สลับฟ้าพลิกชะตา
ข้อมูลเบื้องต้น
สวัสดีค่ะผู้อ่านทุกท่าน
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของเสี่ยวเม่ย ที่เขียนขึ้นมาจากจินตนาการ ไม่ได้พาดพิงหรืออิงประประวัติศาสตร์ชาติใด ตัวละครและเมืองทั้งหมดเป็นชื่อสมมุติไม่ได้มีอยู่จริงนางเอกเป็นอาจารย์ฝึกสอนสายลับเป็นผู้ออกคำสั่งอยู่เบื้องหลัง ไม่แสดงฝีมือต่อหน้าคนอื่นถ้าไม่จำเป็น นางถูกส่งข้ามเวลามายังโลกใหม่ไม่ได้ย้อนอดีต ทรัพย์สินส่วนใหญ่นางปล้นค่ะ มีธุกิจไว้แค่บังหน้า ไม่ได้มีดราม่าเกินไป ความรักกุ๊กกิ๊กพอให้ยิ้มเล็กน้อย
ขอบคุณทุกการติดตาม
' เสี่ยวเม่ย '
เนตรดาว
ตุ่บ …!!
ความรู้สึกเหมือนถูกโยนจากที่สูงทำให้เนตรดาวรู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งศีรษะ ที่แก้มด้านซ้ายเหมือนจะมียางเหนียวๆไหลเยิ้มออกมา หูทั้งสองข้างได้ยินเสียงพูดคุยของผู้ชายที่มีมากกว่าหนึ่งคน เธอไม่ได้ลืมตาขึ้นในทันทียังคงตั้งใจฟังเสียงรอบข้างให้ชัดเจน
" เจ้าสังหารมันแล้วเช่นนี้จะทำอย่างไร ?" ชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นหลังจากเห็นผู้ที่มาด้วยกันบีบคอหญิงสาวจนหมดลมหายใจ แล้วทิ้งร่างของนางลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี
" ข้าก็แค่อยากเชยชมเรือนร่างของนางเล็กน้อย ผู้ใดใช้ให้นางต่อสู้ขัดขืนจนข้าพลั้งมือเล่า นางรนหาที่เองเรื่องนี้จะมาโทษข้ามิได้ " เสียงชายอีกคนหนึ่งพูดออกมาเหมือนเห็นชีวิตผู้อื่นเป็นเพียงสิ่งไร้ค่า
" แล้วทีนี้เป็นอย่างไรสตรีก็มิได้เชยชม สิ่งที่นายท่านต้องการก็ยังหาไม่พบ "
" เจ้าจะกังวลอันใดยังเหลือน้องชายของมันอีกผู้หนึ่งมิใช่หรือ เค้นเอาความจริงจากเด็กนั่นก็ได้แล้ว "
เนตรดาวที่ฟังเสียงพูดคุยอย่างสงบนิ่งค่อยๆหรี่ตาขึ้นมองสำรวจไปรอบๆ ภูมิประเทศแถบนี้ดูแปลกตาเบื้องหน้าเป็นแม่น้ำใหญ่ที่มีภูเขาโอบล้อมเป็นแนวยาวไปจนสุดสายตา สถานที่แห่งนี้เธอไม่เคยพบเห็นมาก่อน
หญิงสาวหันกลับมามองร่างกายของตัวเองก็ต้องแปลกใจ เธอควรจะบาดเจ็บสาหัสแขนข้างหนึ่งขาดหายไปไม่ใช่หรือ ทำไมร่างกายตอนนี้จึงยังครบสมบูรณ์หรือว่าสิ่งที่ได้เห็นจะเป็นเพียงความฝันเท่านั้น
เธอลองขยับแขนขาแล้วหยิกไปที่เนื้อของตัวเอง
" เจ็บ ..!! "
ไม่ใช่ความฝันแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไม่มีเวลาให้เนตรดาวคิดอะไรเพิ่ม เมื่อสายตาของเธอมองเห็นชายฉกรรจ์สามคน กำลังข่มขู่เด็กชายอายุราวสิบเอ็ดสิบสองปี
" ของสิ่งนั้นอยู่ที่ใดรีบบอกพวกข้ามาเดี๋ยวนี้ หากมิอยากลงนรกตามพี่สาวของแกไป " ชายผู้หนึ่งตวาดด้วยเสียงอันดังแล้วจับคอเสื้อของเด็กชายยกขึ้นจนตัวลอยเหนือพื้น
" พวกคนชั่ว..!! แกสังหารท่านพี่ ข้าไม่มีวันบอกพวกแก " เด็กชายดิ้นรนยกเท้าถีบเข้าใส่คนตรงหน้าอย่างไม่กลัวเกรง ชายผู้นั้นจึงเหวี่ยงร่างเขาลงไปบนพื้น มืออีกข้างที่ถือดาบชี้ไปที่หน้าของเด็กชาย
" ดี.. !! ในเมื่อพูดดีๆไม่รู้เรื่องเช่นนั้นก็ไปตายเสีย " มันขยับเข้าไปใกล้เงื้อดาบในมือขึ้นโดยชายอีกสองคนไม่ทันจะห้ามปราม เด็กชายได้แต่ก้มหน้ามองพื้นแล้วหลับตาอย่างยอมรับชะตากรรม
ดาบในมือที่เงื้อง่าแต่ทว่ายังไม่ได้ฟันลงไป เจ้าของดาบก็รู้สึกเสียวแปลบที่ลำคอหันมองมือที่จับดาบซึ่งบัดนี้กลับว่างเปล่า สำนึกสุดท้ายของมันจบลงอย่างไม่เชื่อสายตาเมื่อดาบของมันย้ายไปอยู่ในมือของหญิงสาวที่เพิ่งถูกพวกมันสังหารไปเมื่อครู่
ชายฉกรรจ์อีกสองคนตกตะลึงกับสิ่งที่ได้เห็น สตรีที่ตายไปแล้วกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาเข่นฆ่าสหายของมันไม่ต่างจากภูตผีปีศาจ ทั้งสองคนกำดาบในมือตัวเองแน่นน่าเสียดายที่ความไวของพวกมันไม่มากพอ ยังไม่ทันได้มีโอกาสยกดาบขึ้นมาต่อสู้ก็เจ็บแปลบที่ลำคอจนต้องยกมือขึ้นมากุม
โลหิตสดๆหลั่งไหลจากลำคอราวน้ำพุ ชายฉกรรจ์ทั้งสองตาเบิกโพลนสะอึกออกมาสองสามครั้ง ก่อนที่ร่างของพวกมันจะร่วงลงไปกองกับพื้นโดยที่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกมันกันแน่
เนตรดาวมองสามร่างที่ไร้วิญญาณด้วยความสงบนิ่งไม่ได้มีความรู้สึกใดๆ เธอทิ้งดาบลงบนพื้นแล้วเดินเข้าไปจับไหล่เด็กชายที่ยังไม่ลืมตา
" เจ้าหนู.. เจ้าปลอดภัยแล้ว.. !! "
เด็กน้อยได้ยินเสียงที่คุ้นเคยก็ลืมตาขึ้นเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง สายตาของเขาจับจ้องสตรีที่อยู่ตรงหน้า โดยไม่ได้สนใจว่าตัวเองรอดชีวิตมาได้อย่างไร
" ท่านพี่.. !!"
