โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เหตุการณ์สังหาร “ซีซาร์” และสาธารณรัฐโรมันหลังสิ้นจอมเผด็จการ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 18 มี.ค. 2568 เวลา 04.51 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. 2568 เวลา 23.45 น.
The Death of Julius Caesar เหตุการณ์รุมสังหารซีซาร์, ผลงาน Vincenzo Camuccini ราวปี 1804-1805 (ภาพโดย Rlbberlin ใน Wikimedia Commons)

15 มีนาคม ปีที่ 44 ก่อนคริสตกาล จูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) แม่ทัพ นักการเมือง รัฐบุรุษ และจอมเผด็จการผู้โด่งดังของ โรมัน ถูกรุมสังหารอย่างอุกอาจกลางวันแสก ๆ ใจกลางกรุงโรม

แม้จะถูกนิยามว่าเป็น “ผู้เผด็จการ” (Dictator)แห่ง โรมัน แต่การตายของซีซาร์ไม่ได้เกิดจากการกระทำของฝูงชนหรือการลุกฮือของชาวโรมันผู้ต่อต้านเขา กลับกัน ก่อนสิ้นชีพเขายังได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ประชาชน และเปรียบดังสัญลักษณ์แห่งความเกริกเกียรติเกรียงไกรของสาธารณรัฐโรมัน

ชีวิตของ จูเลียส ซีซาร์ จบสิ้นลงโดยน้ำมือของ Senators หรือเหล่า “วุฒิสมาชิก”

อันที่จริงวุฒิสภา (Senate)คือองค์กรทางการเมืองที่ (ควร) มีอิทธิพลสูงสุดในการปกครองระบอบสาธารณรัฐ นั่นเป็นสาเหตุทำให้วุฒิสมาชิกไม่พอใจคะแนนนิยมของซีซาร์ รวมถึงอิทธิพลเหนือวุฒิสภา พื้นที่เดียวที่พวกเขาสามารถใช้อำนาจกำหนดนโยบายและทิศทางของสาธารณรัฐได้ นำไปสู่การลอบสังหารที่ถูกกล่าวขานถึงมากที่สุดเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์

เกิดอะไรขึ้นบ้างในวันนั้น? วันที่นักการเมืองกลุ่มหนึ่งประสบความสำเร็จในการฉุดกระชากเผด็จการผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ไปพบยมทูต…

ก่อนเหตุการณ์ดังกล่าว ปีเดียวกันนั้น จูเลียส ซีซาร์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “Dictator for Life” หรือ ผู้เผด็จการตลอดชีพ ทำให้เขามีอิทธิพลสูงสุดในสาธารณรัฐโดยสมบูรณ์ ซีซาร์มาถึงจุดนี้ได้เพราะเขาสามารถเผด็จศึกในสงครามกับ ปอมเปย์ (Pompey) ศัตรูทางการเมืองคนสำคัญเมื่อ 4 ปีก่อน ปิดฉากสงครามกลางเมืองระหว่างเหล่าผู้นำทัพระดับสูงของ โรมัน ที่ช่วงชิงความเป็นหนึ่งกันมาอย่างยาวนาน

ความคิดเรื่องการกำจัดซีซาร์ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในมุมมืด วุฒิสมาชิกหวาดระแวงอิทธิพลของซีซาร์ที่นับวันจะเพิ่มพูนจนไร้เทียมทาน ยิ่งสิ้นปอมเปย์ อิทธิพลเดียวที่มีกำลังพอจะคานอำนาจกับซีซาร์ได้ก็พลันสลายไปด้วย พวกเขาจึงพูดคุยกันว่า หากไม่รีบกำจัดซีซาร์ บุรุษผู้นี้จะทำให้สาธารณรัฐกลายเป็นราชอาณาจักรที่ปกครองโดยคนคนเดียวในท้ายที่สุด ซึ่งเท่ากับทำลายระบบสภาจนสูญสิ้น แต่ประชาชนทั้งรักและเทิดทูนซีซาร์จากวีรกรรมของเขา ที่เคยนำทัพไปพิชิตดินแดนมากมายให้มาเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐ

วุฒิสมาชิกจึงมองไม่เห็นหนทางใดในการขจัดอำนาจของซีซาร์ นอกจากทำให้เขาไม่มีชีวิตอยู่อีกต่อไป…

