โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“นารายา” ดันลูกชายคุมทัพการตลาดทวงคืนรายได้ “พันล้าน”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 มี.ค. 2568 เวลา 16.59 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. 2568 เวลา 09.59 น.

ไม่เป็นแล้วแบรนด์ “ของฝาก” NaRaYa เปิดทาง “พศิน ลาทูรัส” GEN- 2 คุมทัพการตลาด ปักธงไดเรคชั่นใหม่ขยายลูกค้าคนไทยประเดิมปี 68 คอลแลบส์ Butterbear จับลูกค้าเด็กรุ่นใหม่ปรับภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่ "Everyday Use" ลงทุน 100 ลบ.ขยายเพิ่ม 4 สาขา ขยายโรงงานเพิ่มกำลังการผลิตเตรียมบุกตลาดจีนกลางปีดันรายได้แตะ “พันล้าน”

เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ไทยที่ต้องตาต้องใจนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างมากสำหรับ“NaRaYa” จนสามารถทำรายได้แตะ 2,000 ล้านบาทก่อนจะเจ็บหนักในช่วงโควิดหลังนทท.หายไป ในปีนี้คุณแม่ “วาสนา” ที่แม้อายุจะแตะ 72 ปีก็ยังคงไดร์ฟธุรกิจด้วยตัวเอง แต่มูฟเมนต์ที่สำคัญคือการเปิดทางให้ทายาทอย่าง “พศิน” เข้ามากุมทัพการตลาดเต็มตัว พร้อมกับไดเรคชั่นทั้งขยายสัดส่วนลูกค้าคนไทย ปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้เด็กลงและทำรายได้ทะลุ “พันล้าน”

“วาสนา รุ่งแสนทอง” ในฐานะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นารายณ์ อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายกระเป๋าแบรนด์ “นารายา” เปิดเผยภาพรวมของ “NaRaYa” ปัจจุบันว่าย้อนกลับไปช่วงก่อนโควิด NaRaYa เคยทำรายได้ถึง 2,000 ล้านบาทก่อนจะดรอปลงในช่วงโควิด และล่าสุดปี 2567 ที่ผ่านมาบริษัทปิดรายได้ประมาณ 700 ล้านบาทแต่มั่นใจว่าปีนี้ “เราจะไปถึง พันล้าน”

อย่างไรก็ดีแม้ว่านักท่องเที่ยวจีนซึ่งเคยเป็นกำลังซื้อสำคัญจะยังไม่กลับมาเต็มที่แต่ก็ยังมีกำลังซื้อจากจีนฮ่องกง จีนสิงคโปร์ และจีนมาเลเซียเข้ามาต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเข้ามาเสริมทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย ซาอุดิอาระเบีย เวียดนาม และอินเดียที่เข้ามามากขึ้น ดังนั้นสถานการณ์ปัจจุบันก็นับว่า “หายใจคล่องขึ้นเพราะเรามีของขาย”

และในปีนี้ยังได้ลูกชาย“พศิน ลาทูรัส” เข้ามารันงานด้านการตลาด 100% ประเดิมโปรเจกต์แรก NaRaYa x Butterbear Collection ซึ่งนารายามีโรงงานเป็นของตัวเองสามารถผลิตสินค้าได้ในปริมาณมาก เบื้องต้นวางสินค้าทั้งคอลเลคชั่นราวๆ 50,000 ชิ้น ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากจนต้องเพิ่มกำลังการผลิตโดยเฉพาะพวงกุญแจ Butterbear ที่ขยายหมดภายในครึ่งชั่วโมงแรกที่เปิดขายจนต้องผลิตเพิ่ม “เท่าตัว”**

“หน้าที่ของเราคือซัพพอร์ตเต็มที่แต่ยังไม่วางมือและยังดูเรื่องของ Production และ Design เป็นหลัก เพราะเรายังชอบทำงานอยู่และไม่มีแผนเกษียณ”

ขณะที่ทายาทอย่าง“พศิน ลาทูรัส” ที่เข้ามารั้งตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท นารายณ์อินเตอร์เทรด จำกัด พร้อมกับหน้าที่สำคัญคือ คุมทัพการตลาด 100% เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ส่วนตัวเข้ามาช่วยกิจการครอบครัวเท่าที่คุณพ่อคุณแม่อนุญาต

