โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความยากลำบากของการเป็นแม่ 3 เคสตัวอย่างจาก ‘Resident Playbook’ ซีรีส์ที่ว่าด้วยชีวิตการทำงานของเหล่าแพทย์ประจำบ้านด้านสูตินรีเวช

Mirror Thailand

อัพเดต 02 พ.ค. 2568 เวลา 10.20 น. • เผยแพร่ 02 พ.ค. 2568 เวลา 10.20 น.
ภาพไฮไลต์

‘Resident Playbook’ คือผลงาน Spin-Off จากจักรวาล Hospital Playlist ที่เล่าถึงเรื่องราวการเริ่มต้นทำงานก้าวแรกของ ‘เหล่าสูตินรีแพทย์ประจำบ้านปีหนึ่ง’ แห่งโรงพยาบาลยุลเจ พวกเขาต้องพบเจอกับความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาระงานที่หนักหน่วง การปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงาน และการเรียนรู้วิธีทำงานจากประสบการณ์จริงในโรงพยาบาล เพื่อฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ และเติบโตเป็นแพทย์อย่างเต็มตัว

แม้จะเป็นเรื่องราวใหม่ แต่เสน่ห์เฉพาะตัวของจักรวาล Hospital Playlist ก็ยังคงชัดเจน ทั้งความอบอุ่นของมิตรภาพ รวมถึงการถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘ผู้ป่วย’ แต่ละราย ซึ่งสอดแทรกประเด็นในสังคม และเชื่อมโยงกับชีวิตจริงได้อย่างลึกซึ้ง

ซีรีส์ ‘Resident Playbook’ เดินทางมาถึงตอนที่ 6 แล้ว โดยในตอนนี้ได้นำเสนอ ‘ความยากลำบากของการเป็นแม่’ ผ่าน 3 เคสตัวอย่างในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน นับตั้งแต่ผู้หญิงที่พยายามตั้งครรภ์

กำลังตั้งครรภ์ ไปจนถึงช่วงคลอดบุตร ว่าพวกเธอต้องเผชิญกับความเจ็บปวดใดบ้าง เพราะเบื้องหลังคำว่า ‘แม่’ ซ่อนความยากลำบากที่หลายคนอาจไม่เข้าใจ มาร่วมเปิดมุมมองเหล่านั้นไปพร้อมกับซีรีส์เรื่องนี้กัน

หมายเหตุ: มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์

ภรรยาผู้ถูกมองเป็น ‘เครื่องผลิตลูก’

เคสนี้เล่าถึง ‘ผู้หญิงที่ใกล้คลอด’ ซึ่งผ่านการขูดมดลูกมาหลายครั้ง และมีภาวะรกเกาะต่ำ ทำให้อาจมีเลือดไหลออกจำนวนมากขณะผ่าตัด จึงจำเป็นต้องรักษาด้วยการใส่บอลลูนในมดลูก เพื่อห้ามเลือด หรือผ่าตัดมดลูกออก ในกรณีที่เลือดยังไม่หยุดไหล

บรรดาผู้ป่วย แพทย์ และพยาบาลต่างชื่นชมสามีของเธอ ที่คอยพูดปลอบโยน แสดงความห่วงใย และดูแลเอาใจใส่อย่างดี ทว่า คำพูดของสามีหลังจากการผ่าตัดผ่านไปด้วยดี โดยที่เธอไม่จำเป็นต้องผ่าตัดมดลูกออก กลับทำให้ภาพลักษณ์ของ ‘สามีที่แสนดี’ พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อทุกคนได้ทราบเหตุผลที่แท้จริงของการดูแลที่อบอุ่นนั้น

“ที่รัก ฉันจะดูแลเธอให้ดี ต่อไปไม่ต้องห่วงอะไรอีก นึกถึงลูกคนที่สองของเราก็พอ ฉันภาวนาแทบแย่ ไม่ให้เธอถูกตัดมดลูกออกไป เราต้องมีลูกชายกันสักคน ลูกสาวคนนึง ลูกชายคนนึง นั่นคือความฝันฉันยังไงล่ะ เราพักกันสักสองเดือน แล้วมามีลูกคนที่สองกันนะ ที่รักของฉัน เธอทำได้”

ทั้งที่ภรรยาเพิ่งผ่านการผ่าตัดครั้งใหญ่ที่มีอุปสรรคยากลำบาก แต่สิ่งแรกที่สามีเอ่ยกับเธอกลับเป็นเรื่อง ‘การมีลูกคนถัดไป’ โดยมองข้ามความเจ็บปวด ณ ปัจจุบันของภรรยา และสนใจเพียงแค่ว่า มดลูกของเธอยังอยู่ไหม? การมีความฝันเรื่องลูกนั้นไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งที่ไม่ถูกต้องคือ การไม่มีความเห็นอกเห็นใจต่อคู่ชีวิต ซึ่งยอมเสียสละร่างกายเพื่อตั้งครรภ์

