เกิดใหม่อีกครั้งก็ยังจะเป็นไอดอล
นิยาย Dek-D
อัพเดต 25 พ.ค. 2567 เวลา 17.37 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2567 เวลา 17.37 น. • Black rose in the forestข้อมูลเบื้องต้น
ฝากน้องคนใหม่ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ
บทนำ
บทนำ
“ช่วยด้วยครับ! ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย…” ชายหนุ่มรูปร่างงดงามพาร่างกายที่มีบาดแผลฉกรรจ์บริเวณหนีตายร้องตะโกนขอความช่วยเหลือแม้ความเจ็บปวดจะทำให้เสียงที่ออกไปไม่ดังนัก
มือเรียวพยายามกดแผลเอาไว้ไม่ให้เลือดไหลออกจากตัวมากไปกว่านี้ ลานจอดรถที่ร้างผู้คนในเวลาตีสองไม่มีใครมาช่วยเขาได้เลย
“มึงคิดว่าจะมีคนมาช่วยมึงได้เหรอ” เสียงผู้หญิงภายใต้หมวกปกคลุมทั้งใบหน้าเอ่ยอย่างเย้ยหยัน
“ผมขอร้อง ปล่อยผมไปเถอะนะครับ” สุดท้ายความเจ็บปวดทำให้ร่างสูงโปร่งทรุดตัวลงกับพื้นไม่สามารถเดินต่อไปได้อีก ตามทางที่เขาเดินมามีรอยเลือดเป็นทาง
“จะให้กูปล่อยมึงไปได้ไง มึงมันตัวกาลกิณี เด็กดันแบบมึงตาย ๆ ไปที่รักของกูจะได้ฉายแสงอย่างที่ควรจะเป็น มึงเต้นก็ห่วย ร้องก็แย่ เสนอหน้ามาเดบิวต์กับวงซาเนียทำไมสมาชิกสี่คนสู้กันมาแทบตายเพื่อจะได้เดบิวต์แต่มึงยัดเงินเพื่อเข้าวงแบบหน้าด้าน ๆ แถมแย่งงานคนอื่น ตายไปเหอะมึงวงจะได้เจริญขึ้น”
“อย่า!” จุนซูรู้สึกถึงคมมีดที่เฉือนเนื้อบริเวณหน้าอกเข้ามาก่อนจะสิ้นสติ
เฮือก!
ร่างโปร่งลืมตาขึ้นมาด้วยความตกใจ รีบจับไปบริเวณที่มีแผลแต่กลับไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย รอบข้างมืดสนิทจนเขาไม่สามารถมองเห็นได้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน
แต่ว่าสัมผัสที่แผ่นหลังก็พอจะทำให้เดาได้ว่าเป็นเตียงนอน
ให้ตายเถอะนี่คงเป็นความฝันสินะ ฝันร้ายชะมัด นี่เราเก็บเรื่องที่โดนขู่ฆ่ามาฝันอีกแล้วเหรอเนี่ย
จุนซูยกมือก่ายหน้าผากพลางคิดถึงความฝันเมื่อครู่
มันเป็นฝันที่เหมือนจริงมาก เมื่อวานตอนตีสองเขาออกจากตึกมาที่ลานจอดรถเพื่อจะกลับหอพักที่ทางค่ายจัดให้จริง
แต่จู่ ๆ ก็มีคนพุ่งเข้ามาแทงเข้าที่ท้องเขาหนึ่งแผล เขารีบหนีเมื่อคนร้ายตั้งท่าจะแทงซ้ำ แต่สุดท้ายเขาก็ไปต่อไม่ไหวโดนแทงอีกครั้งที่อกข้างซ้าย
ไม่สิ มันไม่ใช่ฝัน เรื่องมันเกิดขึ้นจริง
แล้วทำไมเขาไม่เจ็บตรงไหนเลย
มือเรียวกวาดไปทั่วหัวเตียงเผื่อจะมีไฟหัวเตียงเพื่อจะได้เห็นชัด ๆ ว่าเขาอยู่ที่ไหนกันแน่ แต่กลับไม่เจอ แสดงว่านี่ไม่ใช่ห้องนอนของเขา หรือจะเป็นโรงพยาบาล แต่โรงพยาบาลไม่น่าจะมืดขนาดนี้