เนตรดาวไม่ทันตั้งตัวก็ถูกเด็กน้อยตรงหน้าพุ่งเข้ามากอดเอาไว้แน่นแล้วร้องไห้เสียงดัง
" ฮือ.. ! ฮือ.. ! ท่านพี่ยังไม่ตาย.. !! "
หญิงสาวงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเธอเข้าใจว่าเด็กชายผู้นี้อาจจะหวาดกลัวจนขาดสติจึงปล่อยให้เขากอดอยู่ครู่หนึ่งแล้วค่อยๆดันตัวให้ห่างออกมา
" เจ้าหนู.. เจ้าจำคนผิดแล้ว ข้าไม่ใช่พี่สาวของเจ้า "
เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจ ครู่หนึ่งสายตาก็พลันหม่นหมองลง
" ท่านพี่เป็นอันใด ท่านจำข้าไม่ได้หรือขอรับข้าหานอี้เป็นน้องชายของท่าน "
" เจ้าจำผิดคนแล้วจริงๆข้าไม่ใช่ท่านพี่ของเจ้า " เนตรดาวเองก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อย ทำไมเด็กชายผู้นี้จึงได้ทึกทักว่าเธอเป็นพี่สาวไม่ยอมเลิกรา
" ฮือ.. ! ฮือ.. ! ท่านพี่ ท่านคงถูกทำร้ายจนบาดเจ็บมากใช่หรือไม่ถึงจำข้ามิได้เช่นนี้ "
หานอี้โผเข้าไปกอดหญิงสาวอีกครั้งมิหนำซ้ำยังร้องไห้หนักกว่าเดิม เนตรดาวเห็นว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องปกติจึงปล่อยให้เด็กน้อยกอดจนพอใจ เมื่อเขาคลายอ้อมกอดเธอก็รีบเดินไปยังแม่น้ำที่อยู่เบื้องหน้าโดยมีเด็กชายเดินตามมาติดๆ เธอค่อยๆนั่งลงแล้วก้มหน้ามองลงไปในน้ำหวังว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด
" นะ~ นี่มัน !!"
ภาพที่เห็นทำให้เนตรดาวตกตะลึงไปชั่วขณะ เด็กสาวที่สะท้อนเงาอยู่ในน้ำช่างมีใบหน้าไม่ต่างจากเธอเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว
" เกิดอะไรกันแน่ หรือจะเป็นฝีมือของหิรัญ ?"
เนตรดาวเธอคือผู้บริหารระดับสูงวัยยี่สิบเก้า ขององค์กรลับต่อต้านการก่ออาชญากรรมที่มีเครือข่ายไปทั่วทุกมุมโลก
มารดาของเธอป่วยจนเสียชีวิตตั้งแต่เนตรดาวมีอายุได้เพียงห้าปี บิดาของเธอที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธสงครามขององค์กรจึงได้เลี้ยงดูเธอให้เติบโตมาพร้อมกับพี่ชายที่มีอายุมากกว่าถึงสิบห้าปี
เนตรดาวถูกฝึกให้กำหนดลมหายใจตั้งแต่ตอนนั้น ทุกๆวันหลังจากเลิกงานบิดาจะนำภาพอาวุธต่าง ๆ มาให้ดูและสอนให้รู้จักโครงสร้างของมัน
จากการที่ฝึกจิตกำหนดลมหายใจตั้งแต่ยังเด็กทำให้เนตรดาวมีความจำที่ดีเยี่ยม ไม่ว่าสิ่งใดที่เธอสนใจเพียงมองผ่านตาแค่ครั้งเดียวก็สามารถจดจำได้ไม่ผิดพลาด
พี่ชายของเธอเป็นสายลับที่มีฝีมือการต่อสู้อันดับหนึ่งขององค์กร จึงได้ช่วยฝึกฝนให้กับเธอตั้งแต่ยังเด็ก ครอบครัวจึงอบอุ่นถึงแม้จะขาดมารดาไปก็ตาม
บิดาและพี่ชายรักเธอมากไม่อยากให้เธออยู่ไกลสายตา จึงได้ว่าจ้างอาจารย์จากต่างประเทศมาฝึกสอนภาษาให้ที่บ้าน เนตรดาวพูดอ่านเขียนได้ถึงสี่ภาษาอีกทั้งกับข้าวกับปลาก็ทำได้ไม่บกพร่อง
ความสุขของคนที่ทำงานเป็นสายลับย่อมไม่มีความยั่งยืน เมื่อเธออายุได้เพียงสิบสี่ปีทั้งบิดาและพี่ชายเกิดอุบัติเหตุรถระเบิดตกลงไปในเหวลึก ไม่เหลือแม้แต่ร่างที่จะนำมาทำพิธี
