โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กำเนิดศิลปะสุโขทัย ในประวัติศาสตร์ต้นรัตนโกสินทร์ (3)/พื้นที่ระหว่างบรรทัด ชาตรี ประกิตนนทการ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 ธ.ค. 2566 เวลา 07.48 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 03.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด

ชาตรี ประกิตนนทการ

กำเนิดศิลปะสุโขทัย

ในประวัติศาสตร์ต้นรัตนโกสินทร์ (3)

ผู้ที่สนใจวรรณกรรมสมัยอยุธยาย่อมทราบดีว่ามีงานอย่างน้อย 3 ชิ้นที่มีการอ้างถึง “พระร่วง” และ “สุโขทัย” แทรกอยู่ คือ “โคลงประดิษฐ์พระร่วง”, “จินดามณีครั้งแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ” และ “คำให้การชาวกรุงเก่า” อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดมีเนื้อหาพูดถึงสุโขทัยอย่างจำกัดมาก

เล่มแรกเป็นหนังสือที่รวบรวมสุภาษิตโบราณของไทย มีเพียงชื่อบนสมุดไทยดำที่ระบุว่า “ปรดิดพระร่วง” (ประดิษฐ์พระร่วง) เพียงเท่านั้น เนื้อหาภายในไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพระร่วงเลย

ส่วนเล่มสองก็มีลักษณะไม่ต่างกัน เป็นเพียงตำราสอนเขียนอ่านภาษาไทยที่ใช้การอ้างชื่อพระร่วงเป็นแค่บทเปิดเรื่องเพียงไม่กี่คำ

ส่วน “คำให้การชาวกรุงเก่า” เนื้อหาเกี่ยวกับสุโขทัยเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กน้อยในเนื้อความตอนต้นที่บรรยายบ้านเมืองก่อนหน้าการสร้างอยุธยาว่ามีเมืองอะไรบ้าง ซึ่งเมืองสุโขทัยเป็นหนึ่งในจำนวนเกือบสิบเมืองที่งานชิ้นนี้กล่าวถึง แม้แต่การกล่าวถึงพระร่วงก็มีลักษณะไม่ต่างจากการกล่าวถึงกษัตริย์เมืองอื่นๆ

โดยไม่มีอะไรถูกเน้นมากเป็นพิเศษ

ส่วนงานเขียนที่พูดถึงสุโขทัยในสมัยกรุงเทพฯ ก่อน พ.ศ.2337 (ซึ่งเป็นปีที่มีการอัญเชิญพระพุทธรูปจากหัวเมืองเหนือครั้งใหญ่ลงมาที่กรุงเทพฯ) มี 2 เล่ม คือ “ราชาธิราช” และ “สังคีติยวงศ์”

เล่มแรก แม้จะกล่าวถึงพระร่วงสุโขทัยไม่น้อย แต่ก็ไม่ต่างจากงานสมัยอยุธยาคือเป็นเพียงส่วนประกอบย่อยของเนื้อหาหลักที่พูดถึง “พระเจ้าราชาธิราช” ที่เป็นจุดเด่นของหนังสือ

ส่วนเล่มหลังยิ่งน้อยไปกว่าเล่มแรก โดยเนื้อหาคือการเล่าเรื่องสังคายนาพระธรรมวินัยตั้งแต่ครั้งแรกในชมพูทวีปจนมาถึงครั้งสุดท้ายในสมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งในจำนวนราว 330 หน้ากระดาษ มีเนื้อหาเกี่ยวกับสุโขทัยไม่ถึง 8 หน้า

แต่หลังจาก พ.ศ.2337 ดูเหมือนว่า ความสนใจเกี่ยวกับบ้านเมืองสุโขทัยในงานเขียนต่าง ๆ กลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดขึ้นของงานเขียนชื่อ “พงศาวดารเหนือ”

“พงศาวดารเหนือ” แต่งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2350 โดยพระวิเชียรปรีชา (น้อย) โดยเป็นการรวบรวมเรื่องเล่าและตำนานพื้นบ้านหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับเมืองเหนือนำมาเรียงร้อยเป็นเรื่องเดียวกัน

เริ่มต้นด้วยการสร้างเมืองสวรรคโลก, ตำนานพระร่วง ซึ่งมีการเขียนซ้ำหลายสำนวนภายในเล่ม, เรื่องพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกสร้างเมืองพิษณุโลกและหล่อพระพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา, พระยาแกรก, พระเจ้าสายน้ำผึ้ง, โดยเนื้อหาจบลงที่การสร้างอยุธยาโดยพระเจ้าอู่ทอง

แม้จะมีหลายเรื่องประกอบเข้าด้วยกัน แต่เนื้อหาหลักคือการพูดถึงพระร่วงและสุโขทัย ยิ่งพิจารณาในส่วน “บานแพนก” ของผู้แต่งที่ยกมาไว้ด้านล่างนี้เรายิ่งเห็นถึงการเน้นย้ำเป็นพิเศษดังกล่าว