“คุณพ่อคุณแม่ให้สำคัญอย่างมากในการคีฟ DNA ของบริษัท และยังคงเป็น Founder อยู่ โดยคุณแม่ดูแลเรื่องของดีไซน์และการพัฒนาสินค้า ส่วนคุณพ่อดูเรื่องของฝ่ายการผลิต โรงงาน ส่วนตัวก็เข้ามาช่วยเสนอไอเดียใหม่ๆ ซึ่งตอนนี้หลาย ๆ อย่างคุณพ่อคุณแม่ก็เริ่มเห็นภาพที่เปลี่ยนไปด้วยตัวเอง

ในช่วงโควิดที่ผ่านมาแม้จะเป็น “ความท้าทาย” แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นใจให้กับเราว่า“ความคิดของเรามีน้ำหนัก” ซึ่งบางธุรกิจครอบครัวพ่อแม่อาจมองว่าลูกเป็นเด็ก แต่ครอบครัวเราพ่อแม่ให้น้ำหนักกับความคิด รับฟังไดเรคชั่นและยอมรับ ทำให้เรารู้สึกมั่นใจมากขึ้นในการทำธุรกิจครอบครัว”

“พศิน” กล่าวต่อไปว่า ปี 2568 ถือเป็นปีที่ “NaRaYa” กลับมาลงทุน ขยายธุรกิจ ขยายแหล่งการผลิตอีกครั้ง โปรเจกต์แรกของปีคือการจับมือกับ “น้องหมีเนย (Butterbear)” เปิดตัวคอลเล็กชัน NaRaYa x Butterbear Collection แก่นของความร่วมมือครั้งนี้ก็คือ การหากลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ในประเทศมากขึ้น

โดย NaRaYa วางแผนทำ Collaboration 2 โปรเจกต์ต่อปีด้วยข้อจำกัดทางด้านการผลิตที่ยังเป็นงานแฮนด์เมด ซึ่งที่ผ่านมามีการคอลแลบส์ กับแบรนด์อื่น ๆ เช่น “divana” ซึ่งนับว่าซัคเซสมากในกลุ่มเป้าหมายที่ค่อนข้างนีด

“เรามีความชำนาญในเรื่องผ้าและทำได้ค่อนข้างเยอะ แต่เราไม่อยากทำให้กว้างเกินไปและยังคงคาแรคเตอร์ของ NaRaYa อยู่ ปัจจุบันเรามีสินค้ากว่า 30,000 sku ทำให้มีพื้นฐานสินค้าให้เลือกเยอะแต่โจทย์ตอนนี้คือรับฟังสิ่งที่ลูกค้าต้องการ

การคอลแลบส์กับ Butterbear ถือเป็นการคอลแลบส์ที่ใหญ่ที่สุด มีการตกแต่งร้านทุกสาขา มีดิสเพลย์ของตัวเองและจัด Event โดยเฉพาะ เพราะเราต้องการตีตลาดที่กว้าง เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการขยับพอร์ตลูกค้าจากเดิมคนไทย 30% และต่างชาติ 70% แต่ด้วยการคอลแลบส์ครั้งนี้เพียง 10 วันแรกของการล๊อนซ์โปรเจ๊กต์ก็สามารถเพิ่มสัดส่วนลูกค้าคนไทยขึ้นมาประมาณ 10%”

อย่างไรก็ดีผู้บริหารมองว่าต้องรอดูฟีดแบ็คอีกสักระยะเพราะตอนนี้เป็นแค่ช่วงเริ่มต้น แม้ว่า Butterbear จะเป็นตัวกระตุ้นที่ค่อนข้างรุนแรงแต่หน้าที่ของ NaRaYa หลังจากนี้คือการเมนเทนให้ลูกค้ากลับมาซื้อบ่อยๆ

“ลูกค้าของ NaRaYa และหมีเนย มีความคล้ายคลึงกันคือเป็นแฟนคลับที่มี Passion กับแบรนด์มาก แต่ยังมีช่องว่างในเรื่องของอายุซึ่งเราสามารถแชร์ฐานลูกค้าทั้งไทยจีนด้วยกันได้ และช่วยในเรื่องของการปรับภาพลักษณ์ของ NaRaYa ให้โมเดิร์นมากขึ้น เป็นฟังก์ชันและสามารถใช้ในชีวิตประจำวันเป็น Everyday use ได้ไม่ใช่แค่ของฝากอย่างเดียว