ลางสังห(า)รณ์

มาคุส จูนิอุส บรูตุส (Marcus Junius Brutus) หนึ่งในผู้สมรู้ร่วมคิดลังเลใจไม่น้อยกับแผนการนี้ บรูตุสเคยรับใช้ปอมเปย์ก่อน แต่ซีซาร์อภัยโทษให้เขาหลังสงครามยุติลง รวมถึงมอบสิทธิ์ในวุฒิสภาอันทรงเกียรติ บรูตุสจึงต่อสู้กับความคิดในหัวว่าจะทรยศบุรุษผู้ดึงเขาขึ้นจากบ่อแห่งการประหัตประหารได้จริงหรือ แม้นั่นหมายถึงการปกป้องสาธารณรัฐโรมันก็ตาม

กระนั้น บรูตุสเองตระหนักแล้วว่าสถานะอันปราศจากภัยคุกคาม ทำให้ซีซาร์เมินเฉยต่อการดำรงอยู่ของสภาเกินไปเสียหน่อย วุฒิสมาชิก (รวมถึงตัวเขา) สัมผัสได้อย่างจริงจังว่าถูกซีซาร์คุกคามอย่างเงียบ ๆ คล้ายถูกผลักไสให้ไร้ตัวตนในสาธารณรัฐ… ท้ายที่สุด บรูตุสตัดสินใจเป็นส่วนหนึ่งในผู้ร่วมก่อการ

สถานการณ์มาถึงจุดที่ผู้ก่อการต้องเร่งลงมือ แม้วุฒิมาชิกหรือคณะผู้ก่อการจะมั่นใจว่าแผนการยังไม่แพร่งพรายไปถึงหูซีซาร์ แต่เจตจำนงดังกล่าวมีคนรู้เห็นมากเกินไป และพวกเขาอาจถูกเปิดโปงเมื่อใดก็ได้

แรกทีเดียววุฒิสมาชิกตั้งใจจะสังหารซีซาร์ในวันเลือกตั้งประจำเขตมาทิอุส (Campus Martius) แต่ปรากฏว่าซีซาร์เรียกประชุมสภาเป็นวาระพิเศษในวันIdes of Marchหรือวันที่ 15 มีนาคม ตามปฏิทินโรมัน ซึ่งจะมาบรรจบก่อนวันเลือกตั้ง ผู้ก่อการจึงเปลี่ยนวันปฏิบัติการมาเป็นวันนั้นแทน

นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกชื่อ พลูทาร์ค (Plutarch) ตั้งข้อสังเกตเชิงเหน็บแนมในเรื่องนี้ว่า ซีซาร์ทำพลาดอย่างมหันต์ตั้งแต่การเลือกสถานที่ประชุมแล้ว เพราะมันคือ คูเรีย (Curia)หรือ “Curia of Pompey” อาคารหลังเก่าที่ปอมเปย์เคยเป็นเจ้าของ ใกล้กันนั้นยังเป็นโรงละครขนาดใหญ่ที่สร้างภายใต้การอุปถัมภ์ของปอมเปย์อีกเช่นกัน จะอะไรดลใจไม่ทราบ แต่อยู่ ๆ ซีซาร์ก็เอาตัวเองไปอยู่ในถิ่นเก่าของอริคนสำคัญที่สุดในชีวิตเสียอย่างนั้น

เช้าวันที่ 15 มีนาคม บรูตุสร่ำลาภรรยาของตนก่อนไปเข้าร่วมการประชุมตามกำหนด เขาซ่อนมีดสั้นไว้ใต้เสื้อคลุม ส่วนภรรยาได้แต่หวาดวิตกว่าอาจเกิดเรื่องเลวร้ายตามมา และขอร้องให้บรูตุสล้มเลิกการเข้าร่วมประชุม ถึงอย่างนั้น สุดท้ายทั้งบรูตุสและผู้สมรู้ร่วมคิดก็มารวมตัวกันที่คูเรียและเฝ้ารอการมาถึงของผู้เผด็จการของสาธารณรัฐ…