ด้วยความสามารถของเนตรดาวจึงทำให้องค์กรนำเธอมาชุบเลี้ยง เพียงอายุสิบห้าก็ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าหน่วยนำทีมออกปฏิบัติภารกิจ
และในครั้งนั้นเธอก็ได้พบกับหิรัญเด็กน้อยวัยหกขวบที่บิดามารดาถูกผู้ก่อการร้ายสังหาร เธอเก็บเขามาจากกองซากศพนำมาเลี้ยงดูไม่ต่างจากคนในครอบครัว
เด็กน้อยในวันนั้นไม่ได้ชอบการต่อสู้แต่เขากลับชื่นชอบวิชาแพทย์ จนเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยาก ทางองค์กรจึงสนับสนุนทุนวิจัยให้กับเด็กหนุ่ม
จากการปฏิบัติงานที่ไม่เคยผิดพลาด ส่งผลให้เนตรดาวได้ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงและอาจารย์ผู้ฝึกฝนสายลับตั้งแต่อายุยี่สิบห้า ท่ามกลางความริษยาของผู้ที่ทำงานมานานแต่ไม่ได้รับตำแหน่ง
" สายของเรารู้แหล่งกบดานของหัวหน้ากลุ่มอาชญากรที่สังหารคุณพ่อและพี่ชายของเนตรแล้วนะ ครั้งนี้ผอ.อยากให้เนตรนำทีมออกปฏิบิติงานด้วยตัวเอง " ปวิตารุ่นพี่วัยสามสิบห้าเดินเข้ามาพูดคุยกับเนตรดาวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
" เนตรไม่ได้ลงพื้นที่มาหลายปีแล้วนะ พี่วิฟังไม่ผิดใช่ไหมว่าผอ.สั่งให้เนตรไปจริงๆ "
" พี่ฟังไม่ผิดหรอกจ้ะ งานนี้มีความอันตรายอย่างมาก ผอ.ไม่ไว้ใจคนอื่นจึงย้ำกับพี่ว่าต้องเป็นเนตรเท่านั้น "
เนตรดาวพยักหน้ารับรู้ในขณะที่ปวิตารุ่นพี่ที่แสนดีกับเธอมาตลอดลอบยิ้มเยาะอยู่ในใจ หากไม่ใช่เพราะปวิตาไปแสดงความหวังดีเสนอชื่อเนตรดาว โดยอ้างว่าหญิงสาวอยากทำงานนี้เพื่อปิดบัญชีให้ครอบครัว ท่าน ผอ.คงไม่ยอมให้อาจารย์ผู้ผลิตสายลับอันดับหนึ่งต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเอง
เนตรดาวไม่เคยคาดคิดว่าภารกิจครั้งนี้จะกลายเป็นภารกิจครั้งสุดท้าย ปวิตาทรยศองค์กรด้วยการนำผู้ก่อการร้ายมาโอบล้อม ลั่นกระสุนสังหารเพื่อนร่วมงานจนหมดสิ้น
ในขณะที่เนตรดาวกำลังตกตะลึงสตรีผู้หนึ่งก็เดินออกมาพร้อมกับหัวหน้าผู้ก่อการร้าย
" พี่วิ.. !! พี่ทรยศองค์กรอย่างนั้นหรือ ? "
" ถ้าไม่ใช่เพราะเธอแย่งตำแหน่งที่ควรจะเป็นของฉัน เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น " ปวิตาแสยะยิ้มมองหน้ารุ่นน้องที่ข้ามหน้าข้ามตาด้วยอาการเย้ยหยันไม่เหลือเค้าพี่สาวแสนดีที่เธอเคยเสแสร้ง
" พี่วิโกรธเนตรทำไมต้องไปลงกับคนอื่น เด็กพวกนี้ก็เคยทำงานร่วมกับพี่ พี่ตัดใจฆ่าพวกเขาได้ยังไง " น้ำเสียงของเนตรดาวเย็นชาสายตาส่อแววคับแค้นชิงชัง
" ทำงานร่วมกับฉันเช่นนั้นหรือ ? พวกมันเชื่อฟังแค่เธอที่เป็นอาจารย์ไม่เคยเห็นหัวฉัน สมควรที่พวกมันต้องตายแบบนี้ เธอเองก็ควรตายตามพวกมันไปได้แล้ว " ปวิตาตวาดเสียงดังเหมือนคนคุ้มคลั่ง
" จับเป็น .. !! ผมต้องการใช้มันต่อรองกับหัวหน้าองค์กรของคุณ " หลังจากที่ฟังทั้งสองสาวโต้ตอบกันอยู่ครู่หนึ่ง ชายวัยใกล้ห้าสิบหัวหน้าผู้ก่อการร้ายก็พูดขึ้น เนตรดาวหัวเราะออกมาเบาๆมองคนทั้งคู่อย่างเฉยชา
" คิดว่ามีปัญญาจับฉันได้อย่างงั้นหรือ ประเมินความสามารถของตัวเองสูงไปหรือเปล่า ?"