เขาลุกขึ้นและคลำไปตามผนังเพื่อหาสวิตช์ไฟเพื่อจะได้รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนกันแน่
เมื่อไฟส่องสว่างภาพตรงหน้าก็ทำให้เขาอึ้งไปเลย นี่มันห้องนอนของเขา ไม่ใช่หอพักที่ค่ายเตรียมไว้ให้
แต่มันเป็นห้องนอนของเขาเมื่อสองปีที่แล้ว ในบ้านที่เขายังอยู่บ้านกับอาปาและแม่ เขาไปที่หน้ากระจกตรวจดูร่างกาย
ไม่มีเลย ไม่มีบาดแผลสักนิด รวมถึงกล้ามเนื้อที่เขาได้มาตอนซ้อมเต้นและออกกำลังกายอย่างหนักด้วย หรือเพราะเขาป่วยติดเตียงนานจนแผลหายงั้นเหรอ หรือเขาจะเป็นเจ้าชายนิทราเพราะตอนที่ถูกแทงคงจะเสียเลือดไม่น้อยเลย
จุนซูเดินไปหยิบโทรศัพท์ที่ชาร์ตเอาไว้มาดู เครื่องนี้มันเป็นโทรศัพท์ของเขาที่พังไปแล้ว แต่ทำไมมันกลับเปิดได้ปกติ ไม่รอช้าเขากดเข้าไปดูที่ปฏิทินเพื่อเช็กว่าเขานอนหลับไปนานเท่าไหร่
เดี๋ยวนะนี่มันวันเดียวกับที่เกิดอุบัติเหตุเลย เขาหลับไปเป็นปีเลยเหรอ ตาเฉี่ยวเหลือบมองปีพ.ศ.
“นี่มัน! สองปีที่แล้ว!” ร่างโปร่งรีบยกมือปิดปากเมื่อเผลอตะโกนเสียงดัง เขาเดินไปทั่วห้องก็พบว่ามันเป็นปีพ.ศ.นั้นจริง ๆ
เขาย้อนเวลากลับมางั้นเหรอ
ไม่สิ เขาตายไปแล้วนี่ แสดงว่าเขาเกิดใหม่น่ะสิ
เกิดใหม่ในร่างตัวเองเนี่ยนะ ที่สำคัญวันนี้เป็นวันที่เขาเซ็นสัญญาเพื่อที่จะเดบิวต์กับวงซาเนียแล้วด้วย
เขาจะโดนฆ่าตายอีกไหมถ้ายังเป็นแบบนี้ เขาจะเป็นจุดด่างพร้อยของวงอีกหรือเปล่า
ให้ตายเถอะ เรื่องอะไรกันวะเนี่ย
TBC.
เรื่องนี้ไปกันยาว ๆ เลยค่ะ
บทที่ 1 จุดเริ่มต้นของการเป็นไอดอลครั้งแรก 1
บทที่ 1
จุดเริ่มต้นของการเป็นไอดอลครั้งแรก 1
“นี่จุนซูวันนี้กลับยังไงเหรอ พ่อนายมารับไหม” เด็กหนุ่มตัวสูงที่เห็นเพื่อนต่างห้องคนโปรดก็รีบวิ่งหางกระดิกเข้าหาทันที
“อืมน่าจะเหมือนเดิมนะ”
“ได้ข่าวว่าได้ที่เรียนแล้วเหรอ อาจารย์ภูมิใจกันใหญ่เลย ดีใจด้วยนะ นายต้องเป็นหมอที่เก่งมากแน่ ๆ” ออสก้าเอ่ยชม เพื่อนคนนี้ของเขามีใบหน้าที่เรียกว่างดงามได้เลยล่ะ ถ้ามาเอาดีทางไอดอลอย่างเขาจะต้องไปได้ไกลแน่ แถมเจ้าตัวยังฉลาดเป็นกรดได้ที่หนึ่งของสายชั้นตลอด การแข่งขันทางวิชาการหลายวิชาเจ้าตัวก็กวาดรางวัลเพียบ ถูกขึ้นป้ายโฆษณาโรงเรียนบ่อย ๆ
“ขอบใจนะ เราก็ดีใจกับออสก้าด้วยเหมือนกัน จะได้เดแล้วนี่อีกหกเดือนใช่ไหม ตอนเปิดตัวเราตกใจหมดเลยเพื่อนเราจะได้เป็นไอดอลแล้ว เท่สุด ๆ ไปเลย” จุนซูยิ้มให้ เขาเองก็อยากจะเป็นไอดอลเหมือนกันแต่ที่บ้านไม่สนับสนุน แม่ไม่เท่าไหร่แต่อาปานี่สิ อย่าได้ร้องเต้นให้เห็นเชียว บางครั้งแค่ฟังเพลงยังถูกเปิดห้องเข้ามาดู
