โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

7 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ 'เอลนีโญ' | บัญชา ธนบุญสมบัติ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 07 มิ.ย. 2566 เวลา 06.26 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2566 เวลา 20.21 น.

องค์กรวิชาการที่จับตาสภาพภูมิอากาศทั่วโลกมีความเห็นตรงกันว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เอลนีโญจะกลับมาอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี ค.ศ.2023 ผมจึงขอเลือกเสนอประเด็นสำคัญบางแง่มุมเอาไว้ก่อน และจะทยอยนำเสนอแง่มุมอื่นเพิ่มเติมเป็นระยะครับ

ถาม 1 : เอลนีโญ คืออะไร?

ตอบ : เอลนีโญ (El Nino) เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในบรรยากาศและในมหาสมุทรในเขตร้อนของมหาสมุทรแปซิฟิก แต่สามารถส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศได้หลายพื้นที่ในโลกอย่างน่าทึ่ง (ซึ่งจะให้ข้อมูลในคำถามที่ 6 และ 7)

หากมองแค่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทางฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน จะพบว่าแถบชายฝั่งประเทศเปรูและเอกวาดอร์ในอเมริกาใต้ ผิวน้ำทะเลจะอุ่นขึ้นมากกว่าปกติ และน้ำอุ่นนี้แผ่ขยายกว้างไกลออกไปถึงกลางมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนโดยคงตัวอยู่เป็นเวลานาน

ส่วนแง่มุมอื่นๆ ที่ครอบคลุมกว่า ผมได้เล่าไว้แล้วในบทความ ‘ลานีญา vs เอลนีโญ’ ในเว็บของมติชนที่นี่ครับ (Cloud Lovers : ลานิญา vs เอลนิโญ : โดย บัญชา ธนบุญสมบัติ)

ถาม 2 : เอลนีโญเกิดบ่อยแค่ไหน?

ตอบ : โดยเฉลี่ยแล้ว เอลนีโญจะเกิดทุก 4 ปี แต่บางครั้งอาจเหลือแค่ 2 ปี หรือนานถึง 7 ปี โดยเอลนีโญแต่ละครั้งจะอยู่นานต่อเนื่องราว 12-18 เดือน

ทั้งนี้ สภาพการเปลี่ยนแปลงจะเป็นวงจรสลับไป-สลับมาระหว่างเอลนีโญ สภาวะปกติ กับลานีญา (ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ตรงกันข้ามกับเอลนีโญ กล่าวคือ ผิวน้ำทะเลบริเวณแถบตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนเย็นลงกว่าปกติ)

ถาม 3 : ซูเปอร์เอลนีโญคืออะไร?

ตอบ : ซูเปอร์เอลนีโญ (super El Nino) หรือเอลนีโญรุนแรง (strong El Nino) เป็นคำที่ใช้เรียกปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงมากกว่าปกติ

เกณฑ์หนึ่งที่ใช้ระบุว่าเอลนีโญรุนแรงแค่ไหนคือ ดูที่ค่าดัชนี NINO3.4 หากว่าดัชนี NINO3.4 มีค่าตั้งแต่ 1.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป ก็แสดงว่าเกิดเอลนีโญรุนแรงหรือซูเปอร์เอลนีโญ

ถาม 4 : นักวิทยาศาสตร์สามารถพยากรณ์เอลนีโญล่วงหน้าได้นานแค่ไหน?

ตอบ : ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันสามารถพยากรณ์โอกาสการเกิดเอลนีโญ (และลานีญา) ได้ล่วงหน้าหลายเดือน

ผลการคาดการณ์สามารถทำให้พื้นที่ต่างๆ ที่อาจได้รับผลกระทบนำไปใช้ในการเตรียมตัวรับมือและเตรียมการในด้านต่างๆ เช่น การจัดการน้ำ โดยเฉพาะการจัดการภัยแล้งหรือน้ำท่วม ความมั่นคงทางอาหารและเกษตรกรรม ผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนและสัตว์ รวมทั้งการใช้พลังงาน (เช่น หากอากาศร้อนขึ้น ก็ย่อมมีการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นตามมา)

ถาม 5 : ตัวอย่างแหล่งข้อมูลระดับโลกที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับการพยากรณ์เอลนีโญเช่นที่ไหนบ้าง

ตอบ : มีหลายที่ แต่ที่ผมชอบมากที่สุด เพราะว่าเข้าใจง่ายคือ สถาบันอุตุนิยมวิทยาของออสเตรเลีย (Bureau of Meteorology) โดยเข้าไปที่ www.bom.gov.au/climate/enso/ แล้วดูที่หน้าปัดระบุสถานภาพ เช่น ในขณะที่เขียนบทความนี้ สถานภาพคือ El Nino Watch เป็นต้น แต่หากโลกเริ่มเข้าสู่สภาวะเอลนีโญก็จะกลายเป็น El Nino Alert และเมื่อเข้าสู่เอลนีโญอย่างเต็มรูปแบบก็จะกลายเป็น El Nino

ถาม 6 : ผลกระทบของเอลนีโญต่อลักษณะภูมิอากาศทั่วโลกเป็นอย่างไร?