" ระเบิดที่พวกแกวางไว้ถูกเก็บกู้ไปหมดแล้ว แกยังคิดว่าจะรอดออกไปจากที่ได้อีกหรือ เนตรดาว.. แกมันช่างหลงตัวเองเสียจริง "
เสียงสนทนาของคนทั้งหมดทำให้หิรัญที่ได้รับคำสั่งให้ซุ่มรออยู่ไม่ไกลนักได้ยินผ่านเครื่องมือสื่อสารที่ติดอยู่บนร่างกายของเนตรดาว
ชายหนุ่มส่งสัญญาณฉุกเฉินให้กลุ่มปฏิบัติการชุดสุดท้ายที่ซุ่มรออยู่ด้วยกัน ก่อนจะออกวิ่งนำไปยังแหล่งที่มาของเสียงพร้อมๆกับตะโกนใส่เครื่องมือสื่อสาร
" อาจารย์รอผมก่อน.. !! "
เนตรดาวส่งยิ้มเยือกเย็นให้ปวิตาพร้อมกับคำพูดที่คนฟังรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง
" ปวิตา .. ยังมีอีกหลายเรื่องที่แกไม่รู้ เคยได้ยินชื่อไมโครบอมส์หรือไม่ ฉันพัฒนาจนเหนือกว่าระเบิดทั่วไปอีกหลายเท่า ที่สำคัญไม่สามารถค้นหาด้วยเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด "
" แก.. !! แกมันสารเลว ? " น้ำเสียงของปวิตาดูลนลานหวาดหวั่น เนตรดาวหรี่ตามองพวกมันอย่างเย็นชา เธอชูมือที่สวมแหวนแล้วกดลงไปบนพลอยประดับ ในเมื่อไร้ทางรอดอย่างงั้นก็ตายพร้อมกันเสียที่นี่
" อย่า.. !! " ปวิตาหวีดร้องเสียงลั่นในขณะที่ฝ่ายผู้ก่อการร้ายต่างพุ่งตัวลงแนบพื้นเพื่อหวังเอาชีวิตรอด
" บรึ้ม..ส์ !! "
เสียงระเบิดดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณ เศษอิฐหินแตกกระจายผสมกับชิ้นส่วนมนุษย์ปลิวกระเด็นขึ้นไปบนอากาศ
===={}===>>>
โลกใบใหม่
สิ้นเสียงระเบิดลูกสุดท้าย ร่างของ เนตรดาวค่อยๆทรุดลงไปกองบนพื้นพร้อมกับความรู้สึกชาไปทั่วร่างลมหายใจรวยรินแผ่วเบา
ระเบิดที่เธอสร้างขึ้นและใช้มันทำลายล้างผู้ก่อการร้าย บัดนี้กำลังจะพรากชีวิตของตัวเองให้จบสิ้นตามไปด้วย
ก่อนสติจะดับลง เนตรดาวได้ยินเสียงของความวุ่นวายโกลาหลและเสียงเรียกที่คุ้นเคย
"อาจารย์ อาจารย์ครับอย่าเพิ่งหลับผมมาแล้ว ผมอยู่ตรงนี้ !!" นั่นเป็นเสียงของหิรัญลูกศิษย์ที่เธอรัก เนตรดาวจำได้ดี
"หิรัญ" เธอครางออกมาอย่างแผ่วเบาแทบไม่มีเสียงลอดออกมาจากริมฝีปากที่ไร้เรี่ยวแรง
แพทย์หนุ่มอัจฉริยะมองอาจารย์ผู้ที่เก็บเขามาดูแล และให้ความรักประดุจคนในครอบครัวด้วยสายตาที่หม่นหมอง ร่างกายของเธอเต็มไปด้วยบาดแผลจากแรงระเบิด แขนข้างขวาฉีกขาดจนถึงหัวไหล่ น้ำตาของแพทย์หนุ่มพลันเอ่อซึม
"อาจารย์ครับ ผมจะรักษาอาจารย์ให้ได้ อาจารย์จะต้องมีชีวิตอยู่ต่อ อดทนอีกนิดนะครับ" เนตรดาวพยักหน้าน้อยๆด้วยแรงทั้งหมดที่มี ส่งสายตาให้หิรัญด้วยความรู้สึกที่เลือนราง
แพทย์หนุ่มวางเป้บนหลังที่สะพายติดตัวตลอดเวลาเมื่อออกปฏิบัติภารกิจ แล้วหยิบขวดยาบางอย่างออกมา
ยาน้ำใสๆถูกฉีดเข้าไปในร่างกายของเนตรดาว ความรู้สึกเย็นวาบค่อยๆไล่ขึ้นมาตามแขนพร้อมกับเสียงของหิรัญที่เหมือนแว่วผ่านมาจากที่ไกลแสนไกล
"อาจารย์หลับพักผ่อนเถอะนะครับเมื่อตื่นขึ้นมาทุกอย่างต้องดีขึ้น" สิ้นเสียงของหิรัญพลันความรู้สึกทั้งหมดก็ดับลง
เนตรดาวไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากนั้น และเธอหลับไปนานแค่ไหน รู้สึกตัวอีกครั้งคล้ายกับความฝัน เธอได้เห็นเด็กผู้หญิงอายุราวสิบห้าปีใบหน้างดงามทว่าแววตาโศกเศร้า ปรากฏกายอยู่ตรงหน้าอีกทั้งยังเอ่ยปากน้ำเสียงสั่นเครือ
"ช่วยด้วย ช่วยน้องชายของข้าด้วย! "
เรามาอยู่ในร่างนี้ได้อย่างไร ? หลายร้อยคำถามผุดขึ้นมาในสมองของเนตรดาว ความทรงจำของร่างเดิมไม่มีหลงเหลือเลยสักนิด
หรือว่านี่จะเป็นผลงานของหิรัญแพทย์หนุ่มอัจฉริยะลูกศิษย์ในอุปการะของเธอ หญิงสาววักน้ำขึ้นมาชำระใบหน้า ที่แก้มด้านซ้ายมีรอยเหมือนถูกกรีดจากของมีคมจึงรู้สึกแสบเล็กน้อย คราบเลือดที่เกือบจะแห้งเมื่อถูกน้ำก็ละลายออกมาเป็นสีแดงฉานอยู่บนฝ่ามือ
เด็กชายยืนมองกิริยาของพี่สาวที่ผิดแปลกไปจากเดิมอยู่เงียบๆ จนเนตรดาวตั้งสติได้จึงหันกลับไปมอง
" เจ้าบอกว่าข้าคือพี่สาวของเจ้าเช่นนั้นหรือ ?"
" ท่านพี่จำข้ามิได้หรือขอรับ ?" เด็กชายไม่ตอบแต่กลับย้อนถาม เนตรดาวพยักหน้าแล้วกล่าวด้วยท่าทางสงบนิ่ง
" ข้าจำอันใดมิได้ หรือบางทีข้าอาจมิใช่พี่สาวของเจ้า !"
