โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ม.เกษตร” ผุดอุทยานการแพทย์ ปักธงปี’72 รองรับผู้ป่วย 400 เตียง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 มี.ค. 2566 เวลา 04.33 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. 2566 เวลา 23.02 น.

S-curve ใหม่รับปีที่ 81 ของมหา’ลัยเกษตรศาสตร์ มุ่งสร้างอุทยานการแพทย์เฉลิมพระเกียรติ ชู “หมอ Green” แพทย์เฉพาะทางสาขาวิชาเวชศาสตร์การเกษตรและชีวนวัตกรรม เน้นรักษาโรคจากสัตว์สู่คน, สารเคมีการเกษตร, การบริโภคอาหาร พร้อมขึ้นโรงพยาบาลขนาด 400 เตียง ทยอยเปิด คณะพยาบาล-ทันตแพทย์-เภสัช ปี 2572

ตลอดระยะเวลา 80 ปี นับจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ก่อตั้งเมื่อปี 2466 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน การจัดการเรียนการสอนจากคณะต่าง ๆ อาทิ คณะเกษตร คณะประมง คณะวนศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ และอื่น ๆ ต่างประสบความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและระดับนานาชาติ

โดยความสำเร็จดังกล่าวมาจากองค์ความรู้ทางด้านเกษตรศาสตร์ และสัตวศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยบ่มเพาะแก่บรรดานิสิตทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ต่างเป็นที่ประจักษ์ชัดตลอดมา ดังนั้นในช่วงของการก้าวสู่ S-curve ใหม่ในปีที่ 81 ของปีการศึกษา 2567 ทีมคณาจารย์ของมหา’ลัยจึงมองโลกการศึกษาในอนาคตที่จะต้องนำองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่มีมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดการเรียนการสอนยุคใหม่กับนิสิตด้วยการเปิด “โครงการอุทยานการแพทย์เฉลิมพระเกียรติ”

โดยอุทยานการแพทย์แห่งนี้ไม่เพียงจะมี คณะแพทยศาสตร์ สาขาวิชาเวชศาสตร์การเกษตรและชีวนวัตกรรม (Ago-Medicine and Bio-Innovation) เป็นจุดเด่น หากยังมีแผนจะเปิด คณะพยาบาลศาสตร์ พร้อมกับเปิดโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน, คณะทันตแพทย์ และคณะเภสัชศาสตร์ ตามมาอีกด้วย

ล่าสุดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับการอนุมัติงบประมาณแผ่นดินจำนวน 8.8 พันล้านบาท จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2566 เพื่อเริ่มก่อสร้างคณะแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลขนาด 400 เตียง ในปีงบประมาณนี้แล้ว

ผลิตหมอติดดินรับโรงพยาบาลบาลสีเขียว

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำลังมุ่งสู่ช่วง S-curve ระยะที่ 2 ในปี 2567 ดังนั้น ทีมคณาจารย์และผู้ใหญ่หลายคนในแวดวงวิชาการได้หารือกันว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีองค์ความรู้ค่อนข้างครบถ้วน ทั้งวิทยาศาสตร์-เกษตรศาสตร์-สัตวศาสตร์-อาหาร-ชีววิทยา

ซึ่งเป็นรากวิชาพื้นฐานของการเรียนแพทยศาสตร์ เพียงแต่คณะแพทยศาสตร์มีเปิดการเรียนการสอนไปแล้วในหลาย ๆ มหาวิทยาลัย ดังนั้นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะเปิดคณะแพทยศาสตร์ ก็จะต้องแสดง “อัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่แตกต่างจากมหาวิทยาลัยแพทย์แห่งอื่น ๆ”

ตรงจุดนี้จึงกลายเป็นที่มาของการเปิด ภาควิชาสาขาเวชศาสตร์การเกษตรและชีวนวัตกรรม ในคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นอันดับแรก โดยจะทำการผลิต “แพทย์เฉพาะทาง” ที่มีความเชี่ยวชาญและมีความรู้ทางการรักษาโรคจากสัตว์สู่คน, โรคจากสารเคมีทางการเกษตร, โรคที่เกิดจากเครื่องจักรกลทางการเกษตร, โรคจากการบริโภคอาหาร หรือ “พูดง่าย ๆ ว่า นิสิตแพทย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรฯค่อนข้างติดดิน ซึ่งจะเรียกหมอเกษตร หรือหมอติดดิน ก็ได้ เพราะพวกเขาต้องลงพื้นที่ทำวิจัย ผลิตยารักษาโรค วัคซีน หรือแม้แต่ผลิตยาสมุนไพรที่ใช้นวัตกรรมทางการแพทย์ด้วย” ดร.จงรักกล่าว

