้วจริงๆข้าไม่ใช่ท่านพี่ของเจ้า " เนตรดาวเองก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อย ทำไมเด็กชายผู้นี้จึงได้ทึกทักว่าเธอเป็นพี่สาวไม่ยอมเลิกรา

" ฮือ.. ! ฮือ.. ! ท่านพี่ ท่านคงถูกทำร้ายจนบาดเจ็บมากใช่หรือไม่ถึงจำข้ามิได้เช่นนี้ "

หานอี้โผเข้าไปกอดหญิงสาวอีกครั้งมิหนำซ้ำยังร้องไห้หนักกว่าเดิม เนตรดาวเห็นว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องปกติจึงปล่อยให้เด็กน้อยกอดจนพอใจ เมื่อเขาคลายอ้อมกอดเธอก็รีบเดินไปยังแม่น้ำที่อยู่เบื้องหน้าโดยมีเด็กชายเดินตามมาติดๆ เธอค่อยๆนั่งลงแล้วก้มหน้ามองลงไปในน้ำหวังว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด

" นะ~ นี่มัน !!"

ภาพที่เห็นทำให้เนตรดาวตกตะลึงไปชั่วขณะ เด็กสาวที่สะท้อนเงาอยู่ในน้ำช่างมีใบหน้าไม่ต่างจากเธอเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว

" เกิดอะไรกันแน่ หรือจะเป็นฝีมือของหิรัญ ?"

เนตรดาวเธอคือผู้บริหารระดับสูงวัยยี่สิบเก้า ขององค์กรลับต่อต้านการก่ออาชญากรรมที่มีเครือข่ายไปทั่วทุกมุมโลก

มารดาของเธอป่วยจนเสียชีวิตตั้งแต่เนตรดาวมีอายุได้เพียงห้าปี บิดาของเธอที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธสงครามขององค์กรจึงได้เลี้ยงดูเธอให้เติบโตมาพร้อมกับพี่ชายที่มีอายุมากกว่าถึงสิบห้าปี

เนตรดาวถูกฝึกให้กำหนดลมหายใจตั้งแต่ตอนนั้น ทุกๆวันหลังจากเลิกงานบิดาจะนำภาพอาวุธต่าง ๆ มาให้ดูและสอนให้รู้จักโครงสร้างของมัน

จากการที่ฝึกจิตกำหนดลมหายใจตั้งแต่ยังเด็กทำให้เนตรดาวมีความจำที่ดีเยี่ยม ไม่ว่าสิ่งใดที่เธอสนใจเพียงมองผ่านตาแค่ครั้งเดียวก็สามารถจดจำได้ไม่ผิดพลาด

พี่ชายของเธอเป็นสายลับที่มีฝีมือการต่อสู้อันดับหนึ่งขององค์กร จึงได้ช่วยฝึกฝนให้กับเธอตั้งแต่ยังเด็ก ครอบครัวจึงอบอุ่นถึงแม้จะขาดมารดาไปก็ตาม

บิดาและพี่ชายรักเธอมากไม่อยากให้เธออยู่ไกลสายตา จึงได้ว่าจ้างอาจารย์จากต่างประเทศมาฝึกสอนภาษาให้ที่บ้าน เนตรดาวพูดอ่านเขียนได้ถึงสี่ภาษาอีกทั้งกับข้าวกับปลาก็ทำได้ไม่บกพร่อง

ความสุขของคนที่ทำงานเป็นสายลับย่อมไม่มีความยั่งยืน เมื่อเธออายุได้เพียงสิบสี่ปีทั้งบิดาและพี่ชายเกิดอุบัติเหตุรถระเบิดตกลงไปในเหวลึก ไม่เหลือแม้แต่ร่างที่จะนำมาทำพิธี

ด้วยความสามารถของเนตรดาวจึงทำให้องค์กรนำเธอมาชุบเลี้ยง เพียงอายุสิบห้าก็ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าหน่วยนำทีมออกปฏิบัติภารกิจ

และในครั้งนั้นเธอก็ได้พบกับหิรัญเด็กน้อยวัยหกขวบที่บิดามารดาถูกผู้ก่อการร้ายสังหาร เธอเก็บเขามาจากกองซากศพนำมาเลี้ยงดูไม่ต่างจากคนในครอบครัว

เด็กน้อยในวันนั้นไม่ได้ชอบการต่อสู้แต่เขากลับชื่นชอบวิชาแพทย์ จนเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยาก ทางองค์กรจึงสนับสนุนทุนวิจัยให้กับเด็กหนุ่ม

จากการปฏิบัติงานที่ไม่เคยผิดพลาด ส่งผลให้เนตรดาวได้ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงและอาจารย์ผู้ฝึกฝนสายลับตั้งแต่อายุยี่สิบห้า ท่ามกลางความริษยาของผู้ที่ทำงานมานานแต่ไม่ได้รับตำแหน่ง