และคาดว่าจะช่วยดันรายได้ประมาณ 15-20% ในระยะสั้น โดยความร่วมมือครั้งนี้กินระยะเวลา 1 ปี และจะมี Collection ที่ 2 ออกมาในช่วงปลายปี โจทย์สำคัญคือหลังจากนั้นเราจะสามารถรักษาลูกค้าได้นานแค่ไหนนั่นเป็นเป้าหมายของแบรนด์

นอกจากโปรเจกต์ NaRaYa x Butterbear แล้ว “พศิน” ยังวางแผนเปิดสาขาใหม่ 3-4 สาขาจากปัจจุบันที่มี 17 สาขาทั่วประเทศ โดยแผนที่คอนเฟิร์มแล้วคือ สาขา “เยาวราช” ในรูปแบบ Stand Alone บนโลเคชั่นที่ค่อนข้างไพร์มและใช้งบลงทุนในการตกแต่งค่อนข้างเยอะเพื่อสร้างเอกลักษณ์ซึ่งคาดว่าจะเปิดบริการได้ในช่วงกลางปี และอีก 2-3 สาขาที่อยู่ระหว่างการพูดคุยคาดว่าจะเป็นการเปิดสาขาใหม่ในห้างสรรพสินค้า

ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับ “หลังบ้าน” โดยเตรียมขยายโรงงานเพื่อรองรับการผลิตในสเกลใหญ่ๆเพื่อทำราคาให้จับต้องได้ง่าย

“ปีที่ผ่านมาการเติบโตของเราแม้ว่าจะดีกว่าที่เราคิดไว้ 10- 20% แต่เรามองว่ายังสามารถทำได้ดีกว่านี้ แต่ข้อจำกัดของเราคือเราผลิตไม่ทัน เพราะสินค้ายังเป็น Handmade อยู่เราไม่สามารถผลิต 24 ชั่วโมงได้ตอนนี้เรามีพนักงาน 2,000 กว่าคน ปีนี้เรามีแผนขยายโรงงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ซึ่งอาจจะเพิ่มกำลังคนจาก 400-500 คนในปัจจุบันเป็น 800 คนภายในไตรมาส 4 ปีนี้**

เบื้องต้นเราวางงบลงทุนทั้งปีราว ๆ 100 ล้านบาท ครอบคลุมการเปิดสาขาใหม่ การสร้าง Display ใหม่ ๆ การเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้แบรนด์ดูเด็กลงจากเดิมกลุ่มลูกค้าอายุประมาณ 30 ปลาย ๆ ถึง 50 ปลาย ๆ ลงมาปัจจุบันที่ 20 ต้นๆ แต่ไดเร็คชั่นของเราต้องการจับลูกค้าตั้งแต่อายุ 15ปี ขึ้นไป”

นอกจากการขยายฐานลูกค้าในประเทศแล้ว NaRaYa ยังขยายตลาดส่งออก จากปัจจุบันในญี่ปุ่นมีจุดขาย 67 จุดซึ่งตามแพลนปีนี้จะขยายถึง 150 จุดขาย และส่งออกไปยังเอเชียเป็นหลักในระยะ 2-3 ปีนี้เพราะมีฐานลูกค้าเดิมบางส่วนซึ่งผู้บริหารมองว่า“เครื่องติดง่าย” ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์

ขณะเดียวกันในปีนี้จะเริ่มบุกตลาดจีนผ่านการเปิดร้านบน XiaoHongShu (เสี่ยวหงชู) แพลตฟอร์มที่เป็นทั้ง Social Media และ E-commerce ยอดนิยมในจีน ภายใน 2-3 เดือนนี้

“เราไม่สามารถขยายช่องทางการขายได้ทุกแพลตฟอร์ม เพราะมีข้อจำกัดเรื่องกำลังการผลิต ซึ่งตลาดออนไลน์สิ่งสำคัญ คือถ้ามีการลงทุนไปแล้ว เครื่องถูกจุดติดไปแล้วต้องไปต่อเท่านั้นไม่สามารถหยุดชะงัก สินค้าขาดตลาดหรือให้ลูกค้ารอผลิต 2 เดือนได้ แต่โชคดีที่เรายังมีโอกาสและลูกค้ายังให้โอกาสเรา ปีนี้ทั้งปีเราตั้งเป้าโต 15-20%”

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...