โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กวีราษฎร: Don’t let his poetic soul fade away.

The Momentum

อัพเดต 18 พ.ค. 2562 เวลา 18.45 น. • เผยแพร่ 18 พ.ค. 2562 เวลา 18.45 น. • แมท ช่างสุพรรณ

In focus

  • หนังสือรวมบทกวีของไม้หนึ่ง ก. กุนที กวีที่ถูกบางอำนาจพรากชีวิตไปเมื่อ 5 ปีก่อน ในวาระครบรอบ 5 ปี ทางครอบครัวและเพื่อนฝูงของเขาได้รวบรวมบทกวีที่เคยตีพิมพ์แล้ว และต้นฉบับลายมือที่ยังไม่เคยได้รับการเผยแพร่จากสมุดบันทึกมาไว้ใน กวีราษฎร
  • บทกวีถูกแบ่งเป็น 6 ภาค แต่ละภาคสะท้อนล้วนความนึกคิดของไม้หนึ่งในแต่ละช่วงชีวิต ตั้งแต่วัยหนุ่ม จนมีลูก และเมื่อเขาอุทิศจิตวิญญาณต่อสู้ระบบที่ลิดรอนระบอบประชาธิปไตย
  • ไม้หนึ่งสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นจากการเข้าใจฉันทลักษณ์เป็นอย่างดี ก่อนจะทลายมันลงเพื่อสร้างทางของตัวเอง จะป่วยการอยู่ในกรอบไปใย ถ้าฉันทลักษณ์ไม่พอรับใช้ความรู้สึก
  • แม้สัญลักษณ์จะเป็นเครื่องมือชั้นดีในการเปิดเผยอย่างปกปิด เพื่อต่อสู้กับอำนาจ แต่ในกวีบทท้ายๆ เขากลับละทิ้งสัญลักษณ์ เพื่อให้ความธรรมดาเป็นเครื่องมือในการส่งต่อความหมายอันเรียบง่าย ทรงพลัง ซึ่งนี่อาจเป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้เหตุผลของเขาถูกพรากไป

ห้าปีก่อน หรือถ้าจะกล่าวถึงให้แม่นยำคือวันที่ 23 เมษายน 2014 ชีวิตที่เปี่ยมล้นด้วยจินตภาพผ่านถ้อยคำได้ถูกพรากจากแสงตะวันและแสงจันทร์ด้วยกระสุนปืน เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะมีประโยคหนึ่งอิงแอบมาด้วยเสมอ

It doesn’t matter how smart you are, when reason comes up against force, force always win.

เพราะสำหรับคนบางกลุ่มแล้ว การลบเหตุผลทิ้งง่ายดายกว่าการต่อสู้กับมัน

ไม้หนึ่ง ก. กุนทีจากไปเมื่ออายุ 45 ปี จากไปในช่วงอายุที่หลายคนมีความเชื่อว่าเป็นการเริ่มต้นความหมายที่แท้จริงของการใช้ชีวิต เพราะเป็นวัยที่ผ่านร้อนรู้ลมหนาวจนนิ่งพอจะรับมือกับความเป็นไปในใจตนและโลกภายนอก อาจเป็นเพราะเขารู้ทันเกินไป รู้ดีเกินไป ใครบางคนจึงไม่ยอมให้เขาได้ใช้ชีวิต

ถึงแม้เขาจะจากไปแล้ว แต่ความคิดของเขายังคงอยู่ และเพื่อระลึกถึงเขา จะมีอะไรดีไปกว่าการอ่านและทำความเข้าใจ

กวีราษฎร เป็นหนังสือรวบรวมบทกวีของไม้หนึ่ง ก. กุนที ที่จัดพิมพ์ขึ้นในวาระครบรอบการจากไปครบห้าปี ทางครอบครัวและเพื่อนฝูงที่สนิทชิดเชื้อของไม้หนึ่งได้รวบรวมบทกวีที่เคยตีพิมพ์เผยแพร่แล้วและต้นฉบับลายมือเขียนที่ยังไม่เคยได้รับการเผยแพร่จากสมุดบันทึกมารวบรวมไว้ในที่เดียวกัน

หากบทกวีคือชีวิตของไม้หนึ่ง การรวบรวมผลงานทั้งหมดไว้ด้วยกันครั้งนี้คือการตีแผ่ให้เห็นการดำเนินไปของท่วงทำนองการใช้ชีวิตของชายคนหนึ่ง ชายที่มีรสของถ้อยคำเป็นความหมายของชีวิต