ส่งผลให้แผนงานที่อยู่ภายใต้ โครงการอุทยานการแพทย์เฉลิมพระเกียรติ พื้นที่ 50 ไร่ แบ่งออกเป็น การก่อสร้าง คณะแพทยศาสตร์, คณะพยาบาลศาสตร์, คณะทันตแพทย์ และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขนาด 400 เตียง จำนวน 25 ไร่ โดยจะเริ่มตอกเสาเข็มสำหรับสร้างโรงพยาบาลประมาณเดือนตุลาคม 2566

ส่วนที่ดินอีก 25 ไร่ที่เหลือ จะออกแบบให้เป็น สวนสาธารณะทางการแพทย์ (Medical Park) เพื่อให้เป็นโรงพยาบาลสีเขียว ตามแนวทางเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals-SDGs) ของสหประชาชาติ โดยสถานที่จะรายล้อมไปด้วยต้นไม้และพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติของผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลรู้สึกผ่อนคลายเหมือนกับมาสวนสาธารณะ

“สำหรับพื้นที่อุทยานการแพทย์เฉลิมพระเกียรติ ตั้งอยู่ติดถนนวิภาวดีรังสิต ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางเขน ) ซึ่งเดิมเป็นหอพักนิสิตหญิงที่สร้างเมื่อ 50-60 ปีแล้ว จะซ่อมแซมก็ไม่คุ้ม เราจึงปรับปรุงพื้นที่เพื่อสร้างคณะต่าง ๆ รวมถึงโรงพยาบาลด้วย ตอนแรกคิดจะให้ คณะเภสัชศาสตร์ อยู่ภายในอุทยาน แต่พอดูความพร้อมเรื่องของการเรียนการสอน การปลูกพืชสมุนไพรและการวิจัยแล้ว อาจจะให้นิสิตไปเรียนที่วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม เพราะพื้นที่กว้างขวาง และอยู่ไม่ไกลจากบางเขนเท่าไหร่นัก” ดร.จงรักกล่าว

ผลิตพยาบาล-ทันตแพทย์-เภสัช

ดร.จงรักกล่าวต่อว่า สำหรับแผนและหลักสูตรการเรียนการสอน จะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 จะเปิดรับสมัครนักเรียนเพื่อสอบเข้า คณะแพทยศาสตร์รุ่นแรก ในปี 2567 โดยมีการเปิดรับสมัครโควตาจากต่างจังหวัด ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะทำการสอบแอดมิสชั่น ซึ่งจะเปิดรับเพียง 48 คน/รุ่น

ส่วนการเรียนการสอนระดับชั้นปรีคลินิก จะเรียนทางด้านจุลชีววิทยา, ปรสิตวิทยา, พยาธิวิทยาคลินิก, ชีววิทยาและพันธุวิศวกรรม ที่คณะวิทยาศาสตร์ก่อน ต่อจากนั้นพอขึ้นชั้นปีที่ 4-6 (คลินิก) จะเรียนลงลึกมากขึ้นเกี่ยวกับเวชศาสตร์การเกษตรและชีวนวัตกรรม แพทย์แผนไทย รังสีวิทยา ศัลยศาสตร์ ออร์โธปิดิกส์ สูตินรีเวชศาสตร์

ส่งผลให้นิสิตชั้นปีที่ 4-6 จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดย 24 คนจะถูกส่งไปเรียนที่ โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จ.สุพรรณบุรี และอีก 24 คนจะส่งไปเรียนที่ โรงพยาบาลศูนย์สกลนคร จ.สกลนคร เพราะทั้ง 2 แห่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ที่มีความพร้อมทั้งสถานที่และทีมคณาจารย์ทางการแพทย์

