โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ความสำเร็จของการห้ามส่งออกนิกเกิล ต่างชาติแห่ลงทุนในอินโดนีเซีย FDI เกือบ 4 แสนล้านบาท

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 พ.ค. 2566 เวลา 07.05 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2566 เวลา 14.00 น.
AFP/ ANDRY DENISAH

ผลจากการที่อินโดนีเซียห้ามส่งออกนิกเกิลซึ่งเป็นแร่ที่สำคัญในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ดึงให้บริษัทต่างชาติที่ต้องการนิกเกิลต้องแห่ตั้งโรงงานในอินโดนีเซีย มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ปี 2565 ในภาคอุตสาหกรรมแร่-โลหะ 10,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 376,000 ล้านบาท

อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีแหล่งแร่นิกเกิลสำรองมากที่สุดในโลก ปริมาณ 21 ล้านตัน เท่ากันกับออสเตรเลีย อ้างอิงตัวเลขจากการสำรวจทางธรณีวิทยาโดยหน่วยงานของสหรัฐอเมริกา

เมื่อปี 2565 อินโดนีเซียผลิตนิกเกิลได้ 1.6 ล้านตัน ซึ่งมากที่สุดในโลก

ที่ผ่านมาอินโดนีเซียก็ส่งออกแร่นิกเกิลดิบแบบทั่ว ๆ ไป แต่ด้วยความมีวิสัยทัศน์ของ โจโก วิโดโด (Joko Widodo) ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เขาประกาศห้ามส่งออกแร่นิกเกิลเมื่อปลายปี 2563

ในเมื่อนิกเกิลเป็นแร่ที่สำคัญในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่โลกกำลังมุ่งหน้าไป ดังนั้น แทนที่อินโดนีเซียจะเป็นเพียงผู้ส่งออกวัตถุดิบที่โลกต้องการ ซึ่งทำรายได้เข้าประเทศได้ประมาณหนึ่ง ผู้นำอินโดนีเซียใช้กลยุทธ์ห้ามส่งออก ถ้าใครอยากได้ก็เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในบ้านฉันสิ

พอเปลี่ยนมาเดินเกมแบบนี้ อินโดนีเซียทั้งได้เงินมากกว่าเดิม ทั้งได้สร้างงานในประเทศ ทั้งได้ยกระดับประเทศขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูง ได้เพิ่มพลังอำนาจในการต่อรองทางเศรษฐกิจและการเมือง

ปี 2565 มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์นิกเกิลของอินโดนีเซียเพิ่มสูงขึ้นเป็น 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการการส่งออกส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ในระดับกลางน้ำ มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าจากจากปี 2562 ที่มูลค่าส่งออก 8,000 ล้านดอลลาร์ โดยการส่งออกส่วนใหญ่ในตอนนั้นยังเป็นการส่งออกแร่ที่ยังไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป

การห้ามส่งออกแร่นิเกิลของอินโดนีเซียกระตุ้นให้เกิดการสร้างห่วงโซ่อุปทานขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย บริษัทต่างชาติหลายรายจากหลายประเทศแห่เข้าไปลงทุนตั้งโรงงานในอินโดนีเซีย เพื่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อความมั่นคงปลอดภัยในการเข้าถึงแหล่งแร่นิเกิลสำรองที่อินโดนีเซียมีอยู่มหาศาล

จีนซึ่งมีความต้องการใช้นิกเกิลมากที่สุด เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า คือผู้เล่นระดับแนวหน้าของการลงทุนผลิตนิกเกิลในอินโดนีเซีย ซึ่งคาดว่าจีนครองสัดส่วนความต้องการใช้นิกเกิลทั่วโลกอยู่ประมาณ 60% ของความต้องการนิกเกิลทั่วโลก

อ้างอิงตามข้อมูลของกระทรวงการลงทุน (Ministry of Investment) ของอินโดนีเซีย ในปี 2565 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign direct investment : FDI) ในภาคอุตสาหกรรมโลหะของอินโดนีเซียมีมูลค่าราว 10,900 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 376,000 ล้านบาท) โดยเกือบ 60% มาจากจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกง นอกจากนั้น เชื่อว่าบริษัทจีนบางบริษัทลงทุนในอินโดนีเซียผ่านสิงคโปร์อีกทางหนึ่งด้วย

การลงทุนของจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และสิงคโปร์ในอินโดนีเซียส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่จังหวัดสุลาเวสีและจังหวัดมาลูกูเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งนิกเกิลสำรองแหล่งใหญ่ของอินโดนีเซีย

บริษัทจีนมักจะได้รับการต้อนรับอย่างดีเนื่องจากมีความรู้ความชำนาญในการแปรรูปนิกเกิล ผู้เล่นสัญชาติอินโดนีเซียมักจะแสวงหาความร่วมมือจากบริษัทจีนก่อนที่จะระดมทุนในตลาดหุ้น ทำให้ตอนนี้มีบริษัทร่วมทุนระหว่างทุนท้องถิ่นกับทุนจากจีนจำนวนหลายบริษัทในอุตสาหกรรมนิกเกิลอินโดนีเซีย

ความต้องการใช้นิกเกิลจากอินโดนีเซียอย่างเร่งรีบ ทำให้นักลงทุนสหรัฐและจีนเห็นพ้องต้องกันที่จะเข้าไปลงทุน เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2566 ที่ผ่านมา Ford Motor จากสหรัฐตัดสินใจลงทุนในโรงงานถลุงนิกเกิลของบริษัท Vale Indonesia ในจังหวัดสุลาเวสีตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นโครงการที่บริษัท Zhejiang Huayou Cobalt ของจีนเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นด้วย

POSCO Holdings บริษัทผู้ผลิตเหล็กของเกาหลีใต้เป็นอีกรายที่เปิดเผยเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า จะใช้เงิน 441 ล้านดอลลาร์สหรัฐสร้างโรงกลั่นนิกเกิลในประเทศอินโดนีเซีย บนเกาะฮัลมาเฮรา จังหวัดมาลูกูเหนือ โดยมีกำหนดจะเริ่มการก่อสร้างภายในสิ้นปีนี้ และตั้งเป้าหมายที่จะเริ่มเปิดดำเนินการในปี 2568

BASF ผู้ผลิตสารเคมียักษ์ใหญ่สัญชาติเยอรมัน และ Eramet บริษัทเหมืองแร่จากฝรั่งเศสจะลงทุนมูลค่า 2,600 ล้านดอลลาร์ในโรงกลั่นนิกเกิลในมาลูกูเหนือ ซึ่งจะผลิตสารประกอบนิกเกิล-โคบอลต์ที่ใช้ในแบตเตอรี่ EV ซึ่งผู้บริหารของทั้งสองบริษัทได้พบกับวิโดโดที่ประเทศเยอรมนีเมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา

“การลงทุนในอินโดนีเซียหมายถึงการลงทุนในอนาคตอันสดใส” วิโดโดกล่าวที่งานแสดงสินค้า Hannover Messe ในเยอรมนี

ความสำเร็จของอุตสาหกรรมนิกเกิลอินโดนีเซียเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าจากการใช้นโยบายอันแน่วแน่ของรัฐ และเป็นแรงจูงใจให้วิโดโดขยายกลยุทธ์นี้ไปใช้กับแร่อื่น ๆ ด้วย โดยประกาศห้ามส่งออกแร่หลายชนิดของเขา เช่น บอกไซต์ ดีบุก และทองแดง จะเริ่มมีผลในต้นเดือนมิถุนายนที่กำลังจะถึงนี้ โดยที่เพิ่งประกาศผ่อนปรนเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา ให้สามารถส่งออกแร่ทองแดง เหล็ก ตะกั่ว สังกะสี และแอโนดที่ผลิตจากทองแดงต่อไปได้จนถึงเดือนพฤษภาคมปีหน้า

ถึงแม้อินโดนีเซียจะเดินตามรอยความสำเร็จของนิกเกิล แต่นักวิเคราะห์มองว่า การห้ามส่งออกแร่เหล่านี้คงไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดีใกล้เคียงกับการห้ามส่งออกนิกเกิล เพราะแร่บอกไซต์ ดีบุก และทองแดง นั้นสามารถหาจากประเทศอื่นได้ง่ายกว่านิกเกิล อินโดนีเซียไม่มีอำนาจเหนือตลาดแร่เหล่านี้เหมือนที่มีอำนาจเหนือตลาดแร่นิกเกิล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...