" สายของเรารู้แหล่งกบดานของหัวหน้ากลุ่มอาชญากรที่สังหารคุณพ่อและพี่ชายของเนตรแล้วนะ ครั้งนี้ผอ.อยากให้เนตรนำทีมออกปฏิบิติงานด้วยตัวเอง " ปวิตารุ่นพี่วัยสามสิบห้าเดินเข้ามาพูดคุยกับเนตรดาวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

" เนตรไม่ได้ลงพื้นที่มาหลายปีแล้วนะ พี่วิฟังไม่ผิดใช่ไหมว่าผอ.สั่งให้เนตรไปจริงๆ "

" พี่ฟังไม่ผิดหรอกจ้ะ งานนี้มีความอันตรายอย่างมาก ผอ.ไม่ไว้ใจคนอื่นจึงย้ำกับพี่ว่าต้องเป็นเนตรเท่านั้น "

เนตรดาวพยักหน้ารับรู้ในขณะที่ปวิตารุ่นพี่ที่แสนดีกับเธอมาตลอดลอบยิ้มเยาะอยู่ในใจ หากไม่ใช่เพราะปวิตาไปแสดงความหวังดีเสนอชื่อเนตรดาว โดยอ้างว่าหญิงสาวอยากทำงานนี้เพื่อปิดบัญชีให้ครอบครัว ท่าน ผอ.คงไม่ยอมให้อาจารย์ผู้ผลิตสายลับอันดับหนึ่งต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเอง

เนตรดาวไม่เคยคาดคิดว่าภารกิจครั้งนี้จะกลายเป็นภารกิจครั้งสุดท้าย ปวิตาทรยศองค์กรด้วยการนำผู้ก่อการร้ายมาโอบล้อม ลั่นกระสุนสังหารเพื่อนร่วมงานจนหมดสิ้น

ในขณะที่เนตรดาวกำลังตกตะลึงสตรีผู้หนึ่งก็เดินออกมาพร้อมกับหัวหน้าผู้ก่อการร้าย

" พี่วิ.. !! พี่ทรยศองค์กรอย่างนั้นหรือ ? "

" ถ้าไม่ใช่เพราะเธอแย่งตำแหน่งที่ควรจะเป็นของฉัน เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น " ปวิตาแสยะยิ้มมองหน้ารุ่นน้องที่ข้ามหน้าข้ามตาด้วยอาการเย้ยหยันไม่เหลือเค้าพี่สาวแสนดีที่เธอเคยเสแสร้ง

" พี่วิโกรธเนตรทำไมต้องไปลงกับคนอื่น เด็กพวกนี้ก็เคยทำงานร่วมกับพี่ พี่ตัดใจฆ่าพวกเขาได้ยังไง " น้ำเสียงของเนตรดาวเย็นชาสายตาส่อแววคับแค้นชิงชัง

" ทำงานร่วมกับฉันเช่นนั้นหรือ ? พวกมันเชื่อฟังแค่เธอที่เป็นอาจารย์ไม่เคยเห็นหัวฉัน สมควรที่พวกมันต้องตายแบบนี้ เธอเองก็ควรตายตามพวกมันไปได้แล้ว " ปวิตาตวาดเสียงดังเหมือนคนคุ้มคลั่ง

" จับเป็น .. !! ผมต้องการใช้มันต่อรองกับหัวหน้าองค์กรของคุณ " หลังจากที่ฟังทั้งสองสาวโต้ตอบกันอยู่ครู่หนึ่ง ชายวัยใกล้ห้าสิบหัวหน้าผู้ก่อการร้ายก็พูดขึ้น เนตรดาวหัวเราะออกมาเบาๆมองคนทั้งคู่อย่างเฉยชา

" คิดว่ามีปัญญาจับฉันได้อย่างงั้นหรือ ประเมินความสามารถของตัวเองสูงไปหรือเปล่า ?"

" ระเบิดที่พวกแกวางไว้ถูกเก็บกู้ไปหมดแล้ว แกยังคิดว่าจะรอดออกไปจากที่ได้อีกหรือ เนตรดาว.. แกมันช่างหลงตัวเองเสียจริง "

เสียงสนทนาของคนทั้งหมดทำให้หิรัญที่ได้รับคำสั่งให้ซุ่มรออยู่ไม่ไกลนักได้ยินผ่านเครื่องมือสื่อสารที่ติดอยู่บนร่างกายของเนตรดาว

ชายหนุ่มส่งสัญญาณฉุกเฉินให้กลุ่มปฏิบัติการชุดสุดท้ายที่ซุ่มรออยู่ด้วยกัน ก่อนจะออกวิ่งนำไปยังแหล่งที่มาของเสียงพร้อมๆกับตะโกนใส่เครื่องมือสื่อสาร

" อาจารย์รอผมก่อน.. !! "

เนตรดาวส่งยิ้มเยือกเย็นให้ปวิตาพร้อมกับคำพูดที่คนฟังรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง

" ปวิตา .. ยังมีอีกหลายเรื่องที่แกไม่รู้ เคยได้ยินชื่อไมโครบอมส์หรือไม่ ฉันพัฒนาจนเหนือกว่าระเบิดทั่วไปอีกหลายเท่า ที่สำคัญไม่สามารถค้นหาด้วยเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด "

" แก.. !! แกมันสารเลว ? " น้ำเสียงของปวิตาดูลนลานหวาดหวั่น เนตรดาวหรี่ตามองพวกมันอย่างเย็นชา เธอชูมือที่สวมแหวนแล้วกดลงไปบนพลอยประดับ ในเมื่อไร้ทางรอดอย่างงั้นก็ตายพร้อมกันเสียที่นี่

" อย่า.. !! " ปวิตาหวีดร้องเสียงลั่นในขณะที่ฝ่ายผู้ก่อการร้ายต่างพุ่งตัวลงแนบพื้นเพื่อหวังเอาชีวิตรอด

" บรึ้ม..ส์ !! "

เสียงระเบิดดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณ เศษอิฐหินแตกกระจายผสมกับชิ้นส่วนมนุษย์ปลิวกระเด็นขึ้นไปบนอากาศ

===={}===>>>

โลกใบใหม่

สิ้นเสียงระเบิดลูกสุดท้าย ร่างของ เนตรดาวค่อยๆทรุดลงไปกองบนพื้นพร้อมกับความรู้สึกชาไปทั่วร่างลมหายใจรวยรินแผ่วเบา

ระเบิดที่เธอสร้างขึ้นและใช้มันทำลายล้างผู้ก่อการร้าย บัดนี้กำลังจะพรากชีวิตของตัวเองให้จบสิ้นตามไปด้วย

ก่อนสติจะดับลง เนตรดาวได้ยินเสียงของความวุ่นวายโกลาหลและเสียงเรียกที่คุ้นเคย

"อาจารย์ อาจารย์ครับอย่าเพิ่งหลับผมมาแล้ว ผมอยู่ตรงนี้ !!" นั่นเป็นเสียงของหิรัญลูกศิษย์ที่เธอรัก เนตรดาวจำได้ดี

"หิรัญ" เธอครางออกมาอย่างแผ่วเบาแทบไม่มีเสียงลอดออกมาจากริมฝีปากที่ไร้เรี่ยวแรง

แพทย์หนุ่มอัจฉริยะมองอาจารย์ผู้ที่เก็บเขามาดูแล และให้ความรักประดุจคนในครอบครัวด้วยสายตาที่หม่นหมอง ร่างกายของเธอเต็มไปด้วยบาดแผลจากแรงระเบิด แขนข้างขวาฉีกขาดจนถึงหัวไหล่ น้ำตาของแพทย์หนุ่มพลันเอ่อซึม

"อาจารย์ครับ ผมจะรักษาอาจารย์ให้ได้ อาจารย์จะต้องมีชีวิตอยู่ต่อ อดทนอีกนิดนะครับ" เนตรดาวพยักหน้าน้อยๆด้วยแรงทั้งหมดที่มี ส่งสายตาให้หิรัญด้วยความรู้สึกที่เลือนราง

แพทย์หนุ่มวางเป้บนหลังที่สะพายติดตัวตลอดเวลาเมื่อออกปฏิบัติภารกิจ แล้วหยิบขวดยาบางอย่างออกมา

ยาน้ำใสๆถูกฉีดเข้าไปในร่างกายของเนตรดาว ความรู้สึกเย็นวาบค่อยๆไล่ขึ้นมาตามแขนพร้อมกับเสียงของหิรัญที่เหมือนแว่วผ่านมาจากที่ไกลแสนไกล

"อาจารย์หลับพักผ่อนเถอะนะครับเมื่อตื่นขึ้นมาทุกอย่างต้องดีขึ้น" สิ้นเสียงของหิรัญพลันความรู้สึกทั้งหมดก็ดับลง

เนตรดาวไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากนั้น และเธอหลับไปนานแค่ไหน รู้สึกตัวอีกครั้งคล้ายกับความฝัน เธอได้เห็นเด็กผู้หญิงอายุราวสิบห้าปีใบหน้างดงามทว่าแววตาโศกเศร้า ปรากฏกายอยู่ตรงหน้าอีกทั้งยังเอ่ยปากน้ำเสียงสั่นเครือ

"ช่วยด้วย ช่วยน้องชายของข้าด้วย! "

เรามาอยู่ในร่างนี้ได้อย่างไร ? หลายร้อยคำถามผุดขึ้นมาในสมองของเนตรดาว ความทรงจำของร่างเดิมไม่มีหลงเหลือเลยสักนิด

หรือว่านี่จะเป็นผลงานของหิรัญแพทย์หนุ่มอัจฉริยะลูกศิษย์ในอุปการะของเธอ หญิงสาววักน้ำขึ้นมาชำระใบหน้า ที่แก้มด้านซ้ายมีรอยเหมือนถูกกรีดจากของมีคมจึงรู้สึกแสบเล็กน้อย คราบเลือดที่เกือบจะแห้งเมื่อถูกน้ำก็ละลายออกมาเป็นสีแดงฉานอยู่บนฝ่ามือ

เด็กชายยืนมองกิริยาของพี่สาวที่ผิดแปลกไปจากเดิมอยู่เงียบๆ จนเนตรดาวตั้งสติได้จึงหันกลับไปมอง

" เจ้าบอกว่าข้าคือพี่สาวของเจ้าเช่นนั้นหรือ ?"