ในวันนั้น จูเลียส ซีซาร์ มาสาย อันที่จริงเขาอยู่ที่บ้านตลอดทั้งเช้า เพราะรู้สึกเป็นกังวลและไม่สบายตัว เขาฝันแปลก ๆ คล้ายมีลางบอกเหตุบางอย่างตลอด 2-3 วันที่ผ่านมา โดยเฉพาะคืนก่อนนั้น ขณะนอนเคียงข้างคาลเปอร์เนีย (Calpurnia)ภรรยาของเขา จู่ ๆ หน้าต่างและประตูทุกบานของห้องก็เปิดออก ซีซาร์สะดุ้งตื่นและตะลึงพรึงเพริดด้วยความสับสน มีเสียงจากภายนอกและแสงจากดวงจันทร์ที่ส่องมายังตัวเขา จากนั้นพบว่าภรรยายังอยู่ในอาการหลับลึกพร้อมละเมอเป็นเสียงครวญคราง ซีซาร์ทราบในภายหลังว่าคาลเปอร์เนียฝันถึงเขาขณะถูกสังหารจนสิ้นลมในอ้อมแขนของเธอเอง เป็นสาเหตุของการครวญคราง เพราะเธอกำลังร่ำไห้ถึงเขา

ซีซาร์หวาดผวาไม่น้อยกับลางบอกเหตุนี้ คาลเปอร์เนียเองไม่สบายใจและรบเร้าให้เขายกเลิกการประชุมนี้เสีย เขาจึงมอบหมายให้ มาร์ค แอนโทนี (Mark Antony)คนสนิทและพันธมิตรคนสำคัญ ไปแจ้งเลื่อนการประชุม แต่ เดซิมุส อัลบินุส (Decimus Albinus)หนึ่งในพันธมิตรที่ซีซาร์ไว้วางใจที่สุดกลับมีส่วนในแผนการนี้ เขาอยู่ที่บ้านของซีซาร์ด้วยและเตือนว่า หากเรียกประชุมวาระพิเศษไม่ควรเลื่อนการประชุมกะทันหันเช่นนี้ ทั้งกระซิบกระซาบว่าวุฒิสภาเล็งประกาศให้ซีซาร์เป็นกษัตริย์ในการประชุมนี้ เขาจึงควรไปปรากฏตัว หาไม่ย่อมเท่ากับดูถูกเจตนารมณ์ของวุฒิสมาชิก การเลื่อนประชุมด้วยเหตุเพราะลางไม่ดียังก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่อ่อนแอด้วย

ได้ผล… ซีซาร์ตัดสินใจไปร่วมประชุม

มีบันทึกที่เกี่ยวเนื่องเหตุการณ์นี้ว่า ซีซาร์เคยถูกนักพยากรณ์ผู้หนึ่งเตือนว่า “จงระวัง Ides of March!” เขาพบนักพยากรณ์คนนั้นอีกครั้งระหว่างเดินทางไปยังคูเรีย ซีซาร์ทักทายกึ่งล้อเลียนว่า “Ides มาแล้ว” ปรากฏว่านักพยากรณ์ตอบกลับมาว่า “พวกเขามาแล้ว แต่ยังไม่ไป…” ไม่รู้ว่าผู้ที่เพิ่งพบเหตุการณ์ประหลาด ๆ มาอย่างซีซาร์จะรู้สึกอย่างไรกับการโต้ตอบแบบนี้

ขณะเดียวกัน ณ อาคารคูเรีย บรูตุสเฝ้ารอการมาถึงของผู้มีพระคุณ (ที่เขาจะร่วมในแผนสังหาร) ได้รับข้อความด่วนแจ้งมาว่าภรรยาของตนเสียชีวิตแล้ว เธอไม่มีโอกาสได้รู้ว่าสามีก่อการสำเร็จหรือไม่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องราวทั้งหมดจะจบลงอย่างไร แต่สามีของเธอยังยึดมั่นในแผนการทั้งหมดอยู่

เมื่อซีซาร์มาถึงคูเรีย เขาตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่อนุมัติโครงการใด ๆ ที่ถูกเสนอในที่ประชุม เพราะยังกังกลเรื่องลางไม่ดีอยู่ โพปิลลิอุส ไลนัส (Popillius Laenas) วุฒิสมาชิกคนหนึ่งออกมาต้อนรับเขาตอนลงจากรถม้า เขาไม่ได้ร่วมก่อการ แต่ทราบเรื่องราวทั้งหมด และเพิ่งอวยพรบรูตุสให้บรรลุแผนที่วางไว้ก่อนออกมายืนสนทนากับซีซาร์ด้านหน้าคูเรีย