“…แลเรื่องพระราชพงษาวดารฝ่ายประเทศสยามนี้…ก็กล่าวตั้งแต่พระเจ้าอู่ทองเปนปฐมกระษัตริย์สร้างกรุงศรีอยุทธยา แล้วลำดับกระษัตริย์เนื่องกันลงมา จนกรุงเสียแก่พม่า แล้วขุนหลวงตากมาสร้างกรุงธนบุรี…สืบกระษัตริย์กันลงมาจนถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แต่พระราชพงษาวดารเหนือ กล่าวความตั้งแต่สร้างเมืองศรีสัชนาไลยแลเมืองศุโขไทย แล้วสืบกระษัตริย์กันลงมาเปนอันมาก ก่อนแผ่นดินพระเจ้าอู่ทองขึ้นไปหลายสิบชั่วกระษัตริย์ ยังหาใคร่จะมีผู้ใดได้พบได้อ่านรู้เรื่องทั่วกันไปไม่ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าพระราชพงษาวดารเหนือนั้น…ควรที่นักปราชแลผู้มีบันดาศักดิจะรู้ไว้…”

จากข้อความที่ยกมา แสดงให้เห็นว่า ความสนใจในอดีตของสยามก่อนหน้านี้ดูจะไปไกลสุดเพียงแค่พระเจ้าอู่ทอง แต่ “พงศาวดารเหนือ” ได้ฉายภาพเรื่องราวที่ย้อนไปไกลกว่านั้น

โดยเน้นสุโขทัยอย่างโดดเด่นแยกตัวออกมาจากเรื่องเล่าอื่นๆ ซึ่งไม่เคยมีหนังสือใดในยุคก่อนนั้น เน้นมากเช่นนี้มาก่อน

ผมอยากตั้งเป็นข้อสังเกตว่า “พงศาวดารเหนือ” ถูกแต่งขึ้นหลังจากเหตุการณ์การอัญเชิญพระพุทธรูปครั้งใหญ่ราว 13 ปี ดังนั้น จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า “พงศาวดารเหนือ” คือการแต่งขึ้นโดยอาศัยความทรงจำ เรื่องเล่า และประสบการณ์ของผู้คนที่เดินทางไปอัญเชิญพระพุทธรูปครั้งใหญ่ในคราวนั้น ซึ่งด้วยระยะเวลาอันยาวนาน ย่อมเป็นธรรมดาที่เรื่องเล่าเกี่ยวกับสุโขทัยจะถูกขนย้ายลงมาด้วยพร้อมๆ กับพระพุทธรูป

พิชญา สุ่มจินดา เคยวิเคราะห์ไว้ในงานวิจัยเรื่อง “การกำหนดอายุเวลาและการจำลองพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก” ว่าหนังสือ “คำให้การชาวกรุงเก่า” และ “พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา” ซึ่งมีเนื้อความพูดถึงพระพุทธรูปสำคัญของพิษณุโลกนั้น มักจะกล่าวถึงพระพุทธรูปสำคัญเพียง 2 องค์เสมอ คือ พระพุทธชินราช และพระพุทธชินสีห์

ในขณะที่ “พงศาวดารเหนือ” จะกล่าวถึง 3 องค์โดยเพิ่มพระศรีศาสดาเข้ามาด้วย รวมไปถึงการอธิบายรายละเอียดแผนผังวัดอย่างละเอียดและถูกต้องตามผังที่เป็นจริง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้แต่ง “พงศาวดารเหนือ” (หรือผู้เล่าตำนานส่วนนี้ให้ผู้แต่งฟัง) จะต้องเคยไปเห็นสถานที่จริง และทราบว่า วัดนี้มีพระพุทธรูปสำคัญ 3 องค์ มิใช่แค่ 2 องค์ตามอย่างที่คนอยุธยาเข้าใจ

หลักฐานอีกชิ้นคือ การเรียบเรียงพงศาวดารเหนือนั้นมีการจัดทำแผนที่เมืองสวรรคโลก และพิษณุโลก ประกอบอยู่ด้วย (แผนที่ส่วนนี้ไม่มีปรากฏในฉบับที่ตีพิมพ์ แต่ปรากฏรวมอยู่ในเอกสารชื่อ พระราชพงศาวดารเหนือ เลขที่ 57 มัดที่ 7 เก็บรักษาอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ) โดยแผนที่ได้แสดงตำแหน่งที่ตั้งของเมืองทั้งสองพร้อมรายละเอียดของวัดและพระราชวังเอาไว้