“จริงเหรอ เราดูเท่มากเลยเหรอ” ออสก้าตาเป็นประกาย จุนซูยิ้มขำ ออสก้าเนี่ยเป็นคนหล่อที่นิสัยน่ารักมากเลย แต่ในวิดีโอเปิดตัวนั้นทั้งเท่ทั้งดูสุขุมไม่เหมือนตอนอยู่กับเขาสักนิด
“จริงสิ ขนาดมาแค่ไม่กี่วินะ เท่ระเบิดคอมเมนต์มีแต่ชมทั้งนั้นเลย อีกสามคนก็ดูดีเหมือนกัน ต้องเป็นวงที่ดังมากแน่ แล้วนี่ออสก้าไปเป็นเด็กฝึกได้ยังไงเหรอ ค่ายนั้นมีแต่คนดัง ๆ ทั้งนั้นเลย” ในเมื่อไม่มีโอกาสได้เป็นเองได้ฟังก็ยังดี
ออสก้าที่เห็นว่าเพื่อนสนใจก็เล่าให้ฟังตั้งแต่ต้น ยิ่งเห็นว่าจุนซูยิ้มแย้มแค่ไหนก็เล่าไปถึงการฝึกร้องฝึกเต้นอย่างละเอียดเลยทีเดียว
“ออสก้า”
“เอ้า พี่เจมาเร็วจัง” ออสก้าทักชายหนุ่มที่ลงจากรถตู้เดินตรงมาที่เขา ชายหนุ่มหันมากระซิบเพื่อนข้างกายว่าคนที่เรียกชื่อเขาเมื่อครู่คือผู้จัดการของเขาเอง แถมยังเป็นคนชวนเขาไปเป็นเด็กฝึกด้วย
“วันนี้มีไปถ่ายงานน่ะ ไปกันเถอะ” เจพยักหน้ารับไหว้จากเพื่อนของเด็กในวง พินิจหน้าตาท่าทางรูปร่างของอีกฝ่ายด้วยเวลาเพียงชั่วครู่ไม่ให้อีกฝ่ายอึดอัด
“ออสพ่อเรามาแล้วไปก่อนนะ” จุนซูน้อมตัวลงเล็กน้อยให้คนเป็นผู้ใหญ่กว่า และโบกมือให้เพื่อนแล้วเดินไปขึ้นรถจากเก๋งกลางเก่ากลางใหม่
“ออสก้า นั่นเพื่อนเหรอ” ขึ้นมานั่งบนรถได้เจก็เปิดฉากถาม
“ใช่ครับ ทำไมสนใจเหรอ อยากได้เข้าสังกัดล่ะซี่” พี่เจที่พึ่งเริ่มมารับเขาหลังจากเปิดตัวสมาชิกไม่เคยเจอจุนซูก่อน อย่างที่เขาบอกจุนซูหน้าตารูปร่างค่อนข้างโดดเด่น
“ใช่ เขามีสังกัดหรือยัง”
“ยังไม่มีหรอกครับ เขาสนใจแต่เรียน นี่รู้ว่าผมกำลังจะเดก็บุญหัวผมแล้ว” ออสก้าพูดขำ ๆ ขนาดเจอกันครั้งแรกยังเจอที่ห้องสมุดของโรงเรียนเลย ไม่รู้ว่าเจ้าตัวชอบหรืออะไรเขาก็ดูไม่ออกแต่เมื่อกี้ที่เขาเล่าเรื่องตอนฝึกให้ฟังจุนซูตาเป็นประกายมากที่สุดเท่าที่เคยรู้จักกันมาเลย อีกฝ่ายอาจจะสนใจขึ้นมาก็ได้
“ติดต่อให้หน่อยสิ ประธานอยากเดซาเนียห้าคน เพื่อนเราน่าสนใจมาก” เจมองหน้าออสก้าที่ดูจะตื่นเต้นเหลือเกิน เด็กหนอเด็ก
“จริงเหรอครับ เดี๋ยวผมลองถามดู พี่ จริงใช่ไหมเนี่ย แต่ว่าผมไม่เคยเห็นจุนร้องหรือเต้นเลยนะ ซ้อมหกเดือนก่อนเดจะทันเหรอ”
“ทัน ถ้าเขาสนใจเขาน่าจะได้เป็นวิชวลของวง ร้องเต้นไม่ต้องเก่งมากก็ได้”
“งั้นเดี๋ยวผมคุยกับจุนเลยดีกว่า ตื่นเต้นอ่ะ ถ้าจุนสนใจก็จะได้เดด้วยกันใช่ไหม แล้วเด็กฝึกในค่ายคนอื่นล่ะ”
“ท่านประธานอยากได้คนที่มีหน้าตาโดดเด่นและไม่มีกลิ่นอายของอาร์เอ็นมากเกินไปน่ะ” RN คือค่ายที่ออสก้าอยู่ในปัจจุบันและหลังจากนี้อีกเจ็ดปีต่อจากนี้ในฐานะซาเนีย
“เข้าใจแล้วครับ”
.