“ตอนนี้หลักสูตรการเรียนการสอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว และในวันที่ 28 มี.ค. แพทยสภาจะเข้ามาตรวจอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่น่ามีปัญหาอะไร ฉะนั้นใน 6-7 ปีข้างหน้า เราจะมีแพทย์เกษตรฯออกมารองรับผู้ป่วยอย่างแน่นอน และต่อจากนั้นคงต้องให้แพทยสภามาตรวจอีกครั้งว่า จะผลิตแพทย์เพิ่มขึ้นได้อีกกี่คน เพราะโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีขนาด 400 เตียง เราต้องผลิตบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ทั้งหมด ประมาณ 2,000 คน ซึ่งผมคิดว่าเมื่อถึงปี 2572 เราน่าจะไปถึงจุดนั้นได้แล้ว” ดร.จงรักกล่าว

ขณะที่ในส่วนของคณะพยาบาลศาสตร์ จะเปิดรับสมัครรุ่นแรกปี 2567 เช่นกัน โดยจะเปิดรับเพียง 100 คน/รุ่น ซึ่งเมื่อถึงปี 2572 หลังจากที่โรงพยาบาลแล้วเสร็จก็น่าจะผลิตพยาบาลได้หลายร้อยคน สามารถรองรับผู้ป่วยได้ในระดับหนึ่ง ต่อจากนั้นจึงดำเนินการต่อในระยะที่ 2 ด้วยการเปิด คณะทันตแพทย์ กับเภสัชศาสตร์ เป็นลำดับต่อไป

มุ่งสร้างชื่อหวังดึงผู้ป่วยต่างชาติ

นอกจากนั้น ดร.จงรักยังกล่าวถึง แผนธุรกิจในการดำเนินโครงการอุทยานการแพทย์เฉลิมพระเกียรติว่า ตลอดเวลาผ่านมาปัญหาเรื่องสุขภาพของคนไทยเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งของระบบสาธารณสุข และโรงพยาบาลต่าง ๆ ของรัฐ “ซึ่งผมและผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนมองเห็นปัญหาตรงนี้ จึงนั่งคิดกันว่า ถ้าจะเปิดโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต้องทำให้ระบบสาธารณสุขมีรายได้เข้ามาเลี้ยงตัวเองให้ได้ โดยไม่ต้องพึ่งเงินจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แม้จะให้ความสำคัญต่อการรักษาประชาชนคนไทยก่อนก็ตาม”

ดังนั้นทางแก้ตรงนี้คือ ต้องหันมามองตัวเองว่าจะสร้างโรงพยาบาลให้มีชื่อเสียงในระดับโลกได้อย่างไร ทางหนึ่งเพื่อช่วยประเทศไทยในอนาคต ขณะที่อีกทางหนึ่ง เราต้องการเป็น “ฮับ” เพื่อรองรับคนต่างชาติที่จะเข้ามารักษาในประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะโรคจากสัตว์สู่คน-โรคจากสารเคมีทางการเกษตร-โรคที่เกิดจากเครื่องจักรกลทางการเกษตร และโรคจากการบริโภคอาหาร ถ้าเราทำถึงตรงจุดนั้นได้ จะทำให้คนต่างชาติที่มีฐานะเข้ามารักษาที่โรงพยาบาลของเรา

“ผมวางแผนว่า หลังจากนิสิตแพทย์จบปี 6 จะทำการคัดเลือกเพื่อส่งคนที่เรียนเก่ง ๆ ไปเรียนแพทย์เฉพาะทางที่ประเทศอังกฤษ เพราะที่นั่นมีโรงพยาบาลในลักษณะเดียวกันกับเรา เพื่อให้เขานำความรู้กลับมาประยุกต์ใช้เพื่อรักษาผู้ป่วยต่อไป ขณะเดียวกันก็ต้องหาแพทย์เฉพาะทางที่อยู่ในเมืองไทยเข้ามาเสริมทัพ พร้อม ๆ กับขยายจำนวนเตียงระดับพรีเมี่ยมเพิ่มขึ้นอีก 100 เตียง โดยจับกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติที่มีฐานะเพื่อมาช่วยโรงพยาบาลขนาด 400 เตียงอีกที คล้าย ๆ กับที่โรงพยาบาลของรัฐหลายแห่งเปิดดำเนินการในลักษณะนี้อยู่” ดร.จงรักกล่าว

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...