" ท่านพี่จำข้ามิได้หรือขอรับ ?" เด็กชายไม่ตอบแต่กลับย้อนถาม เนตรดาวพยักหน้าแล้วกล่าวด้วยท่าทางสงบนิ่ง

" ข้าจำอันใดมิได้ หรือบางทีข้าอาจมิใช่พี่สาวของเจ้า !"

" ไม่จริงขอรับ !! ท่านคือท่านพี่ของข้า ท่านเพียงถูกคนชั่วทำร้ายจนจำสิ่งใดมิได้เท่านั้น " เด็กชายหันไปมองกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ทำร้ายพวกเขาอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้แล้วก็ต้องตกตะลึงตัวแข็งค้าง

ร่างทั้งสามนอนกองอยู่บนพื้นด้วยสภาพที่น่าสยดสยอง บริเวณลำคอชุ่มโชกไปด้วยเลือดไม่ต่างกัน

" ทะ ~ ท่านพี่ ท่านเป็นผู้สังหารพวกมันหรือขอรับ ? "

" เจ้าจะไม่บอกผู้อื่นใช่หรือไม่ ?" เนตรดาวหันมาสบตาเท่ากับเป็นการยอมรับกลายๆว่าเธอเป็นผู้ลงมือสังหาร เด็กชายจ้องมองอย่างเหลือเชื่ออยู่ครู่หนึ่งจึงได้พูดออกมา

" ข้าจะไม่บอกผู้ใด ท่านพี่วางใจได้ขอรับ ? "

เนตรดาวมองเด็กชายที่มีท่าทีเฉลียวฉลาดเกินอายุอย่างพิจารณา ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นบ้างเด็กน้อยผู้นี้จึงได้ถูกล่าสังหาร และสถานที่นี้มันคือที่ใดกัน

ถึงแม้ว่าเธอจะพูดอ่านเขียนได้หลายภาษาแต่ภาษาของที่นี่กลับแตกต่างจากที่ร่ำเรียนมาเล็กน้อย

" เจ้า.. เรียกว่าอะไร ? "

" ข้าชื่อหานอี้ .. ส่วนท่านชื่อหานชิงชิง พวกเราเป็นคนสกุลหาน และข้าก็เป็นน้องชายของท่าน "

" อืม..หานชิงชิงงั้นหรือ ?" เธอพึมพำอยู่ในลำคอแล้วจึงหันไปถามเด็กชายอีกครั้ง

" เกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา แล้วคนพวกนั้นเป็นใครเหตุใดจึงต้องไล่สังหารพวกเราเช่นนี้ ?"

หานอี้มองหน้าพี่สาวด้วยความสะเทือนใจ นางคงถูกทำร้ายอย่างสาหัสจึงสูญเสียความจำไปจนหมดสิ้น

" ท่านพ่อของพวกเราเป็นนายอำเภอ กำลังจะเดินทางไปรับตำแหน่งที่อำเภอต้าเจียงที่อยู่ติดชายแดน แต่พอมาถึงที่นี่ก็ถูกพวกโจรซุ่มโจมตีขอรับ "

" แล้วตอนนี้ท่านพ่ออยู่ที่ใด ?"

หญิงสาวพอจะเข้าใจสถานการณ์จึงไม่ได้ถามต่อให้มากความ ที่สำคัญตอนนี้ต้องรีบไปช่วยคนเสียก่อน

" ข้าจะพาท่านพี่ไปขอรับ "

หานอี้จูงมือพี่สาวกึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงไปตามเส้นทางที่ขบวนรถม้าของบิดาถูกซุ่มโจมตี

ใช้เวลาไม่นานนักทั้งสองก็มาหยุดอยู่ไม่ไกลจากขบวนรถม้า เนตรดาวหันมาจุ๊ปากบอกเด็กชายให้เงียบเสียง แล้วมองผ่านแนวไม้ไปยังเบื้องหน้า

รถม้าสี่คันจอดอย่างสงบแต่ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้เธอแทบจะทนดูไม่ได้ ผู้ที่ลงมือช่างโหดเหี้ยมอำมหิต

ร่างที่ไร้วิญญาณเต็มไปด้วยคราบเลือดนอนก่ายเกยเรียงกันหลายสิบคนบนพื้นหญ้า เด็กชายที่เห็นเช่นนั้นพลันน้ำตาไหลอาบแก้มทำท่าจะวิ่งเข้าไปยังกองซากศพ