.
.
“อาปา เพื่อนของผมกำลังจะได้เดบิวต์เป็นไอดอลล่ะครับ แค่เริ่มเปิดตัวคนก็ติดตามเยอะเป็นล้านแหนะ” จุนซูพูดออกมา แล้วลอบสังเกตอาการของอาปาไปด้วย
“อาฮะ แล้ว?”
ผมอยากเป็นแบบนั้นบ้างครับ “เปล่าครับ” สุดท้ายเขาก็ไม่กล้าพูดความต้องการของตัวเองออกไป
ตอนเด็กเขาเคยบอกพ่อกับแม่ว่าอยากจะเป็นเหมือนกับคนในทีวี ตอนนั้นเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งนั้นเรียกว่าอะไร อาปาด่าว่าเขาไร้สาระจากนั้นก็เหมือนโดนคุมพฤติกรรมตลอด ไม่ว่าเขาจะร้องเพลงหรือเต้นจะโดนตะคอกใส่จนต้องหยุดไป
แม่บอกกับเขาว่านั่นเป็นเรื่องปกติ ผู้ชายประเทศเคส่วนใหญ่เป็นแบบอาปาของเขา ให้เขาทำใจอย่าไปโกรธอาปาเลย ส่วนแม่ของเขาเป็นชาวประเทศทีที่มาจากครอบครัวอนุรักษนิยมสุดขั้ว พ่อจึงค่อนข้างเป็นใหญ่ในบ้าน แม้ว่าแม่ของเขาจะสงสารหรืออยากช่วย สุดท้ายแม่ก็ไม่มีปากมีเสียงเช่นเคย
และยิ่งเขาโตขึ้นมากเท่าไหร่ ความเป็นอิสระของเขาก็น้อยลงทุกวัน ทางเลือกการเรียนของเขามีสองทางคือหมอ ไม่ก็เรียนบริหารเพื่อทำงานที่บริษัทที่อาปาทำอยู่ที่เป็นของตากับยายของเขา
แน่นอนว่าเขาเลือกหมอเพราะอยากหลุดออกจากที่บ้านเสียที ทั้งที่โลกในตอนนี้ไอดอลค่อนข้างที่จะเป็นอาชีพที่ถูกยอมรับ แถมมีรายการที่ประกวดไอดอลที่เป็นที่นิยมมากมาย แถมของประเทศทียังเป็นรายการที่ถือว่าดังที่สุดในโลกอีกด้วย ขนาดคนที่ไม่ได้เดบิวต์ยังแจ้งเกิดกันมากมายจากรายการ
แต่ความฝันถูกปิดกั้นด้วยคำว่าไม่มั่นคงและที่บ้านปูทางไว้ให้แล้ว อาปาต้องการให้เขาเก่งทุกด้านเว้นเรื่องที่เขาอยากจะเก่ง
“แล้วนี่ใกล้วันสอบของมหาลัยเอแล้วไม่ใช่เหรอ ยังมีเวลามานั่งคุยเล่นกับเพื่อนอีกหรือไง” แม้น้ำเสียงที่ออกมาจะไม่ได้กดดัน แต่ประโยคข้างต้นก็ทำให้เขาเครียดขึ้นมาได้
“แต่ผมสอบติดมอซีแล้วนะครับ” เขามองหน้าชายที่หน้าตาคล้ายคลึงกับเขาแต่ใบหน้ามีริ้วรอยแห่งวัยบ่งบอกถึงอายุที่มากกว่า
“แล้วติดแค่มออันดับสองมันจะไปสู้มออันดับหนึ่งได้ยังไง จบออกมามันต่างกันนะ จะเป็นหมอก็ต้องได้ทำที่ตำแหน่งใหญ่ ๆ ตอนนี้ตากับยายของลูกเริ่มเข้าไปซื้อหุ้นโรงพยาบาลแล้ว เรียนให้ดีเข้าไปทำที่นั่นจะได้ไม่เป็นที่ครหา”
