โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

กินน้ำเยอะใช่ว่าดี อาจเพราะมีอาการ“เบาจืด”

Health Addict

อัพเดต 22 พ.ค. 2566 เวลา 02.23 น. • เผยแพร่ 22 พ.ค. 2566 เวลา 02.23 น. • Health Addict
ใครที่เสพติดการกินน้ำมากเกินความจำเป็นของร่างกาย อาจจะต้องระวัง 'โรคเบาจืด' ถามหาเอาได้

ทำตัวไม่ถูกแล้วนะ ก็ไหนเคยบอกว่าให้ดื่มน้ำวันละ 8–10 แก้วต่อวัน แล้วทำไมถึงมีงานวิจัยโดยคณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติตีพิมพ์ผลการศึกษาข้างต้นลงในวารสาร Science ซึ่งมีศาสตราจารย์ โยสุเกะ ยามาดะ หนึ่งในทีมผู้วิจัยจากสถาบันนวัตกรรมชีวการแพทย์แห่งชาติญี่ปุ่นอธิบายว่า ร่างกายและสภาพความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ มีความต้องการน้ำในปริมาณที่แตกต่างหลากหลายกันออกไป จึงอาจทำให้ไม่ต้องดื่มน้ำมากถึง 2 ลิตรต่อวัน แต่แค่วันละ 1.5-1.8 ลิตรก็พอ เพราะเราได้รับน้ำในอาหารที่กินเข้าไปก่อนแล้วถึง 50% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน แล้วไหนยังจะมีข้อมูลบอกไว้อีกล่ะว่าการดื่มน้ำเยอะอาจเป็นผลจาก “เบาจืด” ได้เหมือนกัน เอ้า! งงไปกันใหญ่เลยทีนี้

เบาจืด มีจริง…เหรอ?
โรคเบาจืด (Diabetes Insipidus) คือโรคที่ร่างกายสูญเสียความสมดุลของน้ำ อาจพบได้ไม่บ่อยในคนทั่วไป โดยเป็นโรคที่มีผลมาจากความผิดปกติของฮอร์โมนแอนติไดยูเรติก (Antidiuretic Hormone) ที่ทำหน้าที่กระตุ้นให้ท่อไต หรือหลอดไต (Ureter) ดูดน้ำกลับเข้าสู่เส้นเลือด จึงทำให้รู้สึกกระหายน้ำอย่างรุนแรง แม้จะดื่มน้ำเข้าไปแล้ว เป็นที่มาของการดื่มน้ำมากผิดปกติ และการขับปัสสาวะออกมามากกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งโดยคนปกติจะปัสสาวะวันละ 1-2 ลิตร ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจถึงขั้นปัสสาวะมากถึงวันละ 20 ลิตรได้ สามารถแบ่งตามสาเหตุออกเป็น 4 ชนิด แต่ที่พบได้บ่อยนั้น ได้แก่

  • โรคเบาจืดที่เกิดจากความผิดปกติของสมอง (Cranial Diabetes Insipidus) พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งเกิดจากความเสียหายของต่อมใต้สมอง หรือสมองส่วนไฮโปทาลามัส มีหลายสาเหตุ เช่น ผลพวงจากการติดเชื้อที่สมอง การผ่าตัด เนื้องอกที่สมอง หรือการบาดเจ็บที่ศีรษะ จนทำให้สมองส่วนไฮโปทาลามัสไม่สามารถสร้างฮอร์โมนที่ควบคุมการปัสสาวะได้
  • โรคเบาจืดที่เกิดจากความผิดปกติของไต (Nephrogenic Diabetes Insipidus) เป็นโรคที่เกิดจากระบบการทำงานของไตไม่สามารถตอบสนองต่อฮอร์โมนแอนติไดยูเรติกได้ โดยเป็นผลจากความเสียหายของไต หรือการใช้ยาบางชนิด เช่น ลิเทียม ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพจิต เป็นต้นส่วนอีก 2 ชนิดที่พบได้น้อย คือ โรคเบาจืดที่เกิดจากความผิดปกติของกลไกควบคุมการกระหายน้ำ (Dipsogenic Diabetes Insipidus) และโรคเบาจืดที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes Insipidus)
    เบาจืด vs เบาหวาน
    ส่วนอีกหนึ่งโรคที่เราอาจจะคุ้นเคยกันมากกว่าอย่าง “เบาหวาน” คือ โรคที่เกิดจากร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ เนื่องจากการขาดหรือดื้ออินซูลิน โดยสิ่งที่โรคเบาหวานคล้ายโรคเบาจืด คือ อาการปัสสาวะบ่อย-มากผิดปกติ และกระหายน้ำ แต่ที่แตกต่างคือในปัสสาวะของผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีน้ำตาลถูกขับออกมาด้วย ในขณะที่โรคเบาจืดจะขับแค่เพียงน้ำออกมาเท่านั้น สำหรับการรักษาโรคเบาจืดอาจยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมบรรเทาอาการได้ ด้วยการรักษาสาเหตุของโรคและรักษาตามอาการต่างๆ ที่พบ โดยจะเน้นไปที่การลดปริมาณปัสสาวะของผู้ป่วยในแต่ละวันให้อยู่ในระดับปกติ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆ
    ดังนั้นนอกจากการดื่มน้ำแล้ว อย่าลืมสังเกตปัสสาวะของตัวเอง ซึ่งถ้าไม่แน่ใจควรให้หมอตรวจจะดีที่สุด เพราะ “เบาจืด” ถึงจะพบไม่บ่อย ก็อย่าได้ “เบาใจ”
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...