กลุ่มผู้ก่อการไม่รู้ว่าไลนัสพูดคุยอะไรและซีซาร์ คลาสซิอุส (Cassius)หนึ่งในผู้นำการก่อการและผู้สมรู้ร่วมคิดทั้งหมดจดจ่ออยู่กับเหตุการณ์นี้อย่างยิ่ง มันอาจเป็นการ “แฉ” แผนการทั้งหมดของพวกเขา วุฒิสมาชิกเหล่านี้ถือมีดสั้นซ่อนไว้ใต้เสื้อคลุมเรียบร้อยแล้ว บรูตุสมองเห็นว่าไลนัสกำลังร้องบางสิ่งอย่างกระตือรือร้นจากซีซาร์ แต่เขายังคงเยือกเย็นกับเรื่องราวตรงหน้า ผู้ก่อการทั้งหมดจึงยังคงคอยท่าทีต่อไป ไลนัสปรึกษาเรื่องส่วนตัวกับซีซาร์เท่านั้น เขาบอกว่ามีธุระเร่งด่วนจึงไม่สามารถร่วมประชุมได้ก่อนร่ำลาแล้วจากไป

ซีซาร์เดินมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวอาคาร มาร์ค แอนโทนี ถือเป็นนายทหารผู้แข็งแกร่งที่สามารถปกป้องซีซาร์ได้ดีที่สุด แต่เขาถูกกันให้อยู่ข้างนอก เป็นเดซิมุส อัลบินุส ที่รั้งเขาไว้ ซีซาร์จึงเดินเข้าสู่ “ลานสังหาร” ซึ่งบัดนี้เนืองแน่นไปด้วยเหล่าวุฒิสมาชิกผู้ปองร้ายเขา

มรณกรรมแห่ง จูเลียส ซีซาร์

เมื่อซีซาร์ประทับเหนือบัลลังก์ เก้าอี้ประธานของของห้องประชุม ผู้สมรู้ร่วมคิดเริ่มกรูกันมารุมล้อมคล้ายจะทำความเคารพ ทิลเลอุส ซิมเบอร์ (Tillius Cimber)คือผู้นำในปฏิบัติการครั้งนี้ เขาขยับเข้าใกล้ซีซาร์มากที่สุด ทำท่าทางคล้ายจะพูดคุยกระซิบกระซาบบางอย่าง แต่ซีซาร์ส่งสัญญาณให้เขาถอยออกไป ทันใดนั้น ซิมเบอร์คว้าเข้าที่ไหล่ของซีซาร์ ซีซาร์จึงสวนกลับทันทีว่า “อะไรกัน นี่มันความรุนแรงชัด ๆ !”

จังหวะนั้น คาสคัส (Cascas)โผล่เข้ามาเป็น “ตัวเปิด” จากด้านหลัง เขาแทงซีซาร์ที่บริเวณใต้คอด้วยมีดสั้น ซีซาร์ทำได้เพียงคว้าแขนของคาสคัสไว้ แล้วใช้ Stylus (ปากกาโรมัน) แทงสวนกลับไป เมื่อตระหนักแล้วว่ากำลังถูกรุมล้อมด้วยกลุ่มคนที่ติดอาวุธ (วุฒิสภาโรมันห้ามพกอาวุธในที่ประชุม) เขาจึงพยายามกระเสือกกระสนเอาตนเองออกจากวงล้อมตรงนั้น แต่ก็สายไปเสียแล้ว ในวินาทีวิกฤต จูเลียส ซีซาร์ ถูกหยุดด้วยการจ้วงแทงอีกครั้ง และอีกครั้ง แผลแล้วแผลเล่าติด ๆ กัน วุฒิสมาชิกผลัดกันเข้ามาฝากคมมีดทะลวงลงบนร่างของเขา หลายคนเคยทำงานให้ซีซาร์และรู้จักหน้าค่าตากันเป็นอย่างดี

ซีซาร์ถกเสื้อคลุมขึ้นมากันศีรษะของตนก่อนล้มลงไปนอนกองที่พื้น เชื่อว่าเขาถูกกระหน่ำแทงไปราว 20-30 แผล และไม่มีโอกาสได้เอ่ยคำพูดใด ๆ มีเพียงเสียงร้องคร่ำครวญในจังหวะแรก ๆ แต่บางบันทึกระบุว่า ตอนที่ชุลมุนกันอยู่นั้น ซีซาร์เห็นบรูตุสพุ่งเข้ามาร่วมวงสังหาร เขาเอ่ยคำพูดเป็นภาษากรีกว่า “ลูกเอ๋ย เจ้าด้วยหรือ?” ซึ่งกลายเป็นวลีอันโด่งดังประจำเหตุการณ์ที่ถูกนำเสนอบ่อยครั้งที่สุด