พอได้ฟังเขาก็อึ้งไปเหมือนกัน ชีวิตสิบแปดปีที่ผ่านมาของเขาถูกตีกรอบมากมาย แต่ไม่คิดว่าจะทำกันขนาดนี้
“อาปา ถ้าผมขอเวลาสองปีได้ไหม” เขาตัดสินใจพูดออกไป เผื่อมีสักเสี้ยวหนึ่งในความคิดที่พ่อของเขาจะเห็นใจ
“คืออะไร”
“ผมขอลองทำตามความฝันสักสองปีได้ไหม ถ้ามันไปไม่รอดผมจะยอมทำตามที่อาปาบอกทุกอย่าง”
“เพื่ออะไร นี่อย่าบอกนะว่ายังไม่เลิกฝันจะเป็นไอดอลบ้าบออะไรนั่นอีก คิดว่าทุกคนมันจะดังจะมีเงินหรือไง อยากเป็นแล้วมันเป็นได้เลยหรือไง คิดให้มันเยอะกว่านี้ ไม่ต้องมาคุยกันเรื่องนี้อีก งานที่มั่นคงรออยู่จะอยากไปตะเกียกตะกายทำไม”
“…” รถทั้งคันเข้าสู่ความเงียบ คนพ่อเมื่อเห็นลูกเงียบก็พอใจ ทางเลือกที่เขาเลือกให้ลูกยังไงเจ้าตัวก็คงสบายในอนาคต ยิ่งลูกเชื่อฟังเขาเท่าไหร่อนาคตลูกจะไม่ต้องลำบาก
ติ๊ง! ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ดังแหวกความเงียบขึ้นมา
เขายกขึ้นมาดู ออสก้างั้นเหรอ ส่งมาหลายข้อความเชียว
เมื่อได้อ่านเขาก็ต้องตกใจเพราะอีกฝ่ายบอกว่าค่ายของตัวเองอยากจะให้เขาเดบิวต์วงเดียวกับออสก้า แถมยังบอกว่าถ้าเขาเซ็นสัญญาเขาจะได้เดบิวต์ร้อยเปอร์เซ็นต์ มีระบุในสัญญาชัดเจน
ใจของเขาฟูฟ่องขึ้นมาก่อนจะแฟบลงทันทีที่หันมองหน้าพ่อของตัวเอง
รถคันเดิมขับเข้าไปในบ้านหลังพอดีกับจำนวนคนในบ้าน ถึงบ้านเขาจะค่อนข้างมีฐานะแต่ถูกปลูกฝังให้ประหยัดรู้ค่าของเงินเสมอมา บ้านนี้อยู่กันแค่สามคนจึงไม่ใหญ่โตนัก
เขาเข้าบ้านไหว้คุณแม่แล้วก็รีบเดินขึ้นห้องไปคุยกับออสก้าต่อให้รู้เรื่อง
สรุปแล้วคือประธานค่ายอยากจะเปิดวงที่มีสมาชิกห้าคนแต่ตอนนี้ยังมีแค่สี่คนและเขาก็หน้าตาตรงกับที่ต้องการพอดีเลยอยากให้เข้าไปฝึกหกเดือนและเดบิวต์พร้อม ๆ กับเพื่อน ถ้าเขาสนใจก็เข้าไปเซ็นสัญญาได้เลยแล้วเรียนจบมอหกก็เข้าไปฝึกได้ทันที
แต่เรื่องที่เขาต้องคิดหนักไม่ใช่เรื่องที่เขามีเวลาฝึกน้อยนิดแต่เป็นเรื่องที่เขาจะคุยกับอาปายังไงนี่แหละ
TBC.