" ไม่จริงขอรับ !! ท่านคือท่านพี่ของข้า ท่านเพียงถูกคนชั่วทำร้ายจนจำสิ่งใดมิได้เท่านั้น " เด็กชายหันไปมองกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ทำร้ายพวกเขาอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้แล้วก็ต้องตกตะลึงตัวแข็งค้าง
ร่างทั้งสามนอนกองอยู่บนพื้นด้วยสภาพที่น่าสยดสยอง บริเวณลำคอชุ่มโชกไปด้วยเลือดไม่ต่างกัน
" ทะ ~ ท่านพี่ ท่านเป็นผู้สังหารพวกมันหรือขอรับ ? "
" เจ้าจะไม่บอกผู้อื่นใช่หรือไม่ ?" เนตรดาวหันมาสบตาเท่ากับเป็นการยอมรับกลายๆว่าเธอเป็นผู้ลงมือสังหาร เด็กชายจ้องมองอย่างเหลือเชื่ออยู่ครู่หนึ่งจึงได้พูดออกมา
" ข้าจะไม่บอกผู้ใด ท่านพี่วางใจได้ขอรับ ? "
เนตรดาวมองเด็กชายที่มีท่าทีเฉลียวฉลาดเกินอายุอย่างพิจารณา ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นบ้างเด็กน้อยผู้นี้จึงได้ถูกล่าสังหาร และสถานที่นี้มันคือที่ใดกัน
ถึงแม้ว่าเธอจะพูดอ่านเขียนได้หลายภาษาแต่ภาษาของที่นี่กลับแตกต่างจากที่ร่ำเรียนมาเล็กน้อย
" เจ้า.. เรียกว่าอะไร ? "
" ข้าชื่อหานอี้ .. ส่วนท่านชื่อหานชิงชิง พวกเราเป็นคนสกุลหาน และข้าก็เป็นน้องชายของท่าน "
" อืม..หานชิงชิงงั้นหรือ ?" เธอพึมพำอยู่ในลำคอแล้วจึงหันไปถามเด็กชายอีกครั้ง
" เกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา แล้วคนพวกนั้นเป็นใครเหตุใดจึงต้องไล่สังหารพวกเราเช่นนี้ ?"
หานอี้มองหน้าพี่สาวด้วยความสะเทือนใจ นางคงถูกทำร้ายอย่างสาหัสจึงสูญเสียความจำไปจนหมดสิ้น
" ท่านพ่อของพวกเราเป็นนายอำเภอ กำลังจะเดินทางไปรับตำแหน่งที่อำเภอต้าเจียงที่อยู่ติดชายแดน แต่พอมาถึงที่นี่ก็ถูกพวกโจรซุ่มโจมตีขอรับ "
" แล้วตอนนี้ท่านพ่ออยู่ที่ใด ?"
หญิงสาวพอจะเข้าใจสถานการณ์จึงไม่ได้ถามต่อให้มากความ ที่สำคัญตอนนี้ต้องรีบไปช่วยคนเสียก่อน
" ข้าจะพาท่านพี่ไปขอรับ "
หานอี้จูงมือพี่สาวกึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงไปตามเส้นทางที่ขบวนรถม้าของบิดาถูกซุ่มโจมตี
ใช้เวลาไม่นานนักทั้งสองก็มาหยุดอยู่ไม่ไกลจากขบวนรถม้า เนตรดาวหันมาจุ๊ปากบอกเด็กชายให้เงียบเสียง แล้วมองผ่านแนวไม้ไปยังเบื้องหน้า
รถม้าสี่คันจอดอย่างสงบแต่ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้เธอแทบจะทนดูไม่ได้ ผู้ที่ลงมือช่างโหดเหี้ยมอำมหิต
ร่างที่ไร้วิญญาณเต็มไปด้วยคราบเลือดนอนก่ายเกยเรียงกันหลายสิบคนบนพื้นหญ้า เด็กชายที่เห็นเช่นนั้นพลันน้ำตาไหลอาบแก้มทำท่าจะวิ่งเข้าไปยังกองซากศพ
เนตรดาวได้แต่ดึงแขนเด็กชายเอาไว้แล้วใช้มือปิดปากไม่ให้เขาส่งเสียงออกมา เพราะเบื้องหน้ายังมีชายฉกรรจ์จำนวนไม่น้อยที่อยู่เฝ้ากองซากศพเหล่านั้น กลิ่นคาวเลือดยังลอยคละคลุ้งมาในอากาศ
หญิงสาวพาน้องชายเดินออกมาห่างจากบริเวณนั้นแล้วดึงร่างเล็กๆเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน หานอี้ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนนางรู้สึกเวทนายิ่งนัก
" ฮือ..ฮือ..!! ท่านพ่อท่านแม่ถูกฆ่าตายแล้ว ข้าจะไปฆ่าพวกมันแก้แค้นให้ท่านพ่อท่านแม่ "
น้องชายตัวน้อยกล่าวอาฆาตทั้งน้ำตา หญิงสาวลูบหัวน้องชายที่ยังคงร้องไห้อยู่ในอ้อมแขน
" เจ้าใจเย็นๆก่อนรอให้ฟ้ามืดอีกสักหน่อยพี่จะพาเจ้าไปแก้แค้นพวกมันเอง "
นางให้คำมั่นแล้วจูงมือเด็กชายเดินหลบออกมาจนไกลจากที่ตรงนั้น พลันกลับมีสายลมพัดกรรโชกมาอย่างแรง ต้นไม้ใหญ่ในบริเวณนั้นต่างโอนไหวไปตามแรงลม ประกายแสงบางอย่างสะท้อนเข้าดวงตา
หญิงสาวแหงนหน้ามองไปตามทิศทางของแสงนั้น สายตาของเธอหยุดอยู่ที่ตู้สี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ที่แขวนค้างกลางง่ามไม้บนหน้าผา เธอหรี่ตามองก็พบว่ารู้สึกคุ้นตากับตู้ใบนั้น
" หานอี้ เจ้ารอข้าอยู่ตรงนี้ก่อนข้าจะปีนขึ้นไปที่นั่น เจ้าหลบหลังต้นไม้ซ่อนตัวให้ดีจนกว่าข้าจะกลับมา"
"ข้างบนนั้นมันคืออะไรหรือขอรับ"
"ข้าเองก็ยังไม่แน่ใจ เอาเป็นว่าเจ้าทำตามที่ข้าบอก ข้าจะรีบไปรีบกลับ "
. ."เช่นนั้นก็ได้ขอรับ" หานอี้พยักหน้ารับคำ
เนตรดาวปีนขึ้นมาถึงบนหน้าผา เบื้องหน้านั้นคือกล่องสี่เหลี่ยมสีเงินขนาดเท่ากับตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่
"ห้องทดลองเคลื่อนที่ขององค์กรมันมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร! "
เธอรีบก้าวเข้าไปจนใกล้จนถึงหน้าประตูในใจยังไม่อยากจะเชื่อ
ที่หน้าประตูมีปุ่มตัวเลขศูนย์ถึงเก้า บ่งบอกให้รู้ว่าการจะเข้าไปด้านในจำเป็นต้องใช้รหัส หญิงสาวใช้ความคิดชั่วครู่จึงลองกดรหัสลับขององค์กรแต่ประตูบานนั้นยังคงสงบนิ่ง
"ไม่ใช่รหัสขององค์กรแล้วมันจะเป็นอะไรไปได้" เธอพยายามคิดใหม่อีกครั้งหากเป็นหิรัญเขาควรจะใช้อะไรมาตั้งเป็นรหัส .
