โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เท่าทันความท้าทาย

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 05 มี.ค. 2562 เวลา 11.46 น.

คอลัมน์ CSR Talk

โดย สุรีพันธุ์ เสนานุช สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ

 

ในกระแสการเปลี่ยนแปลงที่โหมพัดระลอกแล้ว ระลอกเล่าอย่างไม่มีท่าทีว่าจะหยุดนิ่งของยุคดิจิทัล โฉมหน้าของ CSR องค์กรก็คงเป็นรูปแบบเดิม ๆ ไม่ได้อีกต่อไป

“รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ” และ “ดร.สมชัย จิตสุชน” กล่าวถึงประเด็นความท้าทายของสังคมไทยในงานสัมมนาทางวิชาการเนื่องในโอกาสวันสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวาระครบรอบ 65 ปี ชวนคิดไปถึงการทำ CSR ขององค์กรต่าง ๆ ที่คงต้องเท่าทันความท้าทายเหล่านี้ เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

หมดเวลาของ CSR แบบเลื่อนลอย ไม่มีที่มา ไม่มีเป้าหมายที่มีคุณค่า และไม่สามารถจับต้องหรือชี้วัดได้อีกต่อไป

ที่มาหรือ approach คือ จุดเริ่มต้นของการกำหนดแผนกลยุทธ์ ไปจนถึงกิจกรรมปฏิบัติการ และเมื่อองค์กรต้องการจะมีส่วนร่วมในการสร้างคุณค่าแก่สังคม ก็ควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจปัญหาให้ชัดเจน ซึ่งวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสองท่านได้กล่าวถึงความท้าทายของสังคมไทยสรุปได้ดังนี้

หนึ่ง การเมืองระดับโลก และระดับประเทศมีแนวโน้มที่โลกจะชื่นชมการใช้อำนาจมากกว่าประชาธิปไตย ซึ่งมีแนวโน้มของการลิดรอนสิทธิ มุมมองต่อความยากจนที่ไม่นำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาอย่างถูกจุด นำไปสู่การขยายตัวของความขัดแย้ง แบ่งฝ่ายกันมากขึ้น มีผลต่อความเป็นชุมชน ในการลงไปทำงานกับชุมชนจะก้าวข้ามปัญหานี้อย่างไร

สอง ความเหลื่อมล้ำ ที่นับวันจะถลำลึก มีคนรวยขึ้นอย่างที่ไม่สมควรจะรวย และมีคนจนลงอย่างไม่สมควรจะจน การเข้าถึงเทคโนโลยีเป็นปัจจัยเร่งทำให้ช่องว่างทางเศรษฐกิจมีมากขึ้น และสร้างโอกาสในการควบคุม และครอบงำชีวิตคนในสังคม จนทำให้ละเลยสิทธิขั้นพื้นฐาน นั่นคือสิทธิในการมีชีวิต และสิทธิในการแสวงหาความสุขที่ทุกคนควรมีอย่างเท่าเทียมกัน

การทำงานกับชุมชน อาจไม่ใช่การลงไปแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำโดยตรง แต่อย่างน้อยก็เป็นการสร้างโอกาสในสิทธิขั้นพื้นฐานที่คนในชุมชนควรจะได้รับ เช่น สิทธิในการศึกษา การได้รับการรักษาพยาบาล การเข้าถึงทุนในการประกอบอาชีพ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และสิทธิที่เท่าเทียมกัน

สาม social media ที่ปลุกกระแสความเกลียดชัง อคติ ความเชื่อที่ขาดเหตุผล มายาคติที่ไม่มีตรรกะ มีงานวิจัยจาก Michigan University และ University of Wisconsin-Milwaukee ระบุว่า มีนักศึกษาจำนวน 380 คน ยอมรับว่าเกิดความอิจฉาเมื่อได้เห็นชีวิตของคนร่ำรวยใน Facebook

นอกจากนั้น ยังพบว่ามีคนในวัย 18-34 จำนวน 1,500 คน รู้สึกว่าตนไม่ดีพอเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น การไม่รู้เท่าทัน และการเสพติด social media จึงทำให้เกิดปัญหาต่อความสัมพันธ์ ความมั่นใจในตนเอง และการตกเป็นเหยื่อของผู้ที่ใช้ social media เป็นเครื่องมือ ในการทำงานกับคนในชุมชนจึงไม่ใช่ปัญหาของความไม่รู้ ขาดข้อมูล แต่เป็นปัญหาของการที่ไม่รู้จักการแยกแยะข้อมูล ไม่มีความสามารถในการอ่านข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือความลวง อย่างที่ รศ.ดร.วรากรณ์ เคยนำเสนอบทความเรื่อง data literacy นั่นเอง

สี่ สังคมสูงวัย งานวิจัยของ TDRI ระบุว่า จากสัดส่วนผู้สูงวัยร้อยละ 35 พบว่า มี 73% ของผู้สูงวัยที่ไม่มีหลักประกันด้านรายได้เลย จากผลการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2557 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า มีผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพัง (ปี 2557) จำนวน 8.8 แสนคน เป็นชาย 3.2 แสนคน และหญิง 5.6 แสนคน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีเงินออมมากพอสำหรับการดูแลตนเอง ทำอย่างไรที่จะให้คนกลุ่มนี้ได้มีสิทธิในการใช้ชีวิตและมีความสุขอย่างเท่าเทียมในช่วงเวลาสุดท้าย

ความท้าทายที่ได้กล่าวมาทั้ง 4 ประเด็น เป็นจุดตั้งต้นหรือ approach ที่ชัดเจนในการนำไปสร้าง initiative topic ในการทำ CSR ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น องค์กรก็จะบรรลุถึงเป้าหมายการยกระดับ CSR ไปสู่ CSV-creating shared value คือ การสร้างความสำเร็จร่วมกันทั้งองค์กรและสังคม

การก้าวไปถึง CSV ได้นั้นจึงต้องมีความรู้อย่างถ่องแท้ถึงความท้าทายที่จะช่วยกันสร้างความเข้มแข็งให้คนในสังคม โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสก้าวข้ามไปด้วยกัน เพราะไม่มีสังคมใดที่จะยั่งยืนได้โดยการทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ข้อมูลอ้างอิง-http://www.bbc.com/future/story/20180104-is-social-media-bad-for-you-the-evidence-and-the-unknowns

https://tdri.or.th/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...