ย้อนอดีตกันสักหน่อยค่ะ
บทที่ 1 จุดเริ่มต้นของการเป็นไอดอลครั้งแรก 2/2
คืนนั้นเขาใช้เวลาทั้งคืนเพื่อหาคำพูดและเตรียมแผนการใช้ชีวิตของเขาหลังจากนี้เพื่อเสนอให้พ่อกับแม่ทำความเข้าใจและเห็นว่าเขาตั้งใจจริง
ยิ่งเมื่อผู้จัดการทักมาคุยกับเขาและส่งสัญญามาให้อ่านเขาก็ยิ่งมีความหวัง อาปาอาจจะอนุญาตก็ได้ ทางบริษัทการันตีรายได้มาให้เลยว่าในระยะเวลาที่ยังอยู่ในสัญญาจะได้เงินไม่ต่ำกว่าปีละสองล้าน นั่นถือเป็นจำนวนที่เยอะมากสำหรับเด็กอายุสิบแปดอย่างเขา
เขาเชียร์อัพตัวเองอีกครั้งก่อนจะต้องลงไปคุยกับอาปากับแม่อย่างจริงจัง
วันนี้วันเสาร์อาปาจะอยู่บ้านครึ่งวันก่อนออกไปทำงาน ส่วนแม่ของเขาอยู่บ้านตลอดอยู่แล้ว นี่เป็นโอกาสที่ดีที่จะคุยกับทั้งสองคนพร้อมกัน
เขาเตรียมเอกสารสัญญาที่พี่เจส่งมาให้เอาไว้ให้ทั้งคู่อ่านด้วย มื้ออาหารผ่านไปอย่างเงียบเชียบและกินเสร็จโดยไม่มีใครพูดกัน
“ทานเสร็จกันแล้วผมขอเวลาสักหน่อยนะครับ” จุนซูพูดขึ้นเมื่อทุกคนวางมือจากอาหารแล้ว
“มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ ทำหน้าจริงจังเชียว” ใบหน้าคนแม่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“อาปาครับ แม่ครับ เมื่อวานผมได้รับการติดต่อมาจากค่ายที่เพื่อนผมอยู่ว่าอยากให้ผมทำงานร่วมกับเขาครับ” เขาส่งเอกสารสัญญาที่เตรียมมาสองฉบับให้แม่และอาปาคนละฉบับ
“คืออะไร ทำไมคุยอะไรกันไม่บอกฉันก่อน ยังเห็นหัวกันอยู่ไหม” แค่อ่านคร่าว ๆ ก็รู้แล้วว่าลูกชายของเขาต้องการอะไร
“อาปา สัญญานี้มันแค่สามปี และการันตีรายได้ไม่ต่ำกว่าสองล้านต่อปี ถ้าไปได้ดีก็ต่อสัญญา ต่อให้สุดท้ายวงไม่ดังหรือไปต่อไม่ได้ผมก็จะมีรายได้หกล้าน หลังจากนั้นผมกลับมาเรียนก็ยังไม่สายนะครับ” เขาพยายามโน้มน้าวใจ
“แล้วทำไมแกต้องไปเสียเวลากับความไม่แน่นอนล่ะ ในเมื่อแค่แกเรียนจบก็ทำงานดี ๆ มีเงินใช้สบาย ๆ สามปีที่แกว่านั่นถ้ามันเจ๊งขึ้นมาแกจะเสียโอกาสไปตั้งเท่าไหร่ ถ้าเอามาทำงานที่ฉันบอก แกก็จะมีประสบการณ์สามปีและจะเป็นที่ต้องการมากขึ้นไปอีก เงินที่แกได้ก็จะสูงขึ้นเผลอ ๆ สูงกว่าไอ้งานบ้าบอนี่ตั้งเท่าไหร่”
“อาปา…”
“ฉันไม่อนุญาต!” เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมหยุดคนพ่อจึงขึ้นเสียงใส่
“น้องจุน หนูอยากเป็นนักร้องเหรอลูก” คนแม่เอ่ยถามขึ้น
“ครับ มันเป็นความฝันของผมตั้งแต่เด็กแล้ว แค่สามปีเองนะอาปา ผมทำตามที่อาปาบอกมาทั้งชีวิตที่ผ่านมาแล้ว ผมขอเวลาสามปีนี้ได้ไหม ผมจะทำให้เห็นว่าผมเป็นไอดอลที่มีชื่อเสียงได้”
“ไม่!”
“แม่ครับ”
“ฟังอาปาเถอะลูก” แม้เธอจะเห็นใจลูกชายแต่คนอย่างเธอจะไปช่วยอะไรลูกได้อย่างนั้นเหรอ
“แต่จริง ๆ แล้วประเทศนี้อายุสิบแปดปีบริบูรณ์สามารถทำสัญญาด้วยตัวเองได้แล้วนะครับ” เมื่อไม่มีใครช่วยได้เขาก็ต้องสู้ด้วยตัวเอง “ผมมาขออนุญาตเพราะอยากให้อาปาเห็นว่าผมเห็นว่าอาปาสำคัญกับผมเสมอ ผมไม่เคยทำอะไรตามใจตัวเองสักอย่าง ครั้งนี้ผมขอได้ไหมครับ”
“อ๋อ จะบอกว่าที่ผ่านมาฉันบังคับแกงั้นเหรอ ความหวังดีของฉันมันไม่มีค่ากับแกเลยสินะ”
“อาปาไม่ใช่อย่าง…” ไม่ทันได้แก้ความเข้าใจผิดก็โดนขัดขึ้น
“ถ้ามันปีกกล้าขาแข็งขนาดนั้นก็ไปสิ ไม่ใช่แค่สามปีที่จะให้แก แต่นับจากนี้ไปชั่วชีวิต แล้วก็ไม่ต้องกลับมาอีก กล้าไหมล่ะ เอาสิ ไปทำตามความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ของแกซะ!”