ความทรมานของผู้หญิงที่มีลูกยาก

“ยังไงฉันก็จะทำ บอกแล้วไงว่าอย่ารู้สึกผิด ฉันไม่ได้ทำเพื่อคุณ แล้วก็ไม่ได้ทำเพราะแม่คุณบ่นด้วย ฉันทำเพื่อตัวเอง ฉันทำเพราะฉันต้องการ ฉันอยากเป็นแม่คน”

‘โอจูยอง’ (รับบทโดย จองอึนซอน) พี่สาวของ ‘โออียอง’ (รับบทโดย โกยุนจอง) ประสบปัญหาภาวะมีบุตรยาก หลังพยายามมีลูกและเข้ารับการรักษามานานกว่า 4 ปี เธอจึงตัดสินใจปรึกษาศูนย์ผู้มีบุตรยากอีกครั้ง โดยต้องเข้าสู่กระบวนการเก็บไข่

ทว่า ความพยายามในครั้งนี้กลับล้มเหลวอีกเช่นเคย นอกจากความเจ็บปวดทางร่างกายอย่างอาการปวดท้องหลังเก็บไข่ เธอยังต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทางใจ เพราะความกดดันจากครอบครัวฝั่งสามี และสังคมภายนอกที่ผูกโยง ‘คุณค่าของผู้หญิง’ ไว้กับ ‘การแต่งงานมีลูก’ แม้เธอจะกล่าวว่า ตัวเองต้องการเป็นแม่ แต่เราก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่า นั่นคือความต้องการที่แท้จริงของเธอ หรือเป็นความต้องการที่เกิดจากการหล่อหลอมของสังคมกันแน่

หรือต่อให้เธออยากเป็นแม่คนจริงๆ แต่ภาวะมีบุตรยากเป็นสิ่งที่เธอไม่อาจควบคุมได้ ผู้คนรอบข้างจึงไม่ควรใช้ ‘ความอ่อนแอทางร่างกาย’ มาเป็นเครื่องกดทับ หรือสร้างบาดแผลทางใจให้กับเธอ เพราะการประสบความสำเร็จในฐานะผู้หญิง ไม่ได้ผูกติดกับการมีลูกเพียงอย่างเดียว

ชีวิตที่เต็มไปด้วยความกังวลของผู้เป็นแม่

“ฉันทำอัลตราซาวด์มาหลายครั้ง ทุกครั้งที่บอกว่าเจ็บ ฉันโกหกค่ะ เวลาฉันเห็นเรื่องความผิดปกติของเด็กในอินเทอร์เน็ต ฉันจะรู้สึกว่าตัวเองก็มีอาการแบบเดียวกัน และรู้สึกเจ็บท้องในบริเวณที่ทีแรกไม่รู้สึกเจ็บ ฉันรู้ว่ามันไม่จริง แต่ถ้าไม่ได้ตรวจ ฉันจะคิดถึงแต่อะไรไม่ดี”

เคสของคุณแม่ที่มาอัลตราซาวด์แผนกสูตินรีเวชซ้ำแล้วซ้ำเล่า สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพราะรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง เช่น ลูกไม่ดิ้น หรือปวดบีบบริเวณท้อง จนคนอื่นมองว่าเธออ่อนไหวเกินไป และเริ่มชินชากับความวิตกกังวลของเธอ แต่ท้ายที่สุดกลับพบว่ามีสายสะดือโผล่ออกมานอกผนังมดลูกเล็กน้อย ทำให้เธอต้องคลอดเร็วกว่ากำหนดด้วยวิธีการผ่าตัด

“ถ้างั้นฉันอยู่แบบวางใจได้แล้วใช่ไหมคะ ในเมื่อลูกของเราเกิดมาอย่างแข็งแรงแล้ว ฉันใช้ชีวิตโดยไม่ต้องกังวลอะไรได้หรือยังคะ”

จริงๆ แล้วไม่มีแม่คนไหนอยากแบกรับความกังวลตลอดเวลา แต่เมื่อตั้งครรภ์ครั้งแรก ความคิดในแง่ลบและความรู้สึกอ่อนไหวจึงกลายเป็นสิ่งที่ยากจะรับมือ และไม่ใช่ว่าหลังจากคลอดลูกไปแล้ว ความกังวลทั้งหมดจะหายไป เพราะนับตั้งแต่เป็นแม่คน ก็ไม่มีวันไหนที่แม่สามารถใช้ชีวิตแบบวางใจได้อย่างแท้จริง ดังนั้น ผู้คนรอบข้างทั้งครอบครัวและสามี รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์จึงควรเข้าใจความวิตกกังวลของผู้ตั้งครรภ์ มากกว่าตำหนิติเตียนว่า ความรู้สึกของเธอเป็นเพียงความรู้สึกอ่อนไหวที่ไร้สาระ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...