ตอบ : เมื่อมองภาพรวมระยะยาว ผลกระทบของเหตุการณ์เอลนีโญแต่ละครั้งจะไม่เหมือนกันแบบเป๊ะๆ ทุกครั้ง ทั้งนี้ ขึ้นกับความรุนแรงของเหตุการณ์ ช่วงระยะเวลาในปีที่เกิดเหตุการณ์ รวมทั้งผลกระทบร่วมที่เกิดจากรูปแบบทางภูมิอากาศแบบอื่นๆ

ผมนำแผนภาพ 2 ภาพมาฝาก แผนภาพหนึ่งแสดงผลกระทบของเอลนีโญต่อภูมิอากาศในพื้นที่ต่างๆ ของโลกในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ (ตรงกับฤดูหนาวในซีกโลกเหนือ) ส่วนอีกแผนภาพแสดงผลกระทบในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม (ตรงกับฤดูร้อนในซีกโลกเหนือ)

การตีความแผนภาพทั้งสองนี้ต้องเข้าใจคำที่แสดงสภาพอากาศพื้นฐาน 2 คู่ก่อนดังนี้

คู่แรก : คำว่า Cool หมายถึง อากาศเย็นกว่าปกติ ส่วนคำว่า Warm หมายถึง อากาศร้อนกว่าปกติ

คู่ที่สอง : คำว่า Wet หมายถึง มีฝน (หรือหยาดน้ำฟ้า) มากกว่าปกติ ส่วนคำว่า Dry หมายถึง มีฝน (หรือหยาดน้ำฟ้า) น้อยกว่าปกติ

เมื่อนำคำจากคู่แรกมาผสมกับคู่ที่สอง ก็จะได้สภาพภูมิอากาศอีก 4 แบบดังนี้

Cool + Wet, Cool + Dry, Warm + Wet และ Warm + Dry

รวมแล้วจึงมีสภาพภูมิอากาศทั้งหมด 8 แบบ ดังแสดงด้วยสี 8 สีในแผนภาพ

นอกจากนี้ พึงระวังเรื่องขอบเขตของลักษณะภูมิอากาศที่ให้ไว้ในแผนภาพ เพราะขอบเขตนี้สามารถขยับได้ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของเอลนีโญ

ตัวอย่างเช่น ในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ เอลนีโญจะทำให้บางพื้นที่มีอากาศร้อนกว่าปกติ (เช่น อินเดีย) ส่วนบางพื้นที่แล้งกว่าปกติ (เช่น พื้นที่แถบตอนเหนือของออสเตรเลีย) และบางพื้นที่ทั้งร้อนและแล้งกว่าปกติ (เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และบางส่วนของไทย)

แต่ในขณะเดียวกัน เอลนีโญในช่วงเวลาเดียวกันนี้ จะทำให้บางพื้นที่มีฝนหรือหยาดน้ำฟ้าตกลงมามากกว่าปกติ (เช่น แถบตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา) และบางพื้นที่ร้อนกว่าปกติแถมมีฝนตกมากขึ้น (เช่น บริเวณชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ในแถบเขตร้อน อย่างประเทศเอกวาดอร์ เปรู และโคลอมเบีย)

ส่วนในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม เอลนีโญจะส่งผลกระทบแตกต่างออกไป เช่น อินเดียจะมีฝนตกลดลง ในขณะที่ชิลี (ซึ่งอยู่ในทวีปอเมริกาใต้และอยู่ในช่วงฤดูหนาว) จะมีฝนตกหนักในบริเวณตอนกลางของประเทศ

ถาม 7 : ผลกระทบของเอลนีโญต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลเป็นอย่างไร?

ตอบ : เนื่องจากเอลนีโญคือสภาวะที่น้ำทะเลทางฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ จึงส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในบริเวณดังกล่าว

ในพื้นที่แถบชายฝั่ง (เช่น เปรูและเอกวาดอร์) ตามปกติจะมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า การลอยตัว (upwelling) ซึ่งทำให้น้ำทะเลในระดับลึกลอยตัวขึ้นมา น้ำทะเลในระดับลึกนี้เย็นและอุดมไปด้วยไฟโตแพลงก์ตอนซึ่งเป็นอาหารของสัตว์ทะเล บริเวณที่เกิดปรากฏการณ์นี้จึงเป็นบริเวณที่มีปลาชุม

เมื่อเกิดเอลนีโญ กระบวนการลอยตัวนี้จะถูกหน่วงหรือถูกทำให้หยุดอย่างสิ้นเชิง ผลก็คืออาหารของปลาบางชนิดลดลง อย่างเช่น ชาวประมงเปรู ซึ่งจะมีปลาแอนโชวี่ (anchovies) ซึ่งเป็นปลาเศรษฐกิจ เมื่อเกิดเอลนีโญปลาชนิดนี้จะไม่ชอบเนื่องจากอาหารลดลง และหนีไปบริเวณที่น้ำเย็นกว่า ชาวประมงก็จะถือโอกาสช่วงนี้ซ่อมแห อวน และเรือของตน

นอกจากนี้ เมื่อเกิดเอลนีโญ คือน้ำทะเลในบางพื้นที่อุ่นขึ้น จะทำให้ปะการังเกิดเปลี่ยนเป็นสีขาว เรียกว่าเกิดการฟอกขาว (coral bleaching) และปะการังอาจตายได้ (อย่างไรก็ดี การฟอกขาวของปะการังอาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้อีก เช่น โดนรังสียูวี หรือน้ำจืดขึ้นเพราะมีฝนตกมาก เป็นต้น)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...