เนตรดาวได้แต่ดึงแขนเด็กชายเอาไว้แล้วใช้มือปิดปากไม่ให้เขาส่งเสียงออกมา เพราะเบื้องหน้ายังมีชายฉกรรจ์จำนวนไม่น้อยที่อยู่เฝ้ากองซากศพเหล่านั้น กลิ่นคาวเลือดยังลอยคละคลุ้งมาในอากาศ

หญิงสาวพาน้องชายเดินออกมาห่างจากบริเวณนั้นแล้วดึงร่างเล็กๆเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน หานอี้ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนนางรู้สึกเวทนายิ่งนัก

" ฮือ..ฮือ..!! ท่านพ่อท่านแม่ถูกฆ่าตายแล้ว ข้าจะไปฆ่าพวกมันแก้แค้นให้ท่านพ่อท่านแม่ "

น้องชายตัวน้อยกล่าวอาฆาตทั้งน้ำตา หญิงสาวลูบหัวน้องชายที่ยังคงร้องไห้อยู่ในอ้อมแขน

" เจ้าใจเย็นๆก่อนรอให้ฟ้ามืดอีกสักหน่อยพี่จะพาเจ้าไปแก้แค้นพวกมันเอง "

นางให้คำมั่นแล้วจูงมือเด็กชายเดินหลบออกมาจนไกลจากที่ตรงนั้น พลันกลับมีสายลมพัดกรรโชกมาอย่างแรง ต้นไม้ใหญ่ในบริเวณนั้นต่างโอนไหวไปตามแรงลม ประกายแสงบางอย่างสะท้อนเข้าดวงตา

หญิงสาวแหงนหน้ามองไปตามทิศทางของแสงนั้น สายตาของเธอหยุดอยู่ที่ตู้สี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ที่แขวนค้างกลางง่ามไม้บนหน้าผา เธอหรี่ตามองก็พบว่ารู้สึกคุ้นตากับตู้ใบนั้น

" หานอี้ เจ้ารอข้าอยู่ตรงนี้ก่อนข้าจะปีนขึ้นไปที่นั่น เจ้าหลบหลังต้นไม้ซ่อนตัวให้ดีจนกว่าข้าจะกลับมา"

"ข้างบนนั้นมันคืออะไรหรือขอรับ"

"ข้าเองก็ยังไม่แน่ใจ เอาเป็นว่าเจ้าทำตามที่ข้าบอก ข้าจะรีบไปรีบกลับ "

. ."เช่นนั้นก็ได้ขอรับ" หานอี้พยักหน้ารับคำ

เนตรดาวปีนขึ้นมาถึงบนหน้าผา เบื้องหน้านั้นคือกล่องสี่เหลี่ยมสีเงินขนาดเท่ากับตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่

"ห้องทดลองเคลื่อนที่ขององค์กรมันมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร! "

เธอรีบก้าวเข้าไปจนใกล้จนถึงหน้าประตูในใจยังไม่อยากจะเชื่อ

ที่หน้าประตูมีปุ่มตัวเลขศูนย์ถึงเก้า บ่งบอกให้รู้ว่าการจะเข้าไปด้านในจำเป็นต้องใช้รหัส หญิงสาวใช้ความคิดชั่วครู่จึงลองกดรหัสลับขององค์กรแต่ประตูบานนั้นยังคงสงบนิ่ง

"ไม่ใช่รหัสขององค์กรแล้วมันจะเป็นอะไรไปได้" เธอพยายามคิดใหม่อีกครั้งหากเป็นหิรัญเขาควรจะใช้อะไรมาตั้งเป็นรหัส .

" ลองใส่วันเกิดตัวเองดูแล้วกัน "

ยังไม่ใช่.. !! บานประตูยังคงนิ่งสนิท หญิงสาวเหม่อมองอยู่ครู่หนึ่ง หากครั้งนี้เธอใส่รหัสผิดท้องทดลองห้องนี้จะถูกปิดตายไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปได้อีก

เธอคิดถึงตอนที่ช่วยหิรัญออกมาจากกองซากศพแล้วตัดสินใจวัดดวง ' ใส่วันเดือนปีวันนั้นก็แล้วกัน

" ครืด.. !!

บนหน้าจอปรากฏไฟสีเขียวกะพริบขึ้นมาสองครั้ง พร้อมๆกับบานประตูค่อยๆเปิดออก เธอค่อยๆก้าวเข้าไปด้วยความระมัดระวังสายตากวาดมองไปจนทั่ว

กล่องวัตถุโปร่งแสงขนาดเท่าโลงศพ ตั้งอยู่บนแท่นโลหะสีเงิน ภายในมีร่างมนุษย์บรรจุอยู่ เธอขยับเข้าไปใกล้ๆเพ่งสายตาไปยังร่างที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง

"ร่างนี่ ! นี่มันตัวเราไม่ใช่หรือ ?"