" ลองใส่วันเกิดตัวเองดูแล้วกัน "
ยังไม่ใช่.. !! บานประตูยังคงนิ่งสนิท หญิงสาวเหม่อมองอยู่ครู่หนึ่ง หากครั้งนี้เธอใส่รหัสผิดท้องทดลองห้องนี้จะถูกปิดตายไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปได้อีก
เธอคิดถึงตอนที่ช่วยหิรัญออกมาจากกองซากศพแล้วตัดสินใจวัดดวง ' ใส่วันเดือนปีวันนั้นก็แล้วกัน
" ครืด.. !!
บนหน้าจอปรากฏไฟสีเขียวกะพริบขึ้นมาสองครั้ง พร้อมๆกับบานประตูค่อยๆเปิดออก เธอค่อยๆก้าวเข้าไปด้วยความระมัดระวังสายตากวาดมองไปจนทั่ว
กล่องวัตถุโปร่งแสงขนาดเท่าโลงศพ ตั้งอยู่บนแท่นโลหะสีเงิน ภายในมีร่างมนุษย์บรรจุอยู่ เธอขยับเข้าไปใกล้ๆเพ่งสายตาไปยังร่างที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง
"ร่างนี่ ! นี่มันตัวเราไม่ใช่หรือ ?"
====={}==>>>>>>>
ห้องทดลอง
เนตรดาวมองร่างของตัวเองที่ถูกที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งที่กำลังละลาย ทั่วใบหน้าและร่างกายมีสายระโยงระยาง เชื่อมต่อไปยังจอดิจิทัลขนาดเล็ก เธอก้มไปมองที่หน้าจอดิจิทัลขนาดเท่าฝ่ามือ ที่ติดตั้งอยู่บนกระจกใส
"ไม่มีสัญญาณชีพ เหมือนจะหยุดหายใจไปแล้ว !! "
หญิงสาวกวาดสายตาเพื่อมองหาที่เปิดกล่อง ก็พบว่าบนฐานของแท่นสีเงินมีแผงปุ่มตัวเลข เธอจึงลองกดรหัสเดิมอีกครั้ง
ครืด… !!
ฝากล่องไม่ขยับ มีเพียงลิ้นชักที่อยู่ข้างฐานกำลังเลื่อนออกมา เนตรดาวก้มหน้าลงไปมอง ภายในลิ้นชักบรรจุกระเป๋าเดินทางสีเงินขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นของที่เธอเคยใช้เก็บอุปกรณ์สำคัญยามออกปฏิบัติหน้าที่ในโลกใบเก่า
ข้างๆกันนั้นยังมีเป้ของหิรัญเป้ที่เขาเองก็ใช้สะพายหลังทุกครั้งเมื่อติดตามเธอออกปฏิบัติภารกิจ เป้ที่สร้างขึ้นด้วยวัสดุพิเศษขององค์กรทั้งกันน้ำทนไฟและกันกระสุน
เธอยกเป้ออกมาเปิดดู ภายในมีกระดาษปึกหนึ่งและกล่องสี่เหลี่ยมสีเงินอีกกล่องหนึ่ง ด้านในบรรจุอุปกรณ์การแพทย์ทั้งเข็มฉีดยา อุปกรณ์ทำแผล และขวดยาอีกหลายขวด หญิงสาวเพียงมองผ่านๆแล้วเก็บกลับไปที่เดิมก่อนจะยกเป้ขึ้นมาสะพายหลัง
จากนั้นก็ดึงกระเป๋าเดินทางออกมา กดรหัสวันเกิดของตัวเอง ด้านในมีทองคำแท่งยี่สิบแท่ง อุปกรณ์เดินป่ายามที่เธอออกปฏิบัติหน้าที่ทั้งปืนพกขนาดเล็ก อุปกรณ์จุดไฟ กล้องส่องทางไกล ไฟฉาย นกหวีดและอุปกรณ์ยังชีพครบครัน
นอกจากนี้ยังมีวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการทำวัตถุระเบิด รวมถึงไมโครบอมส์ ระเบิดตัวสุดท้ายที่เธอกับหิรัญช่วยกันคิดค้น ทุกอย่างถูกเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ หญิงสาวยิ้มออกมาด้วยความพอใจก่อนจะปิดกระเป๋า แล้วดันลิ้นชักกลับเข้าไปที่เดิม
เนตรดาวมองร่างกายที่ไร้สัญญาณชีพของตัวเองผ่านกล่องโลหะโปร่งแสง ถึงแม้ว่าเธอจะรู้สึกอาลัยอาวรณ์ร่างเดิมอยู่มากแต่ก็ไม่อาจแก้ไขอะไรได้ เธอไม่ใช่หมอไม่เคยศึกษาเรื่องเหล่านี้
"แล้วค่อยกลับมาดูอีกทีละกัน"
เธอบอกตัวเองแล้วยกเป้ขึ้นสะพายหลังพร้อมกับลากกระเป๋าเดินทางก้าวออกมาจากห้องทดลองเคลื่อนที่ ก่อนจะหันไปปิดประตูห้องทดลองนั้นเอาไว้เหมือนเดิม
หญิงสาวหาเถาวัลย์มาผูกกระเป๋าแล้วหย่อนลงมาก่อน จากนั้นจึงรีบปีนลงจากหน้าผาด้วยความเป็นห่วงเด็กน้อย น้องชายในโลกใบใหม่
ยังไม่ทันที่เท้าของเธอจะเหยียบถึงพื้นดินด้านล่างสายลมแรงก็พัดกรรโชกมาอีกครั้ง
ครืน…!! ตูม .. !!