บทตอนของชีวิตกวีได้ถูกแบ่งเป็นหกภาค เริ่มต้นด้วย ‘จากสมุดบันทึก’ ที่ส่วนหนึ่งทำหน้าที่เหมือนสนามฝึกซ้อมทางความคิด บทกวีหลากหลายประเด็นทั้งแบบมีชื่อเรียกและไร้ชื่อเสียงเรียงนามได้ถูกนำมารวบรวมไว้ เพื่อให้เห็นว่าในความคิดที่ไม่เคยถูกเปิดเผยนั้นกวีคิดอะไร และคิดแบบไหน ก่อนที่จะขึ้นเวที

การคิดเป็นเรื่องที่ธรรมดามาก

วิธีการออกสู่คำพูด อักษร

และวิธีปฏิบัติ

โดยคลาดเคลื่อนน้อยที่สุดต่างหากละ

ที่พิเศษ.

‘บางเราในนคร’ เป็นชื่อของผลงานเล่มแรกที่ได้รับการรวมเล่ม และเป็นภาพของไม้หนึ่งบนเวที เรื่องราวในส่วนนี้จะเวียนวนอยู่กับการตั้งข้อสงสัยและค้นหาความหมายของวัยหนุ่ม สำเนียงที่เห็นได้ชัดในน้ำเสียงเจือไปด้วยความรัก ความโดดเดี่ยว และความทรนงในศักดิ์ของอาชีพค้าขายเลี้ยงตนที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของกวี เมื่อความแตกต่างของลักษณ์ในงานได้ถูกหลอมรวมกันเข้ากับความคิด เอกลักษณ์อันพิสดารก็ปรากฎ

ปังตอหนักแปดขีด

ข้าพเจ้ากรีดไปมาบนตัวเป็ด

ไร้กฎเกณฑ์และไร้กลเม็ด

เคล็ดลับเคยมี เป็นอดีต

แทบมิมีใดกำหนดในทรงจำ

ผลักกระทำตามภาวะของคมมีด

ซ้ายกระชาก ขณะขวาสับ กรายกรีด

มีช่องขีดระยะหว่างสองมือ

ซ้ายไม่กระทบขวา ขวาไม่กระทบซ้าย

สองฝ่ายประสานประคองถือ

ล้วนได้จากการกระทำและฝึกปรือ

นักทฤษฎีเพียงเห็นหรือจะเข้าใจ

ปังตอข้าพเจ้าหนักแปดขีด

เป็ดย่างทุกตัวสยบใต้

หลอมรุนแรงเข้ากับละมุนละไม

ปรากฎในทุกสับกรีด คมปังตอ.

หลังจากผ่านช่วงเวลาเร่าร้อนของวัยหนุ่ม การครุ่นคิดถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกก็ก่อรูปขึ้นในบทกวี สำเนียงของการตั้งคำถามที่เกิดขึ้นจากภาวะที่พ้นจากสมัยใหม่ แนวคิดต่างๆ ที่ไม้หนึ่งศึกษาและตั้งคำถาม ไม่ว่าจะเป็นพุทธทางเลือกและสาขา วิทยาศาสตร์พื้นฐาน เต๋า เพลง ภาพยนตร์ ได้รับการรวมเล่มในชื่อของ ‘รูปทรง มวลสาร พลังงาน และความรัก’ ภาพที่เห็นในตอนนี้คือการใคร่ครวญอย่างจริงจัง และจริงใจกับสิ่งที่สนใจด้วยรอยยิ้มของคนขี้เล่นที่รู้ว่าตัวเองกำลังทดลองทำอะไรอยู่

ไม่มีอักษรจีนสีเหลือง

ไม่มีธงสามเหลี่ยม

ไม่มีกระดาษตะกั่ว-

พับเตรียมไว้ลอยกระทง

ไม่จุดธูปให้ควันความดีฟุ้งขจาย

ไม่ได้ลงรายชื่อที่ศาลเจ้า

ไม่มีหมูป่า J

ไม่มีหูฉลาม J

ไม่มีขบวนการเมนู J

อธิษฐานนิดหน่อยกับตัวเอง

หายใจสบายๆ อย่างช้าๆ

ชุดที่ใส่ก็ไม่ใช่ขาวเนี้ยบๆ

ข้าวกล้องต้มแกล้มกับเต้าเจี้ยว,

เต้าหู้ยี้ก้อนเดียว, ลูกหนำเลี๊ยบ,

ถั่วยี่สงคีบติดปลายตะเกียบ

บริโภคในความเงียบสงบ.