====={}==>>>>>>>

ห้องทดลอง

เนตรดาวมองร่างของตัวเองที่ถูกที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งที่กำลังละลาย ทั่วใบหน้าและร่างกายมีสายระโยงระยาง เชื่อมต่อไปยังจอดิจิทัลขนาดเล็ก เธอก้มไปมองที่หน้าจอดิจิทัลขนาดเท่าฝ่ามือ ที่ติดตั้งอยู่บนกระจกใส
"ไม่มีสัญญาณชีพ เหมือนจะหยุดหายใจไปแล้ว !! "

หญิงสาวกวาดสายตาเพื่อมองหาที่เปิดกล่อง ก็พบว่าบนฐานของแท่นสีเงินมีแผงปุ่มตัวเลข เธอจึงลองกดรหัสเดิมอีกครั้ง
ครืด… !!
ฝากล่องไม่ขยับ มีเพียงลิ้นชักที่อยู่ข้างฐานกำลังเลื่อนออกมา เนตรดาวก้มหน้าลงไปมอง ภายในลิ้นชักบรรจุกระเป๋าเดินทางสีเงินขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นของที่เธอเคยใช้เก็บอุปกรณ์สำคัญยามออกปฏิบัติหน้าที่ในโลกใบเก่า
ข้างๆกันนั้นยังมีเป้ของหิรัญเป้ที่เขาเองก็ใช้สะพายหลังทุกครั้งเมื่อติดตามเธอออกปฏิบัติภารกิจ เป้ที่สร้างขึ้นด้วยวัสดุพิเศษขององค์กรทั้งกันน้ำทนไฟและกันกระสุน
เธอยกเป้ออกมาเปิดดู ภายในมีกระดาษปึกหนึ่งและกล่องสี่เหลี่ยมสีเงินอีกกล่องหนึ่ง ด้านในบรรจุอุปกรณ์การแพทย์ทั้งเข็มฉีดยา อุปกรณ์ทำแผล และขวดยาอีกหลายขวด หญิงสาวเพียงมองผ่านๆแล้วเก็บกลับไปที่เดิมก่อนจะยกเป้ขึ้นมาสะพายหลัง
จากนั้นก็ดึงกระเป๋าเดินทางออกมา กดรหัสวันเกิดของตัวเอง ด้านในมีทองคำแท่งยี่สิบแท่ง อุปกรณ์เดินป่ายามที่เธอออกปฏิบัติหน้าที่ทั้งปืนพกขนาดเล็ก อุปกรณ์จุดไฟ กล้องส่องทางไกล ไฟฉาย นกหวีดและอุปกรณ์ยังชีพครบครัน
นอกจากนี้ยังมีวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการทำวัตถุระเบิด รวมถึงไมโครบอมส์ ระเบิดตัวสุดท้ายที่เธอกับหิรัญช่วยกันคิดค้น ทุกอย่างถูกเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ หญิงสาวยิ้มออกมาด้วยความพอใจก่อนจะปิดกระเป๋า แล้วดันลิ้นชักกลับเข้าไปที่เดิม
เนตรดาวมองร่างกายที่ไร้สัญญาณชีพของตัวเองผ่านกล่องโลหะโปร่งแสง ถึงแม้ว่าเธอจะรู้สึกอาลัยอาวรณ์ร่างเดิมอยู่มากแต่ก็ไม่อาจแก้ไขอะไรได้ เธอไม่ใช่หมอไม่เคยศึกษาเรื่องเหล่านี้
"แล้วค่อยกลับมาดูอีกทีละกัน"
เธอบอกตัวเองแล้วยกเป้ขึ้นสะพายหลังพร้อมกับลากกระเป๋าเดินทางก้าวออกมาจากห้องทดลองเคลื่อนที่ ก่อนจะหันไปปิดประตูห้องทดลองนั้นเอาไว้เหมือนเดิม
หญิงสาวหาเถาวัลย์มาผูกกระเป๋าแล้วหย่อนลงมาก่อน จากนั้นจึงรีบปีนลงจากหน้าผาด้วยความเป็นห่วงเด็กน้อย น้องชายในโลกใบใหม่
ยังไม่ทันที่เท้าของเธอจะเหยียบถึงพื้นดินด้านล่างสายลมแรงก็พัดกรรโชกมาอีกครั้ง
ครืน…!! ตูม .. !!
เสียงต้นไม้บนหน้าผาหักโค่น พาให้ตู้ทดลองลอยละลิ่วลงสู่แม่น้ำ เนตรดาวรู้สึกอึดอัด แน่นหน้าอกเหมือนจะขาดอากาศหายใจ ความรู้สึกตกใจระคนสับสนแล่นเข้ามาในสมอง
เธอค่อยๆรวบรวมสติกำหนดลมหายใจให้จิตสงบ สายตาเหม่อมองไปยังตู้ทดลองที่กำลังจมลงในแม่น้ำจนลับหายไปจากสายตา หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดสลัดความคิดฟุ้งซ่านรีบไต่ลงจากหน้าผาเดินกลับไปหาน้องชาย
" หานอี้ ! ข้ากลับมาแล้ว"
เมื่อได้ยินเสียงของพี่สาว หานอี้จึงเดินออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่
"ท่านพี่กลับมาแล้วหรือขอรับ ?"
"อืม .."
"แล้วนั่น.. คือสิ่งใดหรือขอรับ ? " เขาชี้มือไปที่กระเป๋าเดินทาง
" ข้าเก็บได้ ยังไม่รู้ว่าคืออะไร "
หญิงสาวยังไม่มีเวลาอธิบายตอนนี้ ดีไม่ดีเด็กชายตรงหน้าจะคิดว่าเธอเสียสติ ถึงแม้จะสงสัย หานอี้ก็ไม่กล้าซักถามสิ่งใดเพิ่ม
เนตรดาวยื่นกระบอกไม้ไผ่บรรจุพุทราป่าที่แวะเก็บมาจากข้างทางให้กับหานอี้
"พุทราป่าเจ้ารีบกินแก้หิวไปก่อน ไว้แก้แค้นให้ท่านพ่อท่านแม่ได้แล้ว ค่อยหาของดีๆกินกัน" เด็กชายพยักหน้าเอื้อมมือไปรับไว้ ในนั้นมีพุทราป่าอยู่เกือบเต็ม
"ท่านพี่กินด้วยกันสิขอรับ" เขาหยิบพุทราลูกหนึ่งส่งให้
" ข้ายังไม่หิว เจ้ากินเถิด " เด็กชายจึงชักมือกลับไป ส่งพุทราเข้าปากแล้วกัดกินบรรเทาความหิว
"เอ้า นี่น้ำ "