หลังเหตุการณ์ “รุมทึ้ง” หรือการ “กระหน่ำจ้วง” อันน่าสยดสยอง วุฒิสมาชิกผู้ก่อการทั้งหมดทยอยเดินออกจากลานประหาร ทิ้งให้บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งพิชิตดินแดนมากมายมาเป็นของสาธารณรัฐโรมันนอนสิ้นชีพจมกองเลือดอยู่อย่างนั้นอย่างน่าอเนจอนาถ เมื่อมาร์ค แอนโทนี ตระหนักได้ว่าเกิดโศกนาฏกรรมขึ้นภายในโถงห้องประชุม ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของซีซาร์ล่วงผ่านไปนานแล้ว

วุฒิสมาชิกดำเนินการขั้นต่อไปทันที นั่นคือการจัดการกับมวลชน อย่างที่ทราบ จูเลียส ซีซาร์ เป็นที่นิยมอย่างล้นหลาม ข่าวการตายของเขาต้องดำเนินไปควบคู่กับปลอบประโลม คลายความวิตกกังวล และสลายความโกรธแค้น เพื่อชูประเด็นเรื่อง “การปลดปล่อย” สาธารรัฐโรมันจากผู้เผด็จการอย่างซีซาร์ นี่คือวิธีเดียวที่จะชำระล้างมลทินพวกเขาจากนักฆ่าเลือดเย็นให้เป็นนักกอบกู้ผู้ยิ่งใหญ่

แต่กรุงโรมนิ่งเงียบกับข่าวใหญ่นี้… ไม่ใช่เพราะผู้คนไม่สนใจ แต่เงียบงันด้วยความตื่นตะลึง

เป็นความเงียบงันอันชวนขนลุกอยู่ไม่น้อยสำหรับกลุ่มผู้ก่อการ เหล่าวุฒิสมาชิกจึงแยกย้ายกันไป “กักตัว” ที่บ้านของตน… วันต่อมา บรูตุส ปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนเพื่อปราศรัย ป่าวประกาศถึงความจำเป็นในการกำจัดซีซาร์ มีคนจำนวนไม่น้อยเริ่มคล้อยตามเขา และมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น กระทั่ง มาร์ค แอนโทนี นำร่างไร้วิญญาณของซีซาร์ไปแสดงต่อสาธารณชนพร้อมอ่านพินัยกรรมของเขา ซึ่งระบุว่า ซีซาร์ได้ทิ้งมรดกไว้ให้ประชาชนทุกคน…

คดีพลิกทันที “เผด็จการที่ไหนทำเช่นนี้?” “เขาสมควรตายจริงหรือ?”คำถามและเสียงก่นด่ากลุ่มผู้ก่อการอื้ออึงไปทั่ว การจลาจลเริ่มต้นและลุกลามไปทั่วกรุงโรม มวลชนผู้คั่งแค้นลงมือเผาอาคารคูเรียจุดเกิดเหตุจนมอดไหม้

แผนการของ มาร์ค แอนโทนี ได้ผล ผู้สมรู้ร่วมคิดซึ่งเฝ้าติดตามกระแสตอบรับเริ่มนั่งไม่ติด นอนหลับยังไม่สนิท พวกเขาประเมินกระแสต่อต้านของประชาชนต่ำเกินไป จึงยอมถอยแผนการปฏิรูปเพื่อนำสาธารณรัฐกลับสู่แนวทางเดิมก่อนยุคของซีซาร์ แล้วหันมาเรียกร้องสันติภาพ ร้องขอการประนีประนอมกับกลุ่มของซีซาร์และมวลชนแทน เพื่อให้รอดพ้นจากการถูกลงโทษ

กฎหมายและการปฏิรูปทั้งหมดของซีซาร์ยังคงใช้ได้ แต่นั่นไม่เพียงพอ ซีซาร์ตายไปแล้ว ภาวะสุญญากาศทางการเมืองนี้อันตรายอย่างยิ่ง ในที่สุดจึงเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นอีกครั้ง ในเวลา 2 ปี หลังเหตุการณ์นั้น ผู้สมรู้ร่วมคิดพ่ายแพ้ราบคาบ ถูกกลุ่มของซีซาร์ไล่ล่าพร้อมส่งให้ตามไปพบจอมเผด็จการในปรโลก ผู้นำคนสำคัญที่มีบทบาทสูงสุดคือมาร์ค แอนโทนี และออคตาเวียน (Octavian)ทายาทของซีซาร์เอง