“พี่อย่าพูดอย่างนั้นกับลูกสิคะ” เธอตกใจไม่น้อยที่สามีของเธอพูดออกมาเหมือนจะตัดขาดกับลูกแบบนั้น
“อย่าสอดขึ้นมาฉันกำลังคุยกับมันอยู่ไม่เห็นหรือไง ว่าไงจุนซู ฉันให้เวลาถึงวันอาทิตย์ถ้าคิดได้ก็มาขอโทษฉันซะแล้วฉันจะทำเป็นลืมเรื่องโง่ ๆ ที่แกพูดออกมา แต่ถ้าจะไปก็อย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีก ตกอับแค่ไหนฉันก็จะไม่ช่วยอีกต่อไป” พูดจบอาปาก็เดินออกไปจากบ้านทันที
“อึก ฮึก” ร่างสูงโปร่งสั่นไหวด้วยความเสียใจน้ำตาที่เอ่อคลอหน่วยไหลออกมาอย่างน่าสงสาร สองขายาวก้าวออกจากห้องอาหารขึ้นไปที่ห้องนอน
“จุนลูก” หญิงวัยกลางคนเอ่ยออกมาอย่างอ่อนแรง นี่เป็นครั้งแรกที่ลูกชายของเธอทะเลาะกับพ่อหนักขนาดนี้ ปกติเจ้าตัวจะเชื่อฟังพ่อของเขาเสมอมา
หวังว่าครั้งนี้ลูกชายของเธอจะยังเชื่อฟังพ่อของเขาอยู่ เธอสงสารลูกไม่น้อย แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้จริง ๆ
.
.
.
เขาร้องไห้จนเหนื่อย และต้องคิดหนักว่าเขาจะแลกทุกอย่างกับความฝันครั้งนี้ดีหรือไม่ แม่เขามาเคาะประตูบอกว่าพ่อจะไปนอนบ้านใหญ่คือบ้านตากับยายของเขา และจะกลับมาในวันอาทิตย์
แต่สุดท้ายเขาก็เลือกทำตามใจตัวเองเป็นครั้งแรก เขานั่งรถไปที่ค่าย RN Entertainment ในวันนั้นเลย พี่เจผู้จัดการวงพาเขาเข้าไปเซ็นสัญญา ก่อนจะจรดปากกาเขาอ่านทุกตัวอักษรอย่างถี่ถ้วน เวลาสามปีต่อจากนี้จะเป็นโลกใบใหม่ของเขาแล้ว
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะตั้งใจเป็นไอดอลที่ดีให้ได้
เขากลับมาถึงบ้านในตอนเย็นก็เก็บทุกอย่างใส่กระเป๋า ทางบริษัทมีสวัสดิการหอพักให้เขาจึงจะออกจากบ้านพรุ่งนี้ทันทีที่มีรถรอบเช้าเลย
มือบางเขียนจดหมายขอโทษแม่ที่เลือกอีกทาง ไม่เชื่อฟังพ่อเหมือนดังเคย
Rrrrr Rrrr
“ฮัลโหลออสก้า”
“จุนซู! เซ็นสัญญาแล้วใช่ไหม แบบนี้เราก็จะได้เดด้วยกันแล้ว จะมาอยู่หอด้วยใช่ไหม มาเป็นรูมเมทกับเราไหมล่ะ” ออสก้าถามรัว ๆ
“เซ็นแล้ว พี่เจก็บอกว่าจะให้เป็นรูมเมทกับออสนั่นแหละ เพราะเราจะย้ายเข้ากะทันหันเตรียมห้องอื่นให้ไม่ทัน”
“ดีใจอ่ะ แล้วพรุ่งนี้มายังไง พ่อมาส่งหรือเปล่า”
“เปล่าหรอก เราไปเอง” นี่เราจะบอกเรื่องพ่อกับออสก้าดีไหมนะ
“แล้วขนของมายังไงล่ะนั่น พ่อไม่ว่างเหรอ”
“เปล่าหรอก เออออสก้าแค่นี้ก่อนนะเดี๋ยวเราต้องเก็บของต่อน่ะ”
“นี่ ๆ เดี๋ยวเราเอารถไปรับไหม เราว่างนะ” ออสก้าอาสาแข็งขัน
“ไม่เป็นไรหรอก เราเกรงใจ”
“ไม่ต้องเกรงใจ งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้เราไปรับ จะออกกี่โมงครับคุณเพื่อน”
“โอเค งั้นมาแต่เช้าได้ไหม สักหกโมงเช้า”
“ได้สิ ราชรถจะไปรับตรงเวลาเป๊ะ ๆ”
“ขอบใจนะ”
“ไม่เป็นไรครับผม เจอกันพรุ่งนี้” ออสก้าแปลกใจไม่น้อยที่พ่อเพื่อนไม่มาส่งทั้งที่ปกติไม่เคยมีสักครั้งที่ปล่อยให้ลูกชายกลับเอง แต่เขาก็ไม่อยากให้จุนซูลำบากใจจึงข้ามเรื่องนั้นไปดีกว่า
พรุ่งนี้ก็ไปรับจุนซูมาอยู่ด้วยกันแต่เช้า เย่
.