เสียงต้นไม้บนหน้าผาหักโค่น พาให้ตู้ทดลองลอยละลิ่วลงสู่แม่น้ำ เนตรดาวรู้สึกอึดอัด แน่นหน้าอกเหมือนจะขาดอากาศหายใจ ความรู้สึกตกใจระคนสับสนแล่นเข้ามาในสมอง
เธอค่อยๆรวบรวมสติกำหนดลมหายใจให้จิตสงบ สายตาเหม่อมองไปยังตู้ทดลองที่กำลังจมลงในแม่น้ำจนลับหายไปจากสายตา หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดสลัดความคิดฟุ้งซ่านรีบไต่ลงจากหน้าผาเดินกลับไปหาน้องชาย
" หานอี้ ! ข้ากลับมาแล้ว"
เมื่อได้ยินเสียงของพี่สาว หานอี้จึงเดินออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่
"ท่านพี่กลับมาแล้วหรือขอรับ ?"
"อืม .."
"แล้วนั่น.. คือสิ่งใดหรือขอรับ ? " เขาชี้มือไปที่กระเป๋าเดินทาง
" ข้าเก็บได้ ยังไม่รู้ว่าคืออะไร "
หญิงสาวยังไม่มีเวลาอธิบายตอนนี้ ดีไม่ดีเด็กชายตรงหน้าจะคิดว่าเธอเสียสติ ถึงแม้จะสงสัย หานอี้ก็ไม่กล้าซักถามสิ่งใดเพิ่ม
เนตรดาวยื่นกระบอกไม้ไผ่บรรจุพุทราป่าที่แวะเก็บมาจากข้างทางให้กับหานอี้
"พุทราป่าเจ้ารีบกินแก้หิวไปก่อน ไว้แก้แค้นให้ท่านพ่อท่านแม่ได้แล้ว ค่อยหาของดีๆกินกัน" เด็กชายพยักหน้าเอื้อมมือไปรับไว้ ในนั้นมีพุทราป่าอยู่เกือบเต็ม
"ท่านพี่กินด้วยกันสิขอรับ" เขาหยิบพุทราลูกหนึ่งส่งให้
" ข้ายังไม่หิว เจ้ากินเถิด " เด็กชายจึงชักมือกลับไป ส่งพุทราเข้าปากแล้วกัดกินบรรเทาความหิว
"เอ้า นี่น้ำ "
นางยื่นกระบอกอีกอันส่งให้เมื่อเห็นว่าน้องชายหยุดกินแล้ว เขารับไปดื่มก่อนจะเอามือลูบท้องตัวเองเบาๆ
"อิ่มแล้วหรือ ?"
"อิ่มแล้วขอรับ " หานอี้ตอบพลางยื่นกระบอกน้ำส่งคืนมาให้ สายตาของเด็กชายฉายแววหม่นหมองจนเธอรู้สึกสงสาร
" เจ้า.. !! ยังต้องการให้ข้าเป็นพี่สาวอยู่อีกหรือไม่ ?" เธอถามพร้อมกับยื่นมือไปลูบศีรษะหานอี้อย่างอ่อนโยน
" ท่านพี่คือพี่สาวของข้า ถึงท่านจะจำข้ามิได้ท่านก็ยังเป็นท่านพี่ของข้า " หานอี้กล่าวแล้วโผเข้ากอดเนตรดาวด้วยความสะเทือนใจ หญิงสาวได้แต่ตบเบาๆไปบนแผ่นหลังเพื่อปลอบโยน
" เอาเถิด.. ถึงแม้ว่าข้าจะจำอะไรมิได้ แต่ต่อไปนี้ข้าจะเป็นพี่สาวที่คอยปกป้องเจ้า "
เธอเอ่ยออกมาเหมือนจะให้สัญญากับตัวเอง ในเมื่ออาศัยร่างกายของผู้อื่นก็ควรตอบแทนเจ้าของร่างบ้างมิใช่หรือ ต่อไปข้าจะใช้ชีวิตที่ดินแดนแห่งนี้ในนามของเจ้า ' หานชิงชิง
ท้องฟ้าใกล้จะมืดแล้ว
หานชิงชิงปลดเป้ลงจากหลัง นางหยิบกล่องใส่ขวดยาออกมาวาง แล้วหยิบขึ้นมาพิจารณาทีละขวด ของเหล่านี้นางเคยเห็นหิรัญใช้อยู่เป็นประจำจึงจดจำได้ทั้งหมด
หญิงสาวหยิบขวดสีชาที่ข้างในบรรจุเม็ดกลมเล็กๆคล้ายไข่มุกออกมาวาง มุมปากของนางเผยอยิ้มขึ้นเล็กน้อย
ยาสลบ !!