ขณะที่ มาร์ค แอนโทนี เป็นนักรบผู้ห้าวหาญและทะเยอทะยาน ออคตาเวียนมีความเป็นนักการเมืองและนักปกครองสูงมาก ทั้งคู่ไม่มีใครรู้สึกว่าตนเองควรอยู่ภายใต้อำนาจของอีกคน ท้ายที่สุดสงครามระหว่างพวกเขาระเบิดขึ้น โดยชัยชนะเป็นของออคตาเวียนในปีที่ 27 ก่อนคริสตกาล เขากลายเป็นจักรพรรดิองค์แรกของโรมันในนาม ออกุสตุส (Augustus)เริ่มยุคสมัยแห่งความสงบสุขตั้งแต่นั้น

ในขณะที่ จูเลียส ซีซาร์ ถูกยกย่องในฐานะผู้ยิ่งใหญ่ และออกุสตุส ทายาทของเขาได้รับการยอมรับอย่างมากมายเช่นกัน แต่ชื่อเสียงของเหล่ามือสังหารแห่ง “Ides of March” กลับมีแง่มุมที่หลากหลาย ชาวโรมันจำนวนหนึ่งอาจมองว่าบรูตุสคือสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพ แต่อีกจำนวนไม่น้อยมองว่าเขาคือคนทรยศผู้น่ารังเกียจ และมีชื่อเสียงด้านนี้ควบคู่กับจูดาส (ผู้ทรยศพระเยซู) ความบังเอิญอย่างน่าประหลาดคือ กรุงโรมในอดีตเคยถูกปกครองโดยกษัตริย์มาก่อน และเป็น “บรูตุส” อีกคน (Lucius Junius Brutus) ก่อการโค่นล่มกษัตริย์โรมันยุคเริ่มแรก ส่งผลโรมปกครองโดยระบอบสาธารณรัฐ 500 ปีต่อมา ลูกหลานของเขาพยายามรักษามันไว้

แต่ไม่ว่าบรูตุสจะคู่ควรกับสถานะใด แผนการของเขาและผู้สมรู้ร่วมคิดล้มเหลวโดยสมบูรณ์ สาธารณรัฐโรมันสิ้นสุดลง กรุงโรมกลายเป็นศูนย์กลางจักรวรรดิใหม่ที่มีจักรพรรดิรวบอำนาจสูงสุดอย่างเบ็ดเสร็จ ขณะที่วุฒิสภาถูกลดบทบาทลงจนมีสภาพเป็นเพียงสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน

กระนั้น เราไม่มีทางทราบได้ว่า หากวุฒิสมาชิกไม่ลงมือสังหารซีซาร์ในวันนั้น ทิศทางของสาธารณรัฐโรมันจะดำเนินต่อไปอย่างไร ซีซาร์ผู้อยู่จุดสูงสุดของอำนาจจะสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิหรือไม่ หรือจากโลกนี้ไปอย่างสงบในฐานะผู้เผด็จการตลอดชีพ แล้วปล่อยให้วิถีประวัติศาสตร์กับการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองภายในดินแดนแห่งนี้ดำเนินต่อไปในทิศทางของมันเอง…

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ศาสตราจารย์จันทร์ฉาย ภัคอธิคม. (2548). ประวัติศาสตร์อารยธรรมกรีกและโรมัน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

Christopher Klein, HISTORY (SEP 1, 2021) : “Mar 15, 44 BC: Julius Caesar Assassinated”.

History Today (Mar 3, 2023) : “What was the Impact of Julius Caesar’s Murder?”.

National Geographic (Retrieved Mar 29, 2023) : “Mar 15, 44 BC: Julius Caesar Assassinated”.

The Cultural Tutor, Areopagus. (2023) :“On this day 2,067 years ago Julius Caesar was assassinated in broad daylight in the middle of Rome”.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 31 มีนาคม 2566

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เหตุการณ์สังหาร “ซีซาร์” และสาธารณรัฐโรมันหลังสิ้นจอมเผด็จการ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...