นางยื่นกระบอกอีกอันส่งให้เมื่อเห็นว่าน้องชายหยุดกินแล้ว เขารับไปดื่มก่อนจะเอามือลูบท้องตัวเองเบาๆ
"อิ่มแล้วหรือ ?"
"อิ่มแล้วขอรับ " หานอี้ตอบพลางยื่นกระบอกน้ำส่งคืนมาให้ สายตาของเด็กชายฉายแววหม่นหมองจนเธอรู้สึกสงสาร
" เจ้า.. !! ยังต้องการให้ข้าเป็นพี่สาวอยู่อีกหรือไม่ ?" เธอถามพร้อมกับยื่นมือไปลูบศีรษะหานอี้อย่างอ่อนโยน
" ท่านพี่คือพี่สาวของข้า ถึงท่านจะจำข้ามิได้ท่านก็ยังเป็นท่านพี่ของข้า " หานอี้กล่าวแล้วโผเข้ากอดเนตรดาวด้วยความสะเทือนใจ หญิงสาวได้แต่ตบเบาๆไปบนแผ่นหลังเพื่อปลอบโยน
" เอาเถิด.. ถึงแม้ว่าข้าจะจำอะไรมิได้ แต่ต่อไปนี้ข้าจะเป็นพี่สาวที่คอยปกป้องเจ้า "
เธอเอ่ยออกมาเหมือนจะให้สัญญากับตัวเอง ในเมื่ออาศัยร่างกายของผู้อื่นก็ควรตอบแทนเจ้าของร่างบ้างมิใช่หรือ ต่อไปข้าจะใช้ชีวิตที่ดินแดนแห่งนี้ในนามของเจ้า ' หานชิงชิง
ท้องฟ้าใกล้จะมืดแล้ว
หานชิงชิงปลดเป้ลงจากหลัง นางหยิบกล่องใส่ขวดยาออกมาวาง แล้วหยิบขึ้นมาพิจารณาทีละขวด ของเหล่านี้นางเคยเห็นหิรัญใช้อยู่เป็นประจำจึงจดจำได้ทั้งหมด
หญิงสาวหยิบขวดสีชาที่ข้างในบรรจุเม็ดกลมเล็กๆคล้ายไข่มุกออกมาวาง มุมปากของนางเผยอยิ้มขึ้นเล็กน้อย
ยาสลบ !!
ช่างวิเศษแท้มีเจ้าสิ่งนี้การจัดการพวกโจรกระจอกก็ไม่ใช่เรื่องยาก ยาสลบที่ผลิตขึ้นจากสารสังเคราะห์ที่องค์กรวิจัยและพัฒนา อานุภาพของมันไม่ได้เล็กน้อยเท่าขนาด มันสามารถทำให้คนนับร้อยหมดสติได้เพียงแค่เม็ดเดียวเท่านั้น !
"ขอบใจนะหิรัญ ของที่เธอทิ้งไว้ให้ วันนี้อาจารย์กำลังจะได้ใช้มันแล้ว" นางพึมพำอยู่ในลำคอก่อนจะวางขวดยาลงด้วยความระมัดระวัง
ก่อนหน้านี้ยังหนักใจอยู่ไม่น้อยว่าควรจัดการเช่นไรดี การจะสังหารพวกมันทั้งหมดในคราวเดียวความจริงไม่ใช่เรื่องยาก
แต่หากทำเช่นนั้น จะอธิบายกับน้องชายว่าอย่างไร นางยังไม่รู้อะไรบนโลกใบนี้มากนัก มิสู้เก็บงำเอาไว้จะดีกว่า
หานชิงชิงมองหาสิ่งของเพิ่มเติมในเป้ จากนั้นจึงหยิบหลอดยาใส่แผลออกมาบีบลงบนนิ้ว แล้วลูบไล้ไปทั่วบาดแผลบนร่องแก้มซ้าย รับรู้ได้ถึงความเย็นที่แทรกซึมลงบนผิวเนื้อ
นางไม่ค่อยใส่ใจความงามมาแต่ไหนแต่ไร มีแผลแล้วไงดีเสียอีกจะได้ไม่มีใครมาวุ่นวาย ที่ผ่านมาหลังจากบิดาเสียชีวิต นอกจากงานกับหิรัญ นางก็ไม่เคยสนใจสิ่งใดอีก
หานชิงชิงพาน้องชายเดินย้อนกลับไปทางเก่า จนถึงจุดที่มองเห็นขบวนรถม้า นางหยิบขวดยาสลบออกมา แล้วเทลงบนใบไม้แห้งหนึ่งเม็ด จากนั้นก็ดึงชายกระโปรงขึ้นมาฉีกเป็นสองผืน