ช่างวิเศษแท้มีเจ้าสิ่งนี้การจัดการพวกโจรกระจอกก็ไม่ใช่เรื่องยาก ยาสลบที่ผลิตขึ้นจากสารสังเคราะห์ที่องค์กรวิจัยและพัฒนา อานุภาพของมันไม่ได้เล็กน้อยเท่าขนาด มันสามารถทำให้คนนับร้อยหมดสติได้เพียงแค่เม็ดเดียวเท่านั้น !
"ขอบใจนะหิรัญ ของที่เธอทิ้งไว้ให้ วันนี้อาจารย์กำลังจะได้ใช้มันแล้ว" นางพึมพำอยู่ในลำคอก่อนจะวางขวดยาลงด้วยความระมัดระวัง
ก่อนหน้านี้ยังหนักใจอยู่ไม่น้อยว่าควรจัดการเช่นไรดี การจะสังหารพวกมันทั้งหมดในคราวเดียวความจริงไม่ใช่เรื่องยาก
แต่หากทำเช่นนั้น จะอธิบายกับน้องชายว่าอย่างไร นางยังไม่รู้อะไรบนโลกใบนี้มากนัก มิสู้เก็บงำเอาไว้จะดีกว่า
หานชิงชิงมองหาสิ่งของเพิ่มเติมในเป้ จากนั้นจึงหยิบหลอดยาใส่แผลออกมาบีบลงบนนิ้ว แล้วลูบไล้ไปทั่วบาดแผลบนร่องแก้มซ้าย รับรู้ได้ถึงความเย็นที่แทรกซึมลงบนผิวเนื้อ
นางไม่ค่อยใส่ใจความงามมาแต่ไหนแต่ไร มีแผลแล้วไงดีเสียอีกจะได้ไม่มีใครมาวุ่นวาย ที่ผ่านมาหลังจากบิดาเสียชีวิต นอกจากงานกับหิรัญ นางก็ไม่เคยสนใจสิ่งใดอีก
หานชิงชิงพาน้องชายเดินย้อนกลับไปทางเก่า จนถึงจุดที่มองเห็นขบวนรถม้า นางหยิบขวดยาสลบออกมา แล้วเทลงบนใบไม้แห้งหนึ่งเม็ด จากนั้นก็ดึงชายกระโปรงขึ้นมาฉีกเป็นสองผืน
หญิงสาวเทน้ำจากกระบอกลงไปแล้วยื่นส่งให้น้องชายผืนหนึ่ง
"อีกเดี๋ยวพอพี่จุดไฟ เจ้ารีบเอาผ้าผืนนี้ปิดจมูกไว้" เด็กน้อยพยักหน้ารับผ้าไปถือ
นางล้วงมือเข้าไปในเป้แล้วหยิบอุปกรณ์จุดไฟออกมา ก่อนจะชูมือขึ้นเหนือหัวเพื่อสำรวจทิศทางลม โชคดีตรงที่ยืนอยู่นั้นเป็นเหนือลม
ความมืดเริ่มเข้าครอบคลุม ด้านหน้ารถม้าพวกโจรเริ่มก่อไฟให้แสงสว่าง เสียงพวกมันคนหนึ่งดังแว่วมา
" ทำไมเรายังไม่ไปกันอีกล่ะหัวหน้า ป่านนี้แล้วเด็กนั่นคงไม่โผล่มาหรอก ข้าว่าพวกมันคงหนีกันไปไกลแล้ว "
"ยังไงพวกมันก็ต้องกลับมาหาพ่อแม่ของมัน เราต้องรอเอาของกลับไปให้ได้มิเช่นนั้นคงไม่พ้นถูกนายท่านลงโทษ " คนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าเอ่ยโต้ตอบ
"ไอ้สามคนนั้นก็ไม่รู้ไปตามหาถึงที่ใดมืดค่ำเช่นนี้ยังมิยอมกลับ ข้าว่ามันแปลกๆอยู่นาหัวหน้า "
หานชิงชิงมองออกไปยังเบื้องหน้า แสงจากกองไฟทำให้มองเห็นในความมืดสลัว ร่างที่ไร้วิญญาณได้หายไปจากพื้นที่ตรงนั้นจนหมดแล้ว คนพวกนั้นคงจะลากไปทิ้งในป่า นางค่อยๆกอบเศษไม้ใบหญ้าแห้งบนพื้นมากองรวมกัน วางเม็ดยาสลบลงไปด้านบน
"อี้เอ๋อ รีบปิดจมูก"
หญิงสาวบอกน้องชายแล้วเอาผ้าขึ้นปิดจมูกตัวเอง ก่อนจะใช้มืออีกข้างจุดไฟ เด็กน้อยจ้องมองไฟแช็กด้วยความสนใจ ของสิ่งนี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อน หานชิงชิงชี้มือไปด้านหลังให้น้องชายถอยห่างออกไป
ไฟเริ่มติดพร้อมกับมีควันบางๆล่องลอยตามลมไปยังทิศทางที่พวกโจรอยู่ มันคนหนึ่งเห็นความผิดปกติก็รีบร้องขึ้นมา
"ตรงนั้นมีแสงไฟ มีใครจุดไฟอยู่ทางนั้น?"
พวกมันรีบพากันหยิบดาบวิ่งกรูกันเข้ามาตามทิศทางของแสงไฟ แต่ทว่า…ยังมิทันจะถึงต้นเพลิง คนร้ายเหล่านั้นก็ร่วงลงไปกองกับพื้นทีละคน
อานุภาพของยาสลบ ไม่ได้ทำให้หานชิงชิงผิดหวัง
นางชมดูจนแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดหลงเหลือ จึงได้กอบดินขึ้นมากลบกองไฟ ก่อนจะหันไปเรียกน้องชาย
"มาตรงนี้เถิด ปลอดภัยแล้ว"
หานอี้ยืนมองอย่างเหลือเชื่อ พี่สาวของเขาไปรู้จักการทำเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่เมื่อใด ทำไมเขาไม่เคยรู้มาก่อน
ชายฉกรรจ์สิบกว่าคนหลับใหลไร้สติในชั่วพริบตา ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก..
===={}====>>>>>