โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ตะไคร้ กับบทพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์

เทคโนโลยีชาวบ้าน

เผยแพร่ 14 ก.พ. 2562 เวลา 23.00 น.

ตะไคร้ เป็นพืชสมุนไพรท้องถิ่นในประเทศแถบเอเชียเขตร้อน มีลักษณะคล้ายหญ้าและมีใบสูงยาวส่งกลิ่นเฉพาะตัว นอกจากนำมาใช้ประกอบอาหาร ปรุงแต่งกลิ่นในอาหาร และทำเครื่องดื่มแล้ว ตะไคร้ยังถูกนำไปใช้ในหลากสาขา เช่น อุตสาหกรรมสบู่ เครื่องสำอาง การบำบัดด้วยกลิ่น หรือการสกัดเป็นยารักษา โดยมีความเชื่อว่าสารเคมีในตะไคร้ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ อาจสามารถช่วยป้องกันการเติบโตของแบคทีเรียกับยีสต์ได้ ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดและลดไข้ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในระหว่างมีประจำเดือน และเป็นส่วนผสมในสารที่ช่วยไล่ยุงได้ เป็นต้น

แม้จะเป็นพืชสมุนไพรที่ได้รับความนิยมในการบริโภคและประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์เกี่ยวกับประสิทธิผลของตะไคร้แท้จริงแล้วยังคงมีอย่างจำกัด และไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการในเชิงการแพทย์ โดยบางงานวิจัยก็ได้ตรวจสอบสมมติฐานถึงผลของตะไคร้ต่อสุขภาพในด้านต่างๆ ดังนี้

ระงับกลิ่นปากที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

กลิ่นปากเป็นปัญหาสุขภาพอย่างหนึ่งซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งจากการรับประทานอาหาร การสูบบุหรี่ การไม่รักษาสุขอนามัยภายในช่องปาก การติดเชื้อภายในช่องปาก ตลอดจนการใช้ยารักษาบางชนิด ผู้ที่มีกลิ่นปากอาจสูญเสียความมั่นใจและเกิดความวิตกกังวลจนอาจต้องไปปรึกษาแพทย์ เพื่อหาวิธีรักษาและระงับกลิ่นปาก
ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว จึงมีการค้นคว้าที่นำตะไคร้มาเป็นส่วนหนึ่งในการทดลองใช้สารสกัดจากตะไคร้ผลิตน้ำยาบ้วนปาก โดยมีผู้อาสาเข้าร่วมการทดลองจำนวน 20 ราย ผลการทดลองพบว่า น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิผลต่อการยับยั้งแบคทีเรียที่อาจก่อให้เกิดกลิ่นปากบางชนิดได้คือ แบคทีเรียกลุ่มแอกทิโนไมซีเทมคอมิแทนส์ (Aggregatibacter Actinomycetemcomitans) และ พอร์ฟิโรโมแนส จินจิวาลิส (Porphyromonas Gingivalis) แต่มีประสิทธิผลต่ำต่อการต้านเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตค็อกคัส (Streptococcus Mutans)

โดยรวมแล้ว น้ำยาบ้วนปากจากตะไคร้สามารถช่วยลดกลิ่นปากลงได้และพบว่ามีความปลอดภัยจากการใช้งานในกลุ่มผู้ถูกทดลอง แม้ยังคงต้องมีการปรับปรุงกลิ่นฉุนและรสชาติจากตะไคร้เพิ่มเติมต่อไป อย่างไรก็ตาม งานทดลองนี้เป็นงานทดลองขนาดเล็ก จึงควรมีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมในด้านนี้ต่อไป เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์จากตะไคร้ในการระงับกลิ่นปากได้ในอนาคต

ยับยั้งเชื้อราในช่องปาก

โดยปกติ ในช่องปากของคนเรามีแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิดอาศัยอยู่ หากมีเชื้อจุลชีพเหล่านี้ในจำนวนที่ไม่เป็นอันตราย จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพช่องปากแต่อย่างใด แต่ปัญหาเชื้อราในช่องปาก เกิดจากการมีเชื้อราแคนดิดาอัลบิแคนส์ (Candida Albicans) ในช่องปากเป็นจำนวนมาก และเชื้อเหล่านี้มีการเจริญเติบโตจนเกินกว่าภูมิคุ้มกันของร่างกายจะควบคุมได้ จึงเป็นที่มาของอาการต่างๆ เช่น มีคราบหรือปื้นสีขาวตามลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้ม ต่อมทอนซิล สร้างความเจ็บปวด หรือกลืนอาหารลำบาก เป็นต้น

แม้ตะไคร้อาจมีผลต่อการยับยั้งควบคุมแบคทีเรียในช่องปากบางชนิด แต่สำหรับจุลชีพที่เป็นเชื้อรานั้น มีงานทดลองหนึ่งที่ทำการทดลองในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่มีเชื้อราในช่องปากจำนวน 90 ราย โดยแบ่งกลุ่มทดลองออกเป็น 3 กลุ่ม และให้แต่ละกลุ่มรับการรักษาด้วยยาม่วงหรือเจนเชียนไวโอเล็ต น้ำมะนาว และตะไคร้เป็นระยะเวลา 11 วัน ผลการทดลองพบว่า น้ำมะนาวมีประสิทธิผลทางการรักษาเชื้อราในช่องปากที่ดีกว่ายาม่วง ส่วนยาม่วงและน้ำตะไคร้ต่างก็มีผลช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นได้เช่นกันเมื่อเทียบกับก่อนรับการทดลอง อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลของตะไคร้ในการรักษาเชื้อราในช่องปากยังไม่ปรากฏเป็นที่ชัดเจน และการวิจัยนี้ทำการทดลองในกลุ่มผู้ป่วยเอชไอวีจำนวนหนึ่งเท่านั้น จึงควรมีการค้นคว้าในด้านนี้ต่อไป

ป้องกันยุงและตัวริ้น

ยุง เป็นสัตว์ดูดเลือดและพาหะนำโรคติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์เลือดอุ่นมาสู่คนได้ เช่น ไข้เลือดออก ไข้มาลาเรีย ไข้เหลือง ไข้สมองอักเสบ ไวรัสซิกา เป็นต้น ส่วนตัวริ้นนั้น เป็นแมลงดูดเลือดขนาดเล็กเช่นเดียวกับยุง ซึ่งสร้างความรำคาญและนำโรคมาสู่คนได้เช่นเดียวกัน

มีการทดลองประสิทธิภาพของตะไคร้ด้วยการทาโลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันตะไคร้ลงบนแขนของผู้อาสาสมัครทดลอง แล้วให้ผู้ทดลองอยู่ในบริเวณที่มีตัวริ้นชนิด Culicoides Pachymerus อยู่อย่างชุกชุม โดยทดลองซ้ำๆ 10 ครั้ง เพื่อทดสอบประสิทธิผลทางการป้องกันภายใน 3-6 ชั่วโมง ผลการทดลองพบว่า โลชั่นที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิผลทางการป้องกันตัวริ้นชนิดนี้ได้สูงสุดถึงประมาณ 5 ชั่วโมง

ส่วนการทดลองถึงประสิทธิภาพของตะไคร้ในการป้องกันยุงก้นปล่องสายพันธุ์ Anopheles Arabiensis ในอาสาสมัครทดลองเพศชาย 3 คน พบว่ายากันยุงที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิภาพในการป้องกันยุงได้ยาวนานที่ประมาณ 3 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม งานทดลองเหล่านี้เป็นการทดลองขนาดเล็ก แม้ในปัจจุบันจะมีการนำตะไคร้มาเป็นส่วนหนึ่งในผลิตภัณฑ์ป้องกันยุง แต่ก็ควรมีการศึกษาค้นคว้าถึงประสิทธิผลในด้านนี้ต่อไป เพื่อนำผลลัพธ์ที่ได้มาปรับประยุกต์ใช้เสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในการใช้ชีวิตประจำวัน

กำจัดรังแค

รังแค เป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดกับหนังศีรษะ มีอาการคือ หนังศีรษะลอกแตกออกเป็นแผ่นผิวหนังแห้ง และก่อให้เกิดอาการคัน แม้ไม่ได้นำไปสู่อาการป่วยที่เป็นอันตราย แต่รังแคก็เป็นปัญหารังควานใจ สร้างความวิตกกังวล และสูญเสียความมั่นใจได้ไม่น้อย

ในปัจจุบัน มีแชมพูยาและวิธีการรักษารังแคอย่างหลากหลาย แต่มีงานทดลองหนึ่งในไทยที่นำเอาน้ำมันสกัดจากตะไคร้มาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์น้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่น 5, 10 และ 15% โดยมีอาสาสมัครทดลองเป็นคนไทยในวัย 20-60 ปี จำนวน 30 คน ผลการทดลองพบว่า ผลิตภัณฑ์น้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่นตะไคร้มีประสิทธิผลต่อการลดปริมาณรังแคลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของตะไคร้ 10%

อย่างไรก็ดี งานทดลองนี้เป็นการทดลองขนาดเล็กในกลุ่มประชากรจำนวนหนึ่งเท่านั้น จึงควรมีการศึกษาค้นคว้าถึงคุณประโยชน์ของตะไคร้ต่อการรักษากำจัดรังแคเพิ่มเติมต่อไป ทั้งนี้ ผู้บริโภคควรระมัดระวังในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษารังแคทั้งที่เป็นตัวยาหรือที่มีส่วนผสมของสมุนไพรใดๆ โดยปรึกษาแพทย์และเภสัชกร รวมทั้งศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ดีก่อนการใช้งานเสมอ

รักษาโรคเกลื้อน

เกลื้อน เป็นการติดเชื้อรามาลาสซีเซีย (Malassezia) บริเวณผิวหนัง โดยปกติ บริเวณผิวหนังของคนเราจะมีเชื้อราชนิดนี้อาศัยอยู่อยู่แล้ว แต่การติดเชื้ออาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลทำให้เชื้อราเกิดการลุกลาม เช่น อากาศร้อนและชื้น ผิวมัน มีเหงื่อออกมากเกินไป ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เป็นต้น ทำให้ปรากฏอาการเป็นผิวหนังเป็นจุดดวงที่มีสีอ่อนหรือเข้มกว่าผิวหนังปกติ มักเกิดขึ้นบริเวณแผ่นหลังหรือหน้าอก

เนื่องจากมีสมมติฐานที่ว่าตะไคร้อาจมีประสิทธิภาพในทางการรักษาป้องกันการติดเชื้อจุลชีพได้ จึงมีงานทดลองหนึ่งเกิดขึ้นเพื่อพิสูจน์ประสิทธิผลในเรื่องนี้ โดยให้ผู้ป่วยโรคเกลื้อนรักษาด้วยการทาน้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากตะไคร้เปรียบเทียบกับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะคีโตโคนาโซล โดยแบ่งการทดลองเป็น 2 ระยะ ระยะแรกมีผู้ป่วยเข้ารับการทดลอง 20 ราย และมีผู้ป่วยเข้ารับการทดลอง 47 รายในระยะที่ 2 โดยใช้เวลาในการรักษาเป็นเวลาทั้งสิ้น 40 วัน

ผลการทดลองพบว่า น้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากตะไคร้มีอัตราการรักษาผู้ป่วยโรคเกลื้อนอยู่ที่ประมาณ 60% ในขณะที่ตัวยาคีโตโคนาโซลมีประสิทธิผลทางการรักษาสูงกว่าคือ อยู่ที่ 80%

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลต่างๆ รวมถึงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์เกี่ยวกับประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อจุลชีพและความปลอดภัยในการใช้ตะไคร้ในด้านต่างๆ ยังคงมีจำกัด และยังคงต้องการการศึกษาค้นคว้าต่อไป เพื่อประโยชน์สูงสุดทางการแพทย์และสุขภาพของคนทั่วไปในอนาคต

ผลกระทบต่อการทำงานของไต

ไต คืออวัยวะภายในที่สำคัญอย่างหนึ่ง มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วแดงสองข้าง ทำหน้าที่กรองเลือดและของเสียออกจากร่างกายในรูปของเหลวออกมาเป็นปัสสาวะ และช่วยปรับสมดุลของแร่ธาตุต่างๆ ภายในร่างกาย
งานทดลองหนึ่งถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อหาประสิทธิผลของตะไคร้ต่อการทำงานของไตในผู้ทดลองเพศชาย 55 คน และเพศหญิงอีก 50 คน ด้วยการให้ผู้ทดลองดื่มชาที่ทำจากใบตะไคร้เป็นเวลา 30 วัน แล้วตรวจวัดผลด้วยการประเมินอัตราการกรองของไตและอัตราการกำจัดของเสียออกจากไต

ผลการทดลองพบว่า กลุ่มทดลองมีผลการประเมินอัตราการกรองของไต และอัตราการกำจัดของเสียออกจากไตลดลง ซึ่งแสดงถึงผลกระทบที่ทำให้การทำงานของไตแย่ลง แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณของสารสกัดตะไคร้ที่ใส่ในชาและระยะเวลาที่ผู้ทดลองได้รับสารด้วย โดยผลลัพธ์ดังกล่าวอาจเป็นประโยชน์ในทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยโรคไตต่อไป อย่างไรก็ตาม หลักฐานการทดลองยังคงไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างละเอียดแน่ชัด จึงควรมีการศึกษาค้นคว้าประสิทธิผลของตะไคร้ในด้านดังกล่าวเพิ่มเติมต่อไป

ตะไคร้ มีประโยชน์ต่อสุขภาพจริงหรือไม่

แม้จะมีการค้นคว้าทดลองมากมายเกี่ยวกับประสิทธิผลของตะไคร้ในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อสุขภาพ แต่ในปัจจุบันก็ยังคงไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์อย่างเพียงพอที่จะสามารถยืนยันประสิทธิภาพทางการรักษาหรือคุณประโยชน์ต่อสุขภาพของตะไคร้ในแต่ละด้านได้อย่างชัดเจน ดังนั้น การศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์เกี่ยวกับตะไคร้จึงควรดำเนินต่อไป ทั้งในกลุ่มตัวอย่างที่มีจำนวนมากขึ้นและมีความหลากหลายทางประชากรมากขึ้น

ดังนั้น ในระหว่างที่ยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ที่มากพอ ผู้บริโภคตะไคร้หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากตะไคร้จึงควรใส่ใจในขั้นตอนและปริมาณในการบริโภค เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ

ความปลอดภัยในการบริโภคตะไคร้
ข้อมูลด้านการบริโภคสำหรับคนทั่วไป

การบริโภคตะไคร้น่าจะปลอดภัย หากบริโภคในปริมาณที่ใช้ประกอบอาหารทั่วไป
การบริโภคตะไคร้หรือการใช้ตะไคร้ทาบนผิวหนังเพื่อจุดประสงค์ทางการรักษา อาจจะปลอดภัยหากใช้ตะไคร้ในช่วงเวลาสั้นๆ ภายใต้การดูแลและคำแนะนำจากแพทย์
การสูดดมสารที่มีส่วนประกอบของตะไคร้ อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายและเป็นพิษต่อร่างกายได้ในผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพปอด
การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากตะไคร้อย่างประมาทหรือผิดวิธี อาจนำไปสู่การเกิดภาวะพิษที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เช่น การกลืนยากันยุงที่ผลิตจากตะไคร้

ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่มีปัจจัยทางสุขภาพ

ผู้ที่ตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคตะไคร้ เนื่องจากตะไคร้อาจกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในการเกิดประจำเดือน ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแท้งได้  ผู้ที่กำลังให้นมบุตร ในปัจจุบันยังคงไม่มีหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับความปลอดภัยจากการบริโภคตะไคร้ในระหว่างที่ให้นมบุตร ผู้ที่กำลังให้นมบุตรจึงควรหลีกเลี่ยงการบริโภคตะไคร้ เพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพทั้งต่อตนเองและทารกที่อาจได้รับสารต่างๆ ผ่านทางน้ำนมด้วย   ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการบริโภคตะไคร้ หรืออาหารใดๆ ก่อนเสมอ ว่าอาจส่งผลต่ออาการป่วยของตนเองหรือไม่

ปริมาณในการบริโภคตะไคร้

ทุกวันนี้ยังคงขาดหลักฐานสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ที่จะสามารถระบุปริมาณที่เหมาะสมในการบริโภคตะไคร้ได้ อย่างไรก็ตาม แม้ตะไคร้จะเป็นพืชสมุนไพรตามธรรมชาติ แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าการบริโภคตะไคร้จะส่งผลดีต่อสุขภาพหรือมีความปลอดภัยเสมอไป ผู้บริโภคจึงควรระมัดระวังในการบริโภค เช่น บริโภคตะไคร้ในปริมาณและวิธีการที่เหมาะสมตามปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับตนเอง เช่น อายุ สภาพร่างกาย และปัญหาสุขภาพของผู้บริโภค ปรึกษาแพทย์ เภสัชกร และศึกษาข้อมูลบนฉลากให้ถี่ถ้วนก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่มีสารสกัดมาจากตะไคร้ก่อนเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดผลข้างเคียงที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหลังการบริโภค

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...