หญิงสาวเทน้ำจากกระบอกลงไปแล้วยื่นส่งให้น้องชายผืนหนึ่ง
"อีกเดี๋ยวพอพี่จุดไฟ เจ้ารีบเอาผ้าผืนนี้ปิดจมูกไว้" เด็กน้อยพยักหน้ารับผ้าไปถือ
นางล้วงมือเข้าไปในเป้แล้วหยิบอุปกรณ์จุดไฟออกมา ก่อนจะชูมือขึ้นเหนือหัวเพื่อสำรวจทิศทางลม โชคดีตรงที่ยืนอยู่นั้นเป็นเหนือลม
ความมืดเริ่มเข้าครอบคลุม ด้านหน้ารถม้าพวกโจรเริ่มก่อไฟให้แสงสว่าง เสียงพวกมันคนหนึ่งดังแว่วมา
" ทำไมเรายังไม่ไปกันอีกล่ะหัวหน้า ป่านนี้แล้วเด็กนั่นคงไม่โผล่มาหรอก ข้าว่าพวกมันคงหนีกันไปไกลแล้ว "
"ยังไงพวกมันก็ต้องกลับมาหาพ่อแม่ของมัน เราต้องรอเอาของกลับไปให้ได้มิเช่นนั้นคงไม่พ้นถูกนายท่านลงโทษ " คนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าเอ่ยโต้ตอบ
"ไอ้สามคนนั้นก็ไม่รู้ไปตามหาถึงที่ใดมืดค่ำเช่นนี้ยังมิยอมกลับ ข้าว่ามันแปลกๆอยู่นาหัวหน้า "
หานชิงชิงมองออกไปยังเบื้องหน้า แสงจากกองไฟทำให้มองเห็นในความมืดสลัว ร่างที่ไร้วิญญาณได้หายไปจากพื้นที่ตรงนั้นจนหมดแล้ว คนพวกนั้นคงจะลากไปทิ้งในป่า นางค่อยๆกอบเศษไม้ใบหญ้าแห้งบนพื้นมากองรวมกัน วางเม็ดยาสลบลงไปด้านบน
"อี้เอ๋อ รีบปิดจมูก"
หญิงสาวบอกน้องชายแล้วเอาผ้าขึ้นปิดจมูกตัวเอง ก่อนจะใช้มืออีกข้างจุดไฟ เด็กน้อยจ้องมองไฟแช็กด้วยความสนใจ ของสิ่งนี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อน หานชิงชิงชี้มือไปด้านหลังให้น้องชายถอยห่างออกไป
ไฟเริ่มติดพร้อมกับมีควันบางๆล่องลอยตามลมไปยังทิศทางที่พวกโจรอยู่ มันคนหนึ่งเห็นความผิดปกติก็รีบร้องขึ้นมา
"ตรงนั้นมีแสงไฟ มีใครจุดไฟอยู่ทางนั้น?"
พวกมันรีบพากันหยิบดาบวิ่งกรูกันเข้ามาตามทิศทางของแสงไฟ แต่ทว่า…ยังมิทันจะถึงต้นเพลิง คนร้ายเหล่านั้นก็ร่วงลงไปกองกับพื้นทีละคน
อานุภาพของยาสลบ ไม่ได้ทำให้หานชิงชิงผิดหวัง
นางชมดูจนแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดหลงเหลือ จึงได้กอบดินขึ้นมากลบกองไฟ ก่อนจะหันไปเรียกน้องชาย
"มาตรงนี้เถิด ปลอดภัยแล้ว"
หานอี้ยืนมองอย่างเหลือเชื่อ พี่สาวของเขาไปรู้จักการทำเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่เมื่อใด ทำไมเขาไม่เคยรู้มาก่อน
ชายฉกรรจ์สิบกว่าคนหลับใหลไร้สติในชั่วพริบตา ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก..

===={}====>>>>>

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...