เมื่อไม้หนึ่งมีลูก ความรับผิดชอบและสายตาของพ่อได้เข้ามามีอิทธิพลในบทกวี ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการเลี้ยงดูประคบประหงม ทำความเข้าใจกับอนาคตได้ถูกรวบรวมไว้ในชุดกวีที่ไม่เคยตีพิมพ์รวมเล่มชื่อ ‘ลูกชาย’

กระโจ๊ของใครนี่เผลี่ยว

ผุดช่องเตี่ยวออกมาแผล่มๆ

เหมือนดอกจำปีไม่แย้ม

เฉิดแฉล้มมีชีวิตชีวา

กระแจ๊มของใครนี่เหลียว

ผู้ใด๋เหลาแหลมเปี๊ยบราวแหลนคมกล้า

จะเป็นเนื้อหนังมังสา

โจนหมุนปฏิจจสมุปบาท

กระจ๊วยของใครนี่เสียว

จะขยายและเหี่ยว วนมรณะเวียนชาติ

สงบ หรือ อาละวาด ?

ใน สกปรกและสะอาด ของโลกียะ

ตอนนี้มันยังกระจึ๋ง

จึงโผล่และผึ่งอย่างอิสระ

ธรรมยังไม่วัฒนะ

รอปรุงแต่งสัจจะจากวัฒนธรรม.

ใน ‘บางใคร’ ซึ่งเป็นส่วนที่สั้นที่สุดในภาคกวีทั้งหก บทกวีของไม้หนึ่งเริ่มมีทิศทางไปในการพูดถึงชีวิตคนกลุ่มต่างๆ ในหลายแง่มุม ทั้งชนกลุ่มน้อย ชนชั้นล่าง ผู้หญิงในวรรณกรรม อาจกล่าวได้ว่าในภาคนี้เป็นการรวมบทกวีที่ว่าด้วยลักษณะชีวิตของผู้คน

สามสิบสี่หนาว รวดร้าวรึ ?

มิใช่โฉมสะคราญคร่ำครึในหอห้อง

มณฑาป่าเป็นที่ปรารถนาปอง

ไยนางต้องยินยอมอยู่เดียวดาย

สามสิบสี่หนาว ราวไร้รัก

รูปเงาใครจำหลักมิรู้หาย

ก้นบึ้งใจนางโจรกลับงมงาย

อยู่กับมันคนใกล้ที่ไกลเกิน

จับอิดนึ้ง เอย เซียวจับอิดนึ้ง

สนิทสนมกันจนไร้ความเคอะเขิน

คำ ตั่วเจ้ เซี่ยวตี๋ ยามหยอกเอิน

ยั่วล้อเพียงผิวเผินแต่เสียดลึก

ที่ผ่านมาสนใจรักแต่ผู้อื่น

คนรอคอยนางทุกคืนไม่รู้สึก

เมาน้ำตากี่ร้อยลิตรค่อยคิดนึก

ว่าการถูกผู้อื่นรักสุขกว่าเยอะ.

จากการมีช่วงชีวิตที่ได้เรียนรู้ถึงการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ได้เห็นความทุกข์ยากของผู้ยากไร้ ทำให้ไม้หนึ่งเลือกเดินทางไม่สยบยอมต่ออำนาจที่เห็นคนไม่เท่ากัน เขาเลือกที่จะเป็นคนเสื้อแดงที่ต่อสู้กับระบบที่ลิดรอนระบอบประชาธิปไตย บทกวีใน ‘สถาปนาสถาบันประชาชน’ จึงมีท่าทีของการปลุกเร้าให้ลุกขึ้นสู้และไม่สยบยอมต่อชนชั้นที่ลวงตาลวงใจ

เราอยู่ที่นี่

ซุ่มซ่อนตัวอย่างเปิดเผย

โดยไม่เคยจากไปไหน

ในบึ้งใจ ของผู้ถูกกดขี่

เราอยู่ที่นี่

กินนอนท่ามกลางความ เป็น, ตาย

มีเซ็กซ์กับคนที่เรารัก

สืบลูกหลานรุ่นสู่รุ่น

เราไม่เคยสูญสลาย.

เมื่อพิจารณาจากภาพทั้งหกภาค ห้าภาคแรกของกวีคือภาพของปัจเจกบุคคลที่พบได้ทั่วไปในสังคม ภาพที่เป็นตัวแทนของประสบการณ์ร่วมของใครต่อใครที่เข้าถึงความรู้สึกของกวีได้จากประสบการณ์ส่วนบุคคล แต่ภาคสุดท้ายเป็นภาคของภาพใหญ่ในเชิงสังคม ภาพของการไม่ยินดีสยบยอม และเป็นภาคของการเรียกร้องให้ปัจเจกบุคคลรวมตัวกันขึ้นเป็นขบวนการ

จากเรื่องราวและความแตกต่างในหกภาคกวี สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดมากในถ้อยเสียงสำเนียงคำของไม้หนึ่งคือความเจนจัดในชั้นเชิงกวี ไม้หนึ่งสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นจากการเข้าใจฉันทลักษณ์ที่เป็นโครงสร้างของบทกวีเป็นอย่างดี ก่อนจะทลายมันลงเพื่อสร้างทางของตัวเอง หลายครั้งเขาแสดงให้เห็นว่าเขียนอยู่ในกรอบเกณฑ์ได้อย่างดี แต่จะป่วยการอยู่ในกรอบไปใย ถ้าฉันทลักษณ์ไม่พอรับใช้ความรู้สึก

ไม่เพียงแต่ฉันทลักษณ์เท่านั้นที่ไม้หนึ่งหยิบฉวยมาปั่นหัวแล้ววางทิ้ง สัญลักษณ์ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของกวีก็ถูกนำมาใช้และเลิกใช้อย่างเหนือชั้น ในห้าภาคแรกเราจะเห็นสัญลักษณ์ต่างๆ อย่างเด่นชัดในบทกวี ไม่ว่าจะเป็นปังตอ นก สุรา พ่อค้า หรือหญิงสาว แต่ในภาคสุดท้ายสัญลักษณ์ต่างๆ ปรากฏลดน้อยลง บทกวีกลับสู่ความเรียบง่ายตรงไปตรงมา ทั้งๆ ที่ภาคสุดท้ายควรจะเป็นภาคที่ต้องใช้สัญลักษณ์ให้ซับซ้อนที่สุด เพราะสัญลักษณ์คือเครื่องมือที่ดีที่สุดในการเปิดเผยอย่างปกปิดเพื่อต่อสู้กับอำนาจไม่ชอบธรรมที่จะเข้ามาเบียดเบียนเสียงประท้วงที่เปล่งออกมาจากบทกวี

เป็นไปได้ว่าที่ไม้หนึ่งละทิ้งสัญลักษณ์มาใช้ถ้อยคำตรงไปตรงมาและกลับไปเน้นที่เสียง สำเนียง จังหวะเพราะเขาต้องการสื่อสารกับผู้คนส่วนใหญ่หมู่มากเขาไม่อยากให้ใครถูกกันออกไปจากการต่อสู้จากชั้นเชิงทางภาษาที่ต้องเข้าถึงผ่านประสบการณ์ความรู้ เพราะเขารู้ว่าภาษาคือเครื่องมือที่ทรงอิทธิพลในการขับเคลื่อนสังคม สร้างชนชั้น และเป็นเครื่องมือของการบิดเบือนความหมาย (มาถึงตรงนี้แล้วอดคิดถึงถ้อยคำทุเรศความรู้สึกและปกปิดความหมายอย่าง ‘น้ำรอระบาย’ ‘บัตรเขย่ง’ ‘กระชับพื้นที่’ ฯลฯ ไม่ได้) เขาจึงเลือกใช้ถ้อยคำธรรมดาเป็นสัญลักษณ์โดยรวมของปรารถนาในการทำลายโครงสร้างทางชนชั้น และเพื่อให้ความธรรมดาเป็นเครื่องมือในการส่งต่อความหมายเรียบง่ายทรงพลังสืบไป

ซึ่งนี่อาจเป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้เหตุผลของเขาถูกพรากไป

หากเทียบบทกวีของไม้หนึ่งกับบทกวีของกวีอื่นในไทยที่ได้รับการยกย่อง (ไม่ว่าใครทั้งนั้น) เสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาไม่ด้อยกว่าใครคนไหน เพียงเพราะทางที่เขาเลือกเดินไม่เยินยอมือที่มอบรางวัล ทำให้ผลงานของเขาถูกพูดถึงเพียงในวงจำกัด เพราะในประเทศนี้การได้รับรางวัลคือการการันตีถึงการถูกเผยแพร่ไปในวงกว้าง การถูกพูดถึงซ้ำๆ เป็นเส้นทางที่มาของรายได้ และการได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตำราเรียน ซึ่งหมายถึงการสร้างความทรงจำร่วมของสังคม

ชีวิตไม้หนึ่งถูกความรุนแรงลบออกไปแล้ว เราเรียกร้องเอาเขากลับคืนมาไม่ได้ ทางเดียวที่เราทำได้คือการเปล่งเสียงความคิดของเขาซ้ำๆ เพื่อทำให้เขาไม่ถูกลืม

Please, don’t let his poetic soul fade away…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...