โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

'พิชัย' ชี้มาตรการแก้หนี้ ช่วยสกัดหนี้เสียแล้ว 2 แสนล้าน จ่อปรับเกณฑ์จูงใจเพิ่ม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 พ.ค. 2568 เวลา 06.33 น. • เผยแพร่ 01 พ.ค. 2568 เวลา 06.13 น.

“พิชัย” รมว.คลัง เผยมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนสามารถสกัดหนี้ก่อนเป็นหนี้เสียแล้ว 2 แสนล้านบาท คาด 3-6 เดือนจำนวนลูกหนี้ลดลงนัยสำคัญจาก 5.4 ล้านราย พร้อมเล็งปรับเกณฑ์แก้หนี้จูงใจคนติดต่อไม่ได้ ขยับวงเงินเป็น 1-2 หมื่นบาท ส่วนกลุ่มที่ติดต่อเข้ามาแก้หนี้ขยับเพิ่มเป็น 5 หมื่นบาท เล็งแก้หนี้น็อนแบงก์ 7-8 หมื่นล้านบาทต่อเนื่อง

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานวันสถาปนากระทรวงการคลัง 150 ปี ว่าภาพรวมหนี้ครัวเรือนไทยที่มีอยู่ราว 16 ล้านล้านบาท ซึ่งมีทั้งหนี้ดีและหนี้ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ (TDR) และหนี้ที่ไม่มีความสามารถในการชำระ

โดยหนี้ที่ต้องได้รับการแก้ไขจะมีอยู่ 1.23 ล้านล้านบาท เพื่อให้กลุ่มนี้สามารถเข้าสู่ระบบการเงินใหม่ได้ ซึ่งหากดูไส้ในของตัวเลขหนี้ 1.23 ล้านล้านบาท เป็นคนที่ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ คิดเป็นจำนวนรายมีอยู่ 5.4 ล้านคน ซึ่งเป็นหนี้ที่ติดค้าง 2-3 ปี หรือเกิน 5 ปี

อย่างไรก็ดี รัฐบาลคงไม่ได้แก้ทั้งหมด แต่จะเน้นแก้ในกลุ่มที่มีหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการบริโภค บัตรเครดิต หนี้ไม่มีหลักประกัน โดยคิดเป็นมูลค่าหนี้ราว 1.23 แสนล้านบาท หรือ 10% ของจำนวนหนี้ของคนที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ หรือคิดเป็นจำนวน 3.4 ล้านคน จากจำนวนคนที่มีปัญหา 5.4 ล้านคน จะทำให้คนหายไป 3.4 ล้านคน และจะเหลือเพียงราว 2 ล้านคน ที่จะต้องแก้อีกวิธีหนึ่ง

ดังนั้น วิธีการแก้ไขหนี้ที่มีอยู่ 1.23 ล้านล้านบาท หากไม่ได้รับการแก้ไขจะไหลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวดีจะมีอยู่ 2 วิธีคือ 1.การสกัดหนี้ที่ดีไม่ให้ไหลเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ซึ่งจะมีโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่จะช่วยยืดอัตราดอกเบี้ยออกไป 3 ปี และยืดระยะเวลาการผ่อนชำระออกไป ทำให้คนเข้ามาเป็นหนี้ที่ยังไม่เสียและใกล้จะเสียสามารถลดดอกเบี้ยได้ 3 ปี โดยปัจจุบันเข้ามาแล้ว 2-3 แสนราย โดยจะให้วงเงินกู้ไม่เกิน 5,000-10,000 บาท

อย่างไรก็ดี มีคนบางส่วนที่ยังไม่มา และไม่รับโทรศัพท์ กลุ่มนี้จะปรับเป็น 10,000-20,000 บาท ส่วนคนที่มาจะเลื่อนเป็น 50,000 บาท และล่าสุดจากตัวเลขของกลุ่มคนที่ใกล้จะเป็นหนี้เสียปัจจุบันลดลงไปแล้วกว่า 2 แสนล้านบาท แปลว่าสามารถสกัดส่วนที่จะเสียไม่ให้เสียได้

และมาดูในส่วนของกลุ่มที่เป็นหนี้เสียแล้ว จะเห็นว่ามีการติดหนี้หลักพันและหลักร้อย ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ลดลงไปแล้วราว 5 แสนราย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลดไปแล้ว 2.5 แสนราย และภายใน 3 เดือนนี้จะมีของธนาคารออมสินอีกกว่า 4 แสนราย และธนาคารอาคารสงเคราะห์อีกราว 6.7 หมื่นราย โดยสิ่งที่ดำเนินการนี้เพื่อให้คนกลุ่มนี้สามารถหลุดจากความเป็นหนี้

ส่วนหนี้ที่เหลือจะเห็นว่าจะเป็นของธนาคารพาณิชย์เพียง 2.1 หมื่นล้านบาท และเป็นของ SFIs ราว 1.6 หมื่นล้านบาท และมีอีกส่วนราว 7-8 หมื่นล้านบาท จะอยู่ในผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (น็อนแบงก์) เช่น บัตรอิออน หรือเงินติดล้อ ซึ่งอยู่ระหว่างพูดคุย หากสามารถแก้ไขได้ในกว่า 3 ล้านคน แก้ไขได้ 70% กลุ่มนี้สามารถตั้งต้นใหม่ได้

ขณะเดียวกัน เมื่อสามารถตั้งต้นได้แล้ว กระทรวงการคลังไม่ได้หยุดแค่นี้ แต่จะดำเนินการต่อในส่วนของ SFIs แล้ว และจะเริ่มในส่วนของธนาคารพาณิชย์ต่อไป โดยดูพฤติกรรมการค้าขายที่เปลี่ยนไป คนไม่ค่อยทำงาน แต่จะค้าขายมากขึ้น จะให้คนกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้

โดยธนาคารออมสินได้ทำแล้วให้สามารถกู้ได้ 1-2 หมื่นบาท เพียงแค่โชว์หลักฐานว่ามีการค้าขาย จะให้ดอกเบี้ยเพียงครึ่งเดียวของสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ หรือราวกว่า 10% และหากสามารถชำระหนี้ได้ภายใน 1 ปี อาจจะเพิ่มวงเงินเป็น 5 หมื่นบาท เพื่อให้โอกาสกับลูกหนี้อีกครั้งหนึ่ง

“รัฐบาลพูดเสมอวิธีแก้หนี้ครัวเรือน แต่การแก้หนี้ไม่สามารถแก้หนี้ได้ทันที และลักษณะการแก้หนี้ไม่เหมือนกัน แต่เชื่อว่าภายใน 3-6 เดือนข้างหน้า จำนวนรายจะปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากกว่า 5 ล้านราย วันนี้ลดลงมาให้เห็นแล้ว ซึ่งเรื่องหนี้เป็นเรื่องที่เราทำต่อเนื่อง”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘พิชัย’ ชี้มาตรการแก้หนี้ ช่วยสกัดหนี้เสียแล้ว 2 แสนล้าน จ่อปรับเกณฑ์จูงใจเพิ่ม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...