.
.
เช้าวันอาทิตย์จุนซูลอบออกมาตั้งแต่ตีห้าเพื่อที่แม่ของเขาจะได้ไม่เห็น เขาสอดจดหมายไว้ที่หน้าประตูห้องและเอ่ยขอโทษแม่เป็นครั้งสุดท้ายแม้ไม่มีใครได้ยิน
นั่งรอไปประมาณครึ่งชั่วโมงรถเก๋งของออสก้าก็มาถึง แล้วก็บอกว่าจะมาตรงเวลา นี่มาก่อนตั้งเยอะนะ
“จุนซูทำไมออกมาเร็วแบบนี้อันตรายนะ มันยังมืดอยู่เลย” ออสก้าที่เห็นอีกคนออกมานั่งที่หน้ารั้วบ้านก็รีบเปิดประตูลงไปหาทันที
“คือ เราตื่นเต้นเลยรีบออกมาไปหน่อยน่ะ” เขารีบแก้ตัวเมื่อออสก้าดูดุกว่าปกติมาก ๆ เลย
“ออกมาตั้งแต่กี่โมงครับ แบบนี้ไม่ได้นะ ยังไงก็ต้องระวังตัวมากกว่านี้สิ”
“ไม่นาน ออกมาแป๊บเดียวนายก็มาเลย”
“ถ้าเรามาตรงเวลาจุนก็จะนั่งรอตรงนี้เหรอ” ออสก้าหงุดหงิด ที่นี่เป็นหมู่บ้านก็จริง แต่ว่าการที่อีกฝ่ายออกมานั่งคนเดียวมืด ๆ ก็อันตรายอยู่ดี
“ออสก้าอย่าดุเราสิ เราไปกันเถอะ นะ นะ เราอยากไปดูหอแล้ว” จุนซูตัดสินใจอ้อนอีกฝ่ายก่อนที่แม่ของเขาจะตื่นและสังเกตเห็นว่าเขาไม่อยู่แล้ว
“เฮ้อ… คราวหน้าไม่ทำแบบนี้นะครับ” แล้วคนอย่างเขาจะเอาอะไรไปสู้จุนซูตอนอ้อนได้ล่ะ
“โอเค ๆ เราสัญญา” จุนซูยิ้มตาหยีเมื่อเห็นว่าเพื่อนไม่ดุแล้ว
เมื่อขึ้นรถเคลื่อนตัวออกจากซอยบ้านมาเขาก็รู้สึกใจหายไม่น้อย ไม่สิมันรู้สึกอยากจะร้องไห้เลยด้วยซ้ำ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาออกจากอ้อมอกพ่อกับแม่และออกจากกรอบที่ครอบครัวตีไว้
อาปาคงคิดว่าครั้งนี้เขาจะทำตามคำสั่งเหมือนทุกครั้ง ไม่รู้ว่าอาปาจะตัดหางปล่อยวัดเขาจริงหรือไม่ แต่เขาจะไม่กลับไปจนกว่าจะประสบความสำเร็จ
มันเสี่ยงมาก ๆ เขารู้แต่โอกาสมันมากองอยู่ตรงหน้าเขาก็อดที่จะคว้ามันไว้ไม่ได้ ความหอมหวานของมันล่อตาล่อใจเขาเกินไป
TBC.