แน่นอน หากดูด้วยสายตาปัจจุบัน แผนที่ชุดนี้เขียนขึ้นอย่างไร้มาตรฐานแผนที่ แต่ถ้าพิจารณาในบริบทต้นกรุงรัตนโกสินทร์ แผนที่นี้คือหลักฐานสำคัญของการเดินทางสำรวจหัวเมืองเหนือเชิงประจักษ์ด้วยตาตนเองของคนยุคต้นกรุงเทพฯ

และผมอยากเสนอว่า แผนที่ชุดนี้น่าจะถูกจัดทำขึ้นตั้งแต่เมื่อครั้งการขนย้ายพระพุทธรูปครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2337

ที่สำคัญคือ เนื้อหาใน “พงศาวดรเหนือ” จะมีการเล่าเรื่องเดียวกันซ้ำกันหลายครั้งในรูปแบบที่ต่างกัน เช่น เรื่องเกี่ยวกับพระร่วง ก็มีทั้งที่เป็นกษัตริย์มีบุญญาภินิหาร กษัตริย์ที่คึกคะนองชอบเล่นการพนันและเจ้าชู้ จนถึงนายร่วงลูกชาวบ้าน

ซึ่งแน่นอน บางสำนวนน่าจะมาจากหนังสือเดิมเมื่อครั้งอยุธยา เพราะเนื้อหาคล้ายมากกับที่บันทึกไว้ใน “คำให้การชาวกรุงเก่า” แต่บางสำนวน เช่น นายร่วงบุตรนายคงเครา ที่ดูจะมีลักษณะเป็นนิทานพื้นบ้านที่เล่าต่อๆ กันมาของชาวบ้าน มากกว่าที่จะเป็นบันทึกในเอกสารสำคัญ ซึ่งสำนวนแบบนี้จะได้มาจากไหนหากมิใช่คำบอกเล่าที่ติดมาพร้อมการอัญเชิญพระพุทธรูปครั้งใหญ่ในคราวนั้น

ลักษณะแบบนี้ยังปรากฏให้เห็นจากการสำรวจสุโขทัยในยุคต่อมาโดยเจ้านายจากกรุงเทพฯ กลางพุทธศตวรรษที่ 25 ที่บันทึกเอาไว้ว่า การสำรวจจะมีคนนำทางที่เป็นชาวบ้านละแวกนั้นและตลอดการเดินทางก็จะมีการเล่าตำนานพื้นบ้านนอกพงศาวดารประกอบการชมโบราณสถานต่างๆ เสมอ

แม้เจ้านายเหล่านั้นต่างบอกว่าเรื่องเล่าล้วนไม่น่าเชื่อถือ แต่ที่น่าสนใจกว่าความน่าเชื่อถือก็คือ รูปแบบการสำรวจที่มีชาวบ้านนำทางและเล่าตำนานพื้นบ้านเช่นนี้ชวนให้เรานึกย้อนกลับไปจินตนาการถึงภาพของการอัญเชิญพระพุทธรูปครั้งใหญ่เมื่อต้นกรุงเทพฯ ว่าคงจะมีลักษณะไม่แตกต่างกัน

และเรื่องเล่ามากมายจากการอัญเชิญครั้งนั้นคงถูกนำมาเรียงร้อยเป็น “พงศาวดารเหนือ” ในเวลาต่อมานั่นเอง

กระบวนการทั้งหลายเหล่านี้คือสิ่งที่เราอาจพูดได้ตามแบบที่ Stefan Tanaka เคยกล่าวไว้ในหนังสือ New Times in Modern Japan ว่าปรากฏการณ์นี้ เป็นกระบวนการที่นำไปสู่ “การค้นพบอดีตใหม่” ที่เปิดทางให้กับเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์รูปแบบใหม่

การเดินทางสำรวจพระพุทธรูปเมืองเหนือ การไปพบเจอเรื่องเล่ามากมาย ตลอดจนการจัดทำแผนที่ทั้งหมดนี้หลักฐานสำคัญของการเดินทางสำรวจเพื่อ “ค้นพบ” สุโขทัยอีกครั้งในนิยามและความหมายใหม่ที่ต่างจากคนรุ่นอยุธยา หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการ “ตัดขาด” อดีตและความหมายเดิมๆ ที่คนสยามในอยุธยารับรู้สุโขทัย

สุโขทัยในสมัยอยุธยาจะมีนัยยะหรือสถานะอย่างไรนั้นมิใช่ประเด็นสำคัญอีกต่อไป เพราะสุโขทัยนับจากนี้จะถือกำเนิดขึ้นใหม่บนความหมายใหม่ที่คนในยุคต้นกรุงเทพฯ ได้ร่วมกันประกอบสร้างขึ้น ซึ่ง “พงศาวดารเหนือ” ได้เข้ามาเป็นหลักฐานสำคัญของกระวนการประกอบสร้างสุโขทัยขึ้นใหม่ในช่วงเวลานั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...