โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จิตแพทย์แพทย์แนะอย่ามองข้าม โรคดึงผม

สวพ.FM91

อัพเดต 14 ก.ค. 2565 เวลา 22.19 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2565 เวลา 05.17 น.

จิตแพทย์แพทย์แนะอย่ามองข้าม “โรคดึงผม” ระบุ พบในประชากร 2% ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง

เฟซบุ๊ก "สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย" รีโพสต์ ข้อมูล เกี่ยวกับ ภาวะความเครียด และ โรคดึงผม โดยระบุว่า โรคดึงผมตัวเองหรือในภาษาอังกฤษคือ trichotillomania หรือ hair-pulling disorder เป็นภาวะที่ผู้ป่วยจะมีพฤติกรรมถอนผม (หรือขน) ของตัวเองซ้ำๆ จนทำให้ผมแหว่งหรือล้านเป็นหย่อมๆ

โรคนี้พบได้พอสมควร เพียงแต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในบ้านเรา ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้มาพบแพทย์

พบได้บ่อยแค่ไหน

โรคดึงผมตัวเอง พบได้ประมาณ 1-2% ในประชากรทั่วไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ และผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชาย

อาการ

อาการหลักของโรคนี้ก็เป็นไปตามชื่อโรคนั่นแหละ นั่นคือผู้ป่วยจะมีพฤติกรรมการดึงผม (หรืออาจจะเป็นขนก็ได้) ตัวเองซ้ำๆ โดยการดึงแต่ละครั้งมักทำไม่นาน ไม่ได้ดึงติดต่อกันเป็นชั่วโมง แต่ทำบ่อยๆ เป็นพักๆ ไปเรื่อยๆ ทั้งวัน ซึ่งผลของการดึงผมตัวเองนี้ทำให้เกิดผมแหว่งหายไปเป็นหย่อมๆ ในรายที่อาการเป็นมากและทำมานานบริเวณผมที่หายไปอาจจะใหญ่มากจนเหมือนหัวล้านได้ ลักษณะของการดึงผมของผู้ป่วยนั้นสามารถแบ่งได้เป็นสองแบบคือ

1. ดึงโดยรู้ตัว ในกรณีนี้ผู้ป่วยจะรู้ตัวและจดจ่อกับการดึงผมตัวเอง โดยก่อนที่จะดึงอาจมีความเครียดหรือกังวลนำมาก่อน และเมื่อดึงแล้วก็จะรู้สึกผ่อนคลายหรือฟิน อะไรทำนองนั้น ในบางคนสิ่งกระตุ้นอาจเป็นความรู้สึกคัน หรือแปล๊บๆ บริเวณนั้น ทำให้อยากจะถอนผม ซึ่งเมื่อถอนแล้วก็รู้สึกดีขึ้น

2. ดึงโดยไม่รู้ตัว ซึ่งกรณีนี้การดึงเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เช่น ดูทีวีอยู่แล้วก็เผลอเอามือไปดึงออกเอง โดยส่วนใหญ่แล้วพบว่าผู้ป่วยมักจะมีพฤติกรรมการดึงทั้งสองแบบผสมกัน

ตำแหน่งของการดึงผมหรือขนที่พบได้บ่อยที่สุด

ก็คือการดึงผมนั่นเอง ส่วนการดึงขนบริเวณอื่นๆ ที่พบได้บ้างได้แก่ ขนคิ้ว ขนตา ขนที่แขนขา หรือขนบริเวณอวัยวะเพศ

ผลกระทบ

โรคดึงผมนี้มักส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และอาจทำให้เกิดความเครียดหรือโรคซึมเศร้าตามมาได้ ผู้ป่วยมักต้องใช้วิธีต่างๆ เพื่อปิดบังผมที่แหว่ง เช่น ต้องรวบผมเพื่อให้บังบริเวณที่หายไป หรือในรายที่เป็นมากอาจต้องใส่วิกหรือใส่หมวกเวลาออกไปข้างนอก เป็นต้น

การดำเนินโรค

อาการมักเริ่มเป็นในช่วงวัยรุ่น และเป็นเรื้อรังต่อเนื่องไปเรื่อยๆ หากไม่ได้รับการรักษา โดยอาการมักเป็นๆ หายๆ เป็นพักๆ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ความเครียด ความกังวล หรือในผู้หญิงอาการอาจเป็นเยอะขึ้นช่วงมีประจำเดือน เป็นต้น

การรักษา

ปัญหาสำคัญอย่างแรกสำหรับในบ้านเราน่าจะเป็นการที่ผู้ป่วยไม่มารับการรักษา ซึ่งคาดว่าเกิดจากความไม่รู้ว่ามีโรคแบบนี้อยู่และสามารถรักษาได้

ผู้ป่วยที่มารักษาส่วนใหญ่มักไปพบกับแพทย์ทางด้านโรคผิวหนังมากกว่า จากนั้นจึงถูกส่งต่อมารักษากับจิตแพทย์อีกที ผู้ป่วยที่มาพบจิตแพทย์เองโดยตรงแต่แรกมีน้อยมาก การรักษาโรคนี้ถือว่าได้ผลดีพอสมควร โดยพฤติกรรมการดึงผมส่วนใหญ่จะลดลงและทำให้รอยโรคกลับมาใกล้เคียงปกติได้ การรักษาด้วยยาพบว่ายาในกลุ่มยา selective serotonin reuptake inhibitor (SSRI) และ clomipramine สามารถช่วยให้อาการดึงผมลดลงได้ นอกจากนี้การรักษาด้วยการพฤติกรรมบำบัดพบว่าได้ผลดีเช่นกัน และการใช้ทั้งสองวิธีร่วมกันจะได้ผลดีที่สุด

ดังนั้นใครเป็นอยู่ (หลายคนมีโรคอื่นร่วมด้วย เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า) ก็ให้รีบมารักษา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...