โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนรอยโรงแรมดุสิตธานี 50 ปีของภาพจำใจกลางย่านสีลม

Mango Zero

เผยแพร่ 10 ม.ค. 2562 เวลา 05.10 น. • Mango Zero

หลายครั้งที่เรานั่งรถไฟฟ้าผ่านไปทางศาลาแดง หรือบางครั้งที่เราไปวิ่งกันที่สวนลุม อาคารทรงสูงตั้งตระหง่านกับยอดทรงแหลมสีทองอย่าง​ “ดุสิตธานี” คงเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดี เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมา โรงแรมดุสิตธานี ได้ปิดทำการ หลังจากอยู่เป็นแลนด์มาร์กในย่านสีลมมานานกว่า 50 ปี โดยมีแผนปรับปรุงโครงสร้างและเปิดเป็นโครงการใหม่ที่ทันสมัยมากกว่าเดิมในอีกประมาณ 4 ปีข้างหน้า แต่ก่อนที่เราจะได้พบกับสิ่งใหม่ในอนาคต วันนี้ Mango Zero จะพาย้อนไปรู้จักกับดุสิตธานี อีกหนึ่งจดหมายเหตุของกรุงเทพฯ ที่มีคุณค่าทั้งในด้านประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม

49 ปี ที่ย่านสีลม

ระยะเวลาถึงเกือบ 50 ปีทำให้เราไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมดุสิตธานีถึงเป็นที่รู้จักของคนหลายๆ รุ่น ก่อนที่จะกลายเป็นโรงแรม 5 ดาว พื้นที่บริเวณแยกสีลมแห่งนี้เคยเป็นบ้านศาลาแดง ของเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) โดยท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ก่อตั้งได้ขอเช่าพื้นที่จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และก่อตั้งเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว แห่งแรกของกรุงเทพฯ ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2513 ภายใต้ชื่อ “โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ” โดยได้เปิดทำการมาเป็นเวลาถึง 49 ปี ก่อนประกาศปิดตัวลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 มกราคม 2562

ดุสิตธานี ชื่อจากเมืองจำลองสมัย ร.6

ถ้าใครพอจะจำกันได้ ในห้องเรียนสมัยมัธยมต้น เราจะได้ยินชื่อดุสิตธานีกันอยู่บ่อยๆ เพราะคำว่า “ดุสิตธานี” นั้นมาจากชื่อของเมืองจำลองในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งแปลว่า “เมืองสวรรค์” โดยตั้งขึ้นเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเหล้าเจ้าอยู่หัว และไปสอดคล้องกับที่ตั้งของโรงแรม ที่อยู่ตรงข้ามกับสวนลุมพินีที่ประดิษฐานพระบรมรูปของพระองค์

นอกจากนี้ ในอีกความหมายหนึ่ง “ดุสิต” ยังเป็นชื่อสวรรค์ชั้นที่ 4 ตามคติไตรภูมิของศาสนาพุทธอีกด้วย

สถาปัตยกรรมทรงสูงแห่งแรกของไทย

ดุสิตธานีก่อตั้งขึ้นโดยถูกนับว่าเป็นสถาปัตยกรรมทรงสูงแห่งแรกของไทยในสมัยนั้น ความสูง 23 ชั้น มีห้องพักกว่า 500 ห้อง เป็นงานสถาปัตยกรรมยุคสมัยใหม่ (Modern Architecture) ที่ออกแบบโดย Yozo Shibata และคณะสถาปนิกญี่ปุ่น บริษัท KANKO KIKAKU SEKKEISHA (KKS) และที่โดดเด่นและเราน่าจะจำกันได้ดีเห็นจะเป็นเสาสีทองทรงแหลมบนยอดตึก ซึ่งตรงนี้ได้รับแรงบันดาลใจมากจากยอดพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามนั่นเอง

ห้องอาหารเบญจรงค์ จุดนัดพบของประวัติศาสตร์และศิลปะ

ห้องอาหารเบญจรงค์ เป็นหนึ่งจุดที่แขกของโรงแรมดุสิตธานีต้องไปเยือน ที่นี่เป็นอีกหนึ่งอีกลักษณ์ของโรงแรมเลยก็ว่าได้ ด้วยการตกแต่งแบบไทยๆ อย่างงานจิตรกรรมฝาผนัง รวมทั้งเสาไม้ใหม่ที่ลงลวดลายโดย ‘ท่านกูฏ’- ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ สะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาตร์ของงานศิลปะในยุคนั้น

เก็บรักษาเพื่อรอการเปลี่ยนแปลง

ก่อนการปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 มกราคม 2562 ทางโรงแรมได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยศิลปากรเพื่อศึกษา บันทึก และเก็บรักษาอนุรักษ์ชิ้นส่วนเอกลักษณ์ต่างๆ เอาไว้ ทั้งยอดเสาปลายแหลมสีทองบนยอดตึก เปลือกอาคารทองเหลือง เสาหลักโรงแรมเพนต์ลายจิตรกรรมไทย ฝ้าเพดานไม้สักทอง เฟอร์นิเจอร์ และต้นไม้ในสวนน้ำตกขั้นบันได เพื่อนำออกมาติดตั้งอีกครั้งหลังจากปรับปรุงพื้นที่และเปิดโครงการใหม่อย่าง “ดุสิต เซ็นทรัล ปาร์ค” ในอีก 4 ปีข้างหน้า

อีกหนึ่งความทรงจำของคนกรุงเทพฯ

ไม่ใช่แค่สร้างความทรงจำต่อแขกที่มาพัก แต่ดุสิตธานีก็เป็นอีกหนึ่ง “ภาพจำ” ของคนที่ใช้ชีวิตในย่านนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนของโรงเรียนในย่านนั้น คนทำงานในห้างหรือออฟฟิศใกล้ๆ หรือแม้แต่คนที่สัญจรไปมา

“เราเรียนแถวนั้นมา 12 ปี ตั้งแต่ประถมจนมัธยม เราเคยนัดเจอแฟนที่นี่ เพื่อนที่เป็นติ่งเกาหลีเคยพาเข้าไปในโรงแรมเพื่อตามศิลปิน เราได้รู้จักวัฒนธรรมการตามศิลปินที่นี่ จนถึงตอนเรียนมหาวิทยาลัยเราก็ได้ฝึกงานแถวๆ นั้น และขับรถผ่านดุสิตธานีเกือบทุกวัน ย่านสีลม-สาทรเหมือนเป็นบริเวณที่เป็นคอมฟอร์ทโซนของเราไปแล้ว และดุสิตฯ เองก็เหมือนกัน พอมีข่าวว่าจะปิดโรงแรมก็อดเสียดายไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ตื่นเต้นที่จะได้เห็นมันอีกครั้ง” เพื่อนที่ใช้ชีวิตในย่านสีลมมามากกว่า 10 ปีเล่าให้เราฟัง

ที่มา : wikipedia, a day bulletin

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...