โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ข่มขืนรายวัน! เราจะอยู่กันยังไงในประเทศที่มีแต่การข่มขืน

 ข่มขืนรายวัน! เราจะอยู่กันยังไงในประเทศที่มีแต่การข่มขืน 

นี่หรือเมืองพุธความสะเทือนใจจากคดีข่มขืนยังคงมีมาให้รับมือกันอย่างต่อเนื่องภายในเวลาไม่ถึง2 เดือนต่อจากปีใหม่หน้าฟีดเฟซบุ๊กของพวกเราหน้าข่าวในหนังสือพิมพ์เต็มไปด้วยความรุนแรงของผู้ชายที่ทำร้ายผู้หญิงทั้งครูพละอายุ40 ที่ข่มขืนลูกศิษย์วัยอายุ12 ปีอ้างว่าเด็กตกหลุมรักตนซ้ำยังเสี้ยมให้โกหกพ่อแม่ทั้งลูกชายที่เข้าออกคุกเป็นว่าเล่นเพิ่งออกจากคดีฆ่าพ่อตัวเองยังมาข่มเหงน้ำใจกระทำชำเราแม่วัย60

จริงอยู่ว่าคดีเหล่านี้มีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด แต่ก็คงไม่สามารถหลับหูหลับตาเชื่อกันต่อไปได้ว่าประเทศนี้ปลอดภัย ในเมื่อผู้ร้ายมักไม่ใช่คนไกลตัว แต่กลายเป็นเพศที่แข็งแรงกว่าเช่นผู้ชาย และกลายเป็นตัวละครที่ควรพึ่งได้แบบครู 

ไม่นับรวมคดีข่มขืนต่าง ๆ นานา ที่ผ่านหูผ่านตาเราอยู่ตลอด ไม่นับรวมความรุนแรงที่สามีเป็นคนก่อเช่น คดีช่างซ่อมรถหนุ่มปาดคอข้าราชการสาวคาห้องพักเหตุสาวเจ้าบรรจุราชการแล้วตีตัวออกห่าง หรือเร็ว ๆ นี้เพิ่งมีหญิงสาวถูกคู่รักซ้อมจนถึงแก่ชีวิตเพราะความหึงหวง

เราไม่อาจวางใจได้ว่าเพศแม่ในประเทศนี้ใช้ชีวิตกันได้อย่างปกติอีกต่อไป แต่ทางเดียวที่จะทำได้ คือเข้าใจฐานความคิดของคนร้ายบ้าง และป้องกันตัวเองให้ดี

ทำไมต้องเด็กคนแก่? เพราะความอ่อนแอคือปม

  หากใครพอจะจำกันได้ คดีคนร้ายที่ล่อลวงเด็กอายุไม่เกิน 10 ขวบกว่า 10 รายจนมีคนพบภาพข้างสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส แบริ่ง แล้วถูกจับได้เพราะแฝงตัวมากับไทยมุงเพื่อดูการสืบสวนคดีตัวเอง ในครั้งนั้น “ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม”  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กได้ออกมาชี้ว่า อาการชอบข่มขืนเด็ก หรือเห็นเด็กแล้วมีอารมณ์ทางเพศ อาจมาจากอาการ 2 ได้แก่ 

1)  ' Asperager ' เป็นความบกพร่องของพัฒนาการในกลุ่มเดียวกับโรคออทิสติก คนที่อยู่ในอาการของกลุ่มนี้จะไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนที่อายุไล่เลี่ยกันได้ หมกมุ่นกับพฤติกรรมซ้ำ ๆ จนสุดท้ายเมื่อมีอารมณ์ทางเพศก็จะไปลงกับเด็ก เพราะไม่สามารถเข้าหาผู้ใหญ่ด้วยกันได้หรืออาจไม่มีอารมณ์พิศวาสผู้ใหญ่ด้วยกัน

2) โรคเบี่ยงเบนทางเพศ คนกลุ่มนี้ชอบมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก ๆ เนื่องจากกลัวคนที่มีอายุเท่ากัน กลัวผู้ใหญ่ เพราะอาจจะมีปมด้อยบางอย่างที่ผู้ใหญ่เคยสร้างให้ จึงมักไปลงมือกระทำกับเด็กเพราะไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ และเมื่อทำได้ครั้งหนึ่งแล้วก็จะมีครั้งต่อ ๆ ไปตามมา 

หากจะมองอีกมุมหนึ่งผู้สูงอายุก็อยู่ในสถานะคล้ายกับเด็กคือ กำลังเรี่ยวแรงไม่สามารถต่อต้านได้ ไม่อาจต่อสู้กับผู้ชายได้ แถมยังเป็นบุคคลที่ไม่สร้างรายได้ยังต้องพึ่งพาคนอื่นอยู่ทำให้ไม่มีอำนาจตัดสินใจมากนัก การที่เรียกร้องต่อรองอะไรจากคนร้ายจึงแทบไม่มี

เราเห็นได้จากหลายต่อหลายคดี ที่เหยื่อเองยังต้องพึ่งพาคนร้ายในด้านรายได้และสถานะทางสังคม ทำให้ต้องจำใจยอมให้เกิดเหตุแบบนี้ซ้ำ ๆ โดยไม่กล้าขอความช่วยเหลือ เช่นในบางคดีเป็นลูกที่ถูกพ่อแท้ ๆ ข่มขืน หรือแม้กระทั่งเด็กที่ถูกครูกระทำชำเราโดยเอาเรื่องคะแนน เอาเรื่องผลการเรียนหรือความอับอายมาบังคับ 

เราจะรับมือกับคนพวกนี้อย่างไร

นอกจากที่พยายามวิเคราะห์สภาพภายในใจของผู้ต้องหาแล้ว นายแพทย์วัลลภยังแนะนำแนวทางในการเอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุการณ์จริงไว้ดังนี้ 

1. พยายามบ่ายเบี่ยงเปลี่ยนเรื่อง

    คนที่มีอารมณ์ทางเพศ อารมณ์จะพลุ่งพล่านสูง การชวนคุยดี ๆ พูดไปเรื่อย ๆ คุยกันไปนาน ๆ เขาก็จะหมดอารมณ์ทางเพศไปเอง

2. ทำตัวน่าเกลียดไปเลย

    แสดงท่าทางที่ผู้ร้ายจะหมดความพิศวาสไปเลยเช่น คุยไปแคะขี้ฟันไป แคะขี้มูกให้เขาเห็น ทำให้สกปรกเข้าไว้เพราะคนพวกนี้จะหมดอารมณ์กับสิ่งสกปรกของเหยื่อ

3. ถ่วงเวลา

   ใช้มุกหลอกล่อแบบในละครก่อนจะหาทางหนีทีไล่ เช่น แกล้งปิดขา บอกว่าหาสถานที่ใหม่ดีกว่า ที่มันสบายกว่านี้ทำให้เขาหมดอารมณ์แล้วหาทางหนี หรือหาคนช่วยเหลือ แต่ห้ามขัดขืนแบบด่าทอ ใช้ความรุนแรง โดยเด็ดขาด  ในบางกรณี เหยื่ออ้างว่าจะขอใช้ปากสำเร็จความใคร่ แล้วถอดกางเกงคนร้ายก่อนที่จะผลักให้ล้มไปเลยแล้ววิ่งหนีก็มีมาแล้ว 

วิธีการเหล่านี้อาจได้ผลกับผู้ร้ายที่เป็นคนแปลกหน้า แก้ปัญหาได้เป็นครั้ง ๆ หรือในบางกรณีหากผู้ร้ายไม่ได้เลือกเหยื่อแบบเจาะจงก็อาจจะยังใช้ได้ เพราะผู้ก่อเหตุอาจไม่ต้องการเสี่ยงกับเหยื่อที่ทำให้เสียเวลา แต่หากเป็นผู้ร้ายใกล้ตัวที่เลือกเหยื่อไว้แล้ว วิธีเหล่านี้อาจไม่ได้ผลเลย ไม่เกิดเหตุวันนี้ ก็อาจเกิดวันหน้า 

สุดท้ายแล้วคดีที่เป็นข่าวจนเกิดการจับกุมไปดำเนินคดีที่เราเห็นกัน มักจะมาจากความกล้าของเหยื่อที่จะออกมาเปิดโปงหรือความใส่ใจของคนใกล้ชิดที่มองเห็นสัญญาณบางอย่าง

ปลูกฝังแนวคิดที่ถูกต้องอย่ามองว่าเหยื่อมีความผิด

ดังที่กล่าวไปแล้วว่า เรื่องที่แดงขึ้นมาจนมีหน่วยงานตามไปเอาผิดกับคนร้ายได้นั้น ส่วนมากเกิดจากความกล้าของเหยื่อที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ์ หรือความรักของคนใกล้ชิดที่ยอมให้คนใกล้ตัวถูกย่ำยีไม่ได้ แต่สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้ายังมีความคิดทำนองว่า “เหยื่อเป็นคนยั่วยุ” คือโทษว่าเป็นความผิดของเหยื่อว่าไปทำให้ผู้ร้ายเกิดอารมณ์ หรือแนวคิดที่มองว่าเหยื่อกลายเป็นตัวประหลาดเพราะถูกล่วงละเมิด กลายเป็นตราหน้าให้เหยื่อเกิดความอับอาย

หรืออีกแนวคิดคือ ตั้งคำถามกับเหยื่อเช่น “เธอถูกข่มขืนจริงหรือเปล่า” “นี่เป็นการเรียกร้องเอาเงินหรือไม่”  ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นเลย แม้บ้างครั้งจะมีเรื่องโอละพ่อเช่นบางคดีที่ลูกหายคาดว่าโดนล่อลวง สุดท้ายมีความสัมพันธ์กับคนร้ายแบบชู้สาว หรือเด็กอยากจะหนีเที่ยวแล้วโกหกผู้ปกครองว่าถูกล่อลวง ข่มขืนก็ตาม 

เพราะกระบวนการการสอบสวนค่อนข้างซับซ้อน สุดท้ายแล้วหากเหยื่อโกหก ทางการก็จะรู้ได้อยู่ดี แต่หากไปทำให้เหยื่อเกิดความกลัวจะถูกตัดสินตั้งแต่แรก เรื่องราวเลวร้ายก็จะถูกซ่อนไว้ จนบานปลายกลายเป็นเหยื่อท้องหรือติดโรค สร้างปัญหาสังคมในแง่มุมอื่น ๆ ตามมาอีกเพียบ

ที่สำคัญที่สุดคือเหยื่อต้องเห็นคุณค่าของตัวเอง ต้องรักตัวเอง มองว่าไม่ว่าเราจะเป็นใคร สิทธิ์ในร่างกายของเราต้องเป็นของเรา ใครจะมารุกล้ำไม่ได้ แม้ตัวละครตัวนั้นจะเป็น ลูก ครู หรือพ่อก็ตาม ดังนั้นอย่าโทษตัวเอง หากเกิดเหตุขึ้น จนตั้งสติและลุกขึ้นมาพูด กระบวนการยุติธรรมถึงจะช่วยเหลือคุณได้

ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหน เพศชาย เพศหญิง เด็กหรือผู้ใหญ่ ตนคือที่พึ่งของตนคือสัจธรรมที่เป็นจริงเสมอ

ขอบคุณข้อมูล

https://www.thairath.co.th/content/389977

https://www.voicetv.co.th/read/521533

https://www.voicetv.co.th/read/521533

https://www.seedoctornow.com/sexual-assault-2/

https://www.sanook.com/news/7642670/

https://hilight.kapook.com/view/182258

https://hilight.kapook.com/view/182311

ภาพประกอบ